เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19: เขียนอักษรให้เปิ่นซื่อจื่อดู

บทที่ 19: เขียนอักษรให้เปิ่นซื่อจื่อดู

บทที่ 19: เขียนอักษรให้เปิ่นซื่อจื่อดู


บทที่ 19: เขียนอักษรให้เปิ่นซื่อจื่อดู

หล่อ?

ไอดอล?

คำศัพท์พวกนี้เป็นคำที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่เขารู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่ามันไม่ใช่คำที่สุภาพนัก

เซียวจิ่งเฮิงขมวดคิ้วเล็กน้อย รวบรวมสมาธิเตรียมจะเขียนงานต่อ

【แต่หล่อแล้วมีประโยชน์อะไร? นิสัยเย็นชาขนาดนี้ แถมยังเป็นพวกบ้างานอีกต่างหาก... ดูสิ นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว กลับมาจากศาลต้าหลี่ก็ไม่พัก ตรงดิ่งมาทำงานต่อทันที ขยันยิ่งกว่าตอนพวกเราปั่นการบ้านส่งครูอีก! มิน่าล่ะถึงได้เป็นรองเจ้ากรมศาลยุติธรรม ด้วยความทุ่มเทระดับนี้ ถ้าเป็นข้าคงถอดใจนอนตีพุงไปนานแล้ว!】

【จวนโหวหย่งหนิงจะหยุดหมุนไหมถ้าไม่มีเขา? เฮ้อ เป็นซื่อจื่อนี่ไม่ง่ายเลย แรงกดดันคงมหาศาล สงสัยผมคงร่วงเร็วเหมือนกันแน่ๆ...】

เซียวจิ่งเฮิง: ... เขารู้สึกปวดตุบๆ ที่ขมับ

บ้างาน? ทำงานล่วงเวลา? ผมร่วง?

เขาพยายามเมินเฉยต่อความคิดเพ้อเจ้อเหล่านั้นและดึงความสนใจกลับมาที่เอกสารราชการ ทว่าทันทีที่ปลายพู่กันกำลังจะจรดลงบนกระดาษ—

【ว่าไปแล้ว ที่เขาต้องขยันขนาดนี้ เป็นเพราะท่านโหวไม่อยู่บ้านตลอดปี เขาเลยต้องแบกรับภาระทั้งจวนไว้คนเดียวหรือเปล่านะ? ดูเหมือน... น่าสงสารอยู่นิดหน่อยแฮะ? ไม่ๆๆ ข้าจะไปสงสารเขาทำไม? เขาเป็นภูเขาน้ำแข็งที่สั่งลงโทษคนได้หน้าตาเฉยนะ!】

【แต่ว่า... วันนี้เขาเลื่อนขั้นให้ข้า แถมยังขึ้นเงินเดือนให้อีก ดูเหมือน... เขาจะไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้น?】

เสียงความคิดของแม่นางน้อยในหัวเขาเดือดปุดๆ ราวกับน้ำต้ม

เดี๋ยวก็กรี๊ดหน้าตาเขา เดี๋ยวก็วิจารณ์นิสัยเขา สักพักก็มา 'เวทนา' เขาอย่างไร้สาเหตุ แล้วก็กระโดดไปมาระหว่าง 'ภูเขาน้ำแข็ง' กับ 'คนดี'... เสียงในใจที่สะเปะสะปะและไร้ตรรกะพวกนี้เหมือนกรงเล็บเล็กๆ นับไม่ถ้วนที่ข่วนกวนประสาทของเซียวจิ่งเฮิง ฉีกทึ้งสมาธิอันภาคภูมิใจของเขาจนกระเจิง

เขาสูดหายใจลึกแล้ววางพู่กันลง

ซูเสี่ยวอวี๋กำลังเหม่อลอย จู่ๆ ก็รู้สึกถึงสายตาแรงกล้าที่จ้องมองมา ทำเอานางสะดุ้งโหยง

พอเงยหน้าขึ้น ก็สบเข้ากับดวงตาลึกซึ้งที่อ่านไม่ออกของเซียวจิ่งเฮิงพอดี

【ซวยแล้ว! มองข้าทำไม! ข้ายืนผิดที่เหรอ? หรือเสียงหายใจข้าดังไป?】

เมื่อเห็นร่างกายนางเกร็งขึ้นฉับพลันและดวงตาที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก เซียวจิ่งเฮิงกลับรู้สึกขบขันขึ้นมาเล็กน้อย

เขางอนิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ

"ฝนหมึก"

"หา? เจ้าค่ะ! บ่าวจะทำเดี๋ยวนี้"

ซูเสี่ยวอวี๋รู้สึกเหมือนได้รับอภัยโทษ รีบกุลีกุจอเข้าไป ขณะที่มือฝนหมึก ในหัวก็ยังปั่นป่วนไม่หยุด:

【ซูเสี่ยวอวี๋ ตั้งสติไว้! ห้ามเคลิ้มเด็ดขาด ถ้าซื่อจื่อจับได้อีก เจ้าโดนเด้งแน่!】

เซียวจิ่งเฮิงหยิบพู่กันขึ้นมาอีกครั้ง พบว่าแม้เสียงเจื้อยแจ้วในหัวจะยังคงดังอยู่ แต่มันดู... มีชีวิตชีวากว่าความเงียบงันแบบเดิมๆ อยู่บ้าง?

เขาส่ายหน้าเล็กน้อย พยายามสลัดความคิดฟุ้งซ่านและจดจ่อกับเอกสารตรงหน้า

ครึ่งชั่วยามผ่านไป จิ่งเหิงวางพู่กันลงในที่สุด วางเอกสารฉบับสุดท้ายที่ตรวจเสร็จไว้ทางขวา แล้วใช้นิ้วมือนวดคลึงหว่างคิ้วเบาๆ

เห็นดังนั้น ซูเสี่ยวอวี๋ก็ก้าวเข้าไปอย่างรู้ตางาน รวบรวมเอกสารที่ตรวจแล้วจัดวางอย่างคล่องแคล่วตามความเคยชินเดิมของเขา

ท่วงท่ารวดเร็วและการจัดระเบียบชัดเจน

สายตาของเซียวจิ่งเฮิงหยุดอยู่ที่มืออันคล่องแคล่วนั้นครู่หนึ่ง แล้วจู่ๆ เขาก็ถามขึ้น:

"เจ้ารู้หนังสือหรือไม่?"

ซูเสี่ยวอวี๋ชะงัก หัวใจกระตุกวูบ สุดท้ายก็ตอบเสียงเบาหวิวดุจยุงบิน: "เรียนซื่อจื่อ บ่าว... พอรู้บ้างนิดหน่อยเจ้าค่ะ"

"งั้นรึ?"

น้ำเสียงของเซียวจิ่งเฮิงคาดเดาไม่ได้ว่าเขาเชื่อหรือไม่

เขาหยิบกระดาษเซวียนจื่อแผ่นใหม่ออกมาวางแผ่บนโต๊ะอย่างสบายๆ

"เขียนมาสักสองสามคำให้เปิ่นซื่อจื่อดูซิ"

สัญญาณเตือนภัยดังลั่นในหัวซูเสี่ยวอวี๋ทันที!

【เพื่ออะไรเนี่ย! นี่คือบททดสอบขั้นสุดยอดเหรอ? ถ้าเขียนห่วยแตกจะโดนไล่ออกไหม? เงินเดือนสองตำลึงของข้าจะปลิวไปไหม?】

แต่ตอนอยู่ยุคปัจจุบัน นางไม่เคยฝึกเขียนพู่กันเลยนะ!

นางรับพู่กันมาด้วยความหวาดหวั่น พยายามรื้อฟื้นทักษะการเขียนอันน้อยนิดของเจ้าของร่างเดิม แล้วบรรจงเขียนคำว่า "จวนโหวหย่งหนิง" สี่ตัวลงไปอย่างบิดๆ เบี้ยวๆ

ลายมือเหมือนเด็กหัดเขียน โครงสร้างหลวมโพรก เส้นสายดูเหมือนเอามาต่อๆ กัน ไร้ซึ่งความสง่างามโดยสิ้นเชิง ชัดเจนว่าเป็นระดับมือใหม่หัดขับ

"ซื่อจื่อ โปรดอภัย บ่าวโง่เขลา ลายมือขี้ริ้วขี้เหร่ ทำท่านระคายเคืองสายตา..."

เซียวจิ่งเฮิงหลุบตาลง รอยยิ้มจางๆ วาบผ่านแววตา

เขาไม่วิจารณ์ แต่หันไปหยิบสมุดคัดลายมือจากชั้นหนังสือ โยนลงบนโต๊ะของนางอย่างไม่ใส่ใจ

"ตั้งแต่วรุ่งนี้ไป คัดสมุดเล่มนี้วันละสามหน้า"

น้ำเสียงของเขาไร้อารมณ์ มีเพียงความเย็นชาตามแบบฉบับเจ้านายลูกน้อง

"ในเมื่อเจ้าทำงานในห้องหนังสือแต่ลายมือกลับดูไม่ได้เช่นนี้ ขืนใครรู้เข้าจะเสียหน้ามาถึงเรือนโม่ยุ่นได้"

เขาให้เหตุผลที่ฟังดูจริงจังสุดๆ

ซูเสี่ยวอวี๋: "!!!"

【คัดลายมือ!! แถมวันละสามหน้า! ว่าแล้วเชียว! ซื่อจื่อจอมบ้างานไม่เคยคิดจะปล่อยข้าไปง่ายๆ เขาดักรออยู่ตรงนี้นี่เอง】

เห็นนางทำหน้าเหมือนคนไปร่วมงานศพ เซียวจิ่งเฮิงกลัวนางจะถอดใจ จึงเสริมขึ้นว่า:

"ถ้าเจ้าส่งงานคัดลายมือที่เรียบร้อยตรงเวลาทุกวันและมีพัฒนาการ ห้องครัวจะเก็บ ขนมกุ้ยฮวาน้ำตาลกรวด ไว้ให้เจ้าวันละสองชิ้น หากทำได้ตามเกณฑ์เจ็ดวันติดต่อกัน ข้าจะสั่งให้ห้องครัวทำ ขาหมูน้ำแดง ของโปรดเจ้าให้ในวันหยุดสุดสัปดาห์ กินได้ไม่อั้น!"

"!!!" ซูเสี่ยวอวี๋เงยหน้าขวับ ดวงตาส่องประกายราวกับโคมไฟดวงเล็กๆ สองดวง

"จะ-จริงเหรอเจ้าคะ? ซื่อจื่อ! ถ้าข้าคัดสวย มีขนมกุ้ยฮวาน้ำตาลกรวด แล้วถ้าผ่านเกณฑ์ต่อเนื่อง ก็มีขาหมูน้ำแดง?"

เมื่อกี้ยังรู้สึกว่าการคัดลายมือคือการทรมานแสนสาหัส แต่ตอนนี้ ในสายตานาง มันกลายเป็นเกมท้าชิงรางวัลสู่สวรรค์แห่งอาหารไปในพริบตา!

มุมปากของเซียวจิ่งเฮิงโค้งขึ้นเล็กน้อย: "ย่อมเป็นความจริง แต่ถ้าเจ้าเขียนเขี่ยๆ ให้มันจบๆ ไป ไม่เพียงจะไม่มีรางวัล เจ้ายังต้องคัดใหม่เป็นสองเท่า"

"ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ! บ่าวจะตั้งใจเขียนให้สุดฝีมือ! รับรองว่าเรียบร้อย ไม่สักแต่ว่าทำแน่นอน!" ซูเสี่ยวอวี๋รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ กอดสมุดคัดลายมือไว้ราวกับสมบัติล้ำค่า

ทว่า ซูเสี่ยวอวี๋ก็ยังจินตนาการโลกสวยเกินไป

เจ้าของร่างเดิมไม่มีพื้นฐานการเขียนเลย และในยุคปัจจุบัน นางก็ถนัดแต่ปากกาลูกลื่น ซึ่งก็แค่พอถูไถ ยิ่งโตขึ้นก็ยิ่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์แบบไร้กระดาษ แทบไม่ได้จับปากกา พอต้องมาเริ่มฝึกใหม่จริงๆ มันไม่ง่ายอย่างที่คิดเลย

นางกำพู่กันขนพังพอนอันหนักอึ้ง เดี๋ยวก็ลงน้ำหนักเบาไป เดี๋ยวก็หนักไป ตรงกลางก็บิดเบี้ยว ดูเหมือนงูตัวเล็กที่ไร้เรี่ยวแรง

สามวันติดที่นางไม่ผ่านการตรวจ

สภาพจิตใจของซูเสี่ยวอวี๋เริ่มพังทลาย

ขณะที่นางกำลังสิ้นหวังคิดว่าอาชีพการงานคงจบสิ้นแล้ว ในวันที่สี่ เสียงเย็นๆ ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง:

"ข้อมือต้องนิ่ง ใจต้องสงบ"

ซูเสี่ยวอวี๋หันขวับ ก็เห็นเซียวจิ่งเฮิงมายืนอยู่ข้างหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ มองดูผลงานเละเทะของนางด้วยสายตาเรียบเฉย ไร้ซึ่งความโกรธ

สิ่งที่ทำให้ซูเสี่ยวอวี๋ตกใจยิ่งกว่าคือ เซียวจิ่งเฮิงเมินเฉยต่อความเละเทะนั้น เขากางกระดาษเซวียนจื่อแผ่นใหม่ จุ่มพู่กันด้ามใหม่ลงในหมึก แล้วเอื้อมมือกุมมือนางอย่างเป็นธรรมชาติ!

ซูเสี่ยวอวี๋ตัวแข็งทื่อ สมองขาวโพลนไปชั่วขณะ!

"ดูการลงน้ำหนัก!" เสียงของเขาดังอยู่ข้างหู แฝงพลังปลอบประโลมที่น่าประหลาด

"จรดพู่กัน ซ่อนปลาย เคลื่อนพู่กัน รักษาน้ำหนักให้สม่ำเสมอ ตวัดจบ เก็บปลาย"

เขาจับมือนาง มั่นคงและทรงพลัง เขียนคำว่า "ปลา" ที่ได้สัดส่วนและตั้งตรงลงบนกระดาษ ทีละขีด ทีละเส้น

ซูเสี่ยวอวี๋ตะลึงงัน!

มองดูตัวอักษรที่สวยงามและเป็นระเบียบอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน นี่นางเขียนเองจริงๆ หรือ?

นางฝึกทุกวันจนข้อมือแทบหัก แต่สิ่งที่ได้กลับเป็นสิ่งที่แม้แต่ตัวเองยังรังเกียจ

แต่ทำไมพอพู่กันอยู่ในมือเซียวจิ่งเฮิง มันถึงเหมือนมีชีวิตขึ้นมา?

ซูเสี่ยวอวี๋จ้องมองคำว่า "ปลา" อยู่นาน ความดีใจพลุ่งพล่านขึ้นมาในอก จนลืมไปชั่วขณะว่าทั้งสองยังอยู่ในระยะประชิดที่แทบจะเป็นการกอด

"ซื่อจื่อ บ่าว..."

นางหันหน้าไป เตรียมจะแบ่งปันความดีใจนี้ แต่ทันทีที่ริมฝีปากเล็กเผยอขึ้น—

ริมฝีปากของนาง ด้วยสัมผัสที่อุ่นนุ่ม ก็ปัดผ่านปลายคางที่ก้มลงมาเล็กน้อยของเซียวจิ่งเฮิงอย่างแผ่วเบาและแม่นยำ!

จบบทที่ บทที่ 19: เขียนอักษรให้เปิ่นซื่อจื่อดู

คัดลอกลิงก์แล้ว