- หน้าแรก
- เริ่มต้นด้วยตบะไร้เทียมทาน ทุกสรรพสิ่งล้วนถูกสังหารในพริบตา
- บทที่ 35 ความกังวลของมหาจักรพรรดิ!
บทที่ 35 ความกังวลของมหาจักรพรรดิ!
บทที่ 35 ความกังวลของมหาจักรพรรดิ!
"โอ้? มีอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ?" หลินเฉินหันกลับมาถาม
"เอ่อ... คือว่า! ของล้ำค่าเช่นนี้จะโยนทิ้งก็น่าเสียดายนัก เอาเป็นว่า... ศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนี้ให้เสด็จพ่อเก็บรักษาไว้ให้เจ้าก่อนก็แล้วกัน พ่อจะดูแลมันอย่างดี หากเจ้าอยากใช้งานเมื่อใดก็มาเอาที่พ่อได้ทุกเมื่อ!"
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง หลินชางฉยงก็เอ่ยออกมา ใบหน้าฉายแววขัดเขินเล็กน้อย คงมีไม่กี่คนในใต้หล้าที่ทำให้มหาจักรพรรดิแห่งเยี่ยแสดงอาการกระอักกระอ่วนได้ขนาดนี้
เมื่อเห็นดังนั้น หลินเฉินก็ไม่แกล้งต่อ เขาถอนหายใจแผ่วเบาแล้วกล่าวว่า "ตกลงพ่ะย่ะค่ะ! เช่นนั้นเสด็จพ่อก็ช่วยลูกเก็บรักษาไว้ก่อนเถิด!"
หลินเฉินรู้ดีว่าเสด็จพ่อแค่เขินอายที่จะรับตรงๆ เขาจึงต้องตามน้ำไปเพื่อรักษาหน้าให้ชายชราคนนี้ ซึ่งก็นับว่าน่าขันไม่น้อย ขณะที่หลินมู่ซึ่งยืนอยู่ด้านข้างต้องพยายามกลั้นหัวใจจนแทบกระอักเลือด เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาเย็นชาของหลินชางฉยงที่ตวัดมองมา เขาจึงรีบทำหน้าตายทันที
"จริงสิพ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ! เรื่องงานวิวาห์กับตระกูลหน่าหรานเตรียมการไปถึงไหนแล้ว?" หลินเฉินรีบเปลี่ยนเรื่องเพื่อกู้หน้าให้เสด็จพ่อ
สำหรับเขา การแต่งงานกับจักรพรรดินีผู้กลับชาติมาเกิดคือภารกิจสำคัญที่สุดในตอนนี้!
หากชักช้าแล้วนางหนีหายไปคงเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ เพราะอย่าลืมว่าหน่าหรานเยียนหรานยามนี้มีความทรงจำจากชาติปางก่อน การจะหนีออกจากสถานการณ์ปัจจุบันไม่ใช่เรื่องยากสำหรับนางเลย!
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลินชางฉยงและหลินมู่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่หลินมู่จะตอบแทนว่า
"ทูลองค์ชาย เรื่องนี้ฝ่าบาททรงกำชับด้วยพระองค์เอง ย่อมไม่มีปัญหาแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!"
"ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้พร้อมสรรพแล้ว ยามนี้เหลือเพียงรอให้ถึงวันมงคลเท่านั้น!"
หลินเฉินพยักหน้าอย่างพึงพอใจ!
นับว่าโชคดีที่มีคนจัดการให้ มิเช่นนั้นเขาคงหัวหมุนแน่นอน ทว่าเขาสังเกตเห็นว่าหลินมู่ดูมีท่าทีอึกอักเหมือนมีเรื่องจะพูด
หลินเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย "ท่านผู้อาวุโสหลิน มีเรื่องอันใดอีกหรือ?"
หลินมู่เหลือบมองหลินชางฉยง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่คัดค้านจึงกล่าวว่า "คืออย่างนี้พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย... ท่านทราบเรื่องการล่มสลายของสำนักไท่เสวียนแล้วหรือไม่?"
หลินเฉินเลิกคิ้วขึ้น สีหน้าดูแปลกประหลาดก่อนจะตอบตรงๆ "ข้าทำเอง!"
เฮือก!
แม้ทั้งสองจะคาดการณ์ไว้แล้ว แต่การที่หลินเฉินยอมรับออกมาโต้งๆ และดูไม่ยี่หระเช่นนี้ก็ยังทำให้พวกเขาประหลาดใจอยู่ดี อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่ได้ซักไซ้รายละเอียดปลีกย่อย หลินเฉินเองก็ไม่สน หากเขาไม่อยากให้รู้ เขาคงไม่เอาของที่ปล้นมาได้เข้าคลังหลวงหรอก
"สำนักไท่เสวียนเป็นเพียงเรื่องเล็ก ทว่าเบื้องหลังของมันคือสำนักที่ทรงพลังยิ่งกว่านามว่า สำนักเทพเทียนเสวียน! สำนักไท่เสวียนเป็นเพียงสำนักสาขาเท่านั้น!"
"ยอดฝีมือขั้นจักรพรรดิในสำนักเทพนั้นเป็นเพียงระดับกลางๆ ในนั้นมีขุมพลังขั้นมหาจักรพรรดินับสิบ และเจ้าสำนักเทพเทียนเสวียนเองก็อยู่จุดสูงสุดของขั้นมหาจักรพรรดิ!"
“ยามนี้สำนักไท่เสวียนพินาศสิ้น แม้พวกเขาจะยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนลงมือ แต่ราชวงศ์เยี่ยในฐานะขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดย่อมตกเป็นผู้สงสัยอันดับหนึ่ง ถึงตอนนั้นพวกมันต้องส่งคนมาสอบเค้นเราแน่!”
“และบางที... พวกมันอาจจะมาในวันงานมงคลขององค์ชาย!”
“ที่ข้าบอกเรื่องนี้ เพื่อให้ท่านเตรียมใจไว้ว่าวันแต่งงานอาจจะไม่ราบรื่นอย่างที่คิด!”
ทว่า...
“หืม?!”
หลินมู่ยังพูดไม่ทันจบ เขาก็เห็นแววตาเหยียดหยามและเยาะเย้ยวูบหนึ่งในดวงตาของหลินเฉิน ราวกับว่าสำนักเทพเทียนเสวียนที่ยิ่งใหญ่คับฟ้า ในสายตาของหลินเฉินนั้นหามีค่าต่างจากสำนักไท่เสวียนไม่!
จากนั้นหลินเฉินก็ยกยิ้มและกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “ไม่เป็นไร! งานแต่งดำเนินไปตามปกติเถิด!”
“ส่วนสำนักเทพเทียนเสวียน หากพวกมันกล้ามาหาเรื่องที่นี่... มหาจักรวรรดิเยี่ยจะเป็นสุสานของพวกมันเอง!”
สิ้นคำกล่าว แววตาของหลินเฉินก็ฉายประกายคมกล้า น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความโอหังและมั่นใจอย่างที่สุด!
"เสด็จพ่อ! ถึงตอนนั้นเสด็จพี่และเสด็จพี่หญิงของลูกก็น่าจะกลับมากันครบแล้วใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ?"
หลินเฉินไม่ใส่ใจเรื่องสำนักเทพต่อ เขาหันไปถามหลินชางฉยง หลินเฉินเป็นโอรสลำดับที่สี่ ในบรรดาพี่น้องยามนี้มีเพียงองค์ชายใหญ่ที่ยังอยู่ในเยี่ย ส่วนพี่ชายรองและพี่หญิงสามต่างออกเดินทางท่องเที่ยวหรือเข้าสังกัดสำนักอื่นในช่วงไม่กี่ปีมานี้
"แน่นอน เรื่องนี้เป็นงานใหญ่ในชีวิตเจ้า พ่อส่งข่าวไปตั้งแต่วันที่ไปสู่ขอแล้ว อีกวันสองวันพวกเขาน่าจะถึง" หลินชางฉยงยิ้มตอบ
"ดีพ่ะย่ะค่ะ!"
กล่าวจบ หลินเฉินก็ทูลลาและเดินออกจากเขตหวงห้ามของราชวงศ์ไป
หลังจากหลินเฉินจากไป หลินมู่หันมากล่าวกับหลินชางฉยงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "ฝ่าบาท! แม้องค์ชายจะมั่นใจเพียงใด แต่ขั้นมหาจักรพรรดินั้นเหนือกว่าขั้นจักรพรรดิมากนัก โดยเฉพาะระดับจุดสูงสุด และคนของสำนักเทพเทียนเสวียนผู้นั้น... ว่ากันว่าเท้าข้างหนึ่งเหยียบเข้าสู่ 'ขั้นปราชญ์' ไปแล้ว ขั้นปราชญ์คือจุดแบ่งแยกที่แท้จริง เราต้องระวังให้หนัก!"
หลินชางฉยงพยักหน้า คิ้วขมวดมุ่นเล็กน้อย ในฐานะที่เขาบรรลุขั้นมหาจักรพรรดิแล้ว เขาเข้าใจดีถึงช่องว่างระหว่างพลัง ทว่าเขากลับแสยะยิ้มเย็น
"หากเป็นเมื่อก่อน ยามสำนักเทพเทียนเสวียนบุกมา เราคงไร้ทางต้านจริงๆ! แต่ยามนี้... มันไม่เหมือนเดิมแล้ว!"
หลินชางฉยงจ้องมองตราประทับหยกในมือด้วยสายตาเป็นประกาย
"ผู้อาวุโสหลิน ท่านรู้หรือไม่ว่าศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนี้อยู่ในระดับใด?"
หลินมู่ลังเล "มิใช่ระดับต่ำหรือพ่ะย่ะค่ะ?" แค่หลินเฉินหาศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์มาได้ก็นับว่าปาฏิหาริย์แล้วสำหรับที่นี่ แต่หลินชางฉยงกลับส่ายหน้า
"ระดับกลางงั้นหรือ?" เสียงของหลินมู่สูงขึ้นหนึ่งระดับ แต่หลินชางฉยงยังคงส่ายหน้า
"หรือว่า... ระดับสูง?!" ลมหายใจของหลินมู่เริ่มติดขัด ทว่าหลินชางฉยงก็ยังส่ายหน้าอีก
หลินมู่ถึงกับร้องอุทาน "โอ้แม่เจ้า! อย่าบอกนะว่า... ระดับสูงสุด?!"
เขาแทบจะขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพูดออกมา
"ถูกต้อง! นี่คือสุดยอดศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ ตราประทับหยกพิทักษ์แผ่นดิน!" หลินชางฉยงระบายคำพูดออกมาพร้อมความรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก
"เชี่ยยยย!!"(ต้นฉบับมันเขียนมางี้จริงๆ)
เมื่อได้รับการยืนยัน หลินมู่แทบจะกระโดดตัวลอย ดวงตาเบิกกว้างด้วยความเหลือเชื่อ เขารู้สึกช็อกจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
"สุดยอดศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ ต่อให้ปลดปล่อยพลังออกมาได้เพียงหนึ่งในร้อย ก็เพียงพอที่จะทำให้เราต้านทานขุมพลังจากสำนักเทพเทียนเสวียนได้แล้ว!"
"ยังไม่นับว่าโชคชะตาแห่งรัฐของเยี่ยยามนี้เพิ่มพูนขึ้นถึงพันเท่า!"
"หากพวกมันกล้ามาหาเรื่องในงานแต่งจริงๆ... ข้าเกรงว่าพวกมันนั่นแหละที่จะไม่ได้กลับไปแบบมีลมหายใจ!"