เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 34 ลาจากอดีต

บทที่ 34 ลาจากอดีต

บทที่ 34 ลาจากอดีต  


เสียง "แกร๊ก" ดังขึ้น เมื่อแสงไฟภายในห้องส่องสว่าง เฉินชวนก้าวเข้ามาในห้อง เขาปิดประตูเบาๆ แล้วเดินไปที่หน้าต่าง ท้องฟ้ายามค่ำคืนเผยให้เห็นพระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นอยู่สูง

เขาเอื้อมมือปิดผ้าม่านก่อนจะกลับไปนั่งบนเตียง จากนั้นจึงเหลือบมองนาฬิกาปลุกบนโต๊ะข้างเตียง ก่อนจะหลับตาลง ร่าง "ตัวตนที่สอง" ที่อยู่เบื้องหลังของเขาสะท้อนซ้อนทับเข้ากับร่างของเขาทันที

เวลาผ่านไปชั่วครู่ เขาลืมตาขึ้นมองไปยังนาฬิกาปลุกอีกครั้ง วันนี้ในการต่อสู้กับจงอู๋เขาใช้พลังสะท้านจิตในทุกการโจมตี ทำให้ใช้พลังร่วมของตัวตนที่สองไปไม่น้อย แต่เวลาซ้อนทับของเขากลับเพิ่มขึ้นถึงสองร้อยเจ็ดสิบวินาที ตอนนี้ขีดจำกัดของการซ้อนทับพุ่งไปเกินหกนาทีแล้ว

นี่คือความก้าวหน้าครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ "ตัวตนที่สอง" ถือกำเนิดขึ้นมา

จงอู๋เป็นคู่ต่อสู้ที่อันตรายที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอ และในตอนนั้นเขาไม่เคยรู้สึกต้องการโค่นใครมากขนาดนี้มาก่อน

เป็นเพราะจิตใจของเขามั่นคงอย่างที่สุดและมีเป้าหมายแน่วแน่ พลังของ "ตัวตนที่สอง" จึงเกิดการสั่นสะเทือนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เขาเอื้อมมือไปพลิกนาฬิกาปลุกลง

ตั้งแต่นี้ไปคือการเริ่มต้นใหม่

วันรุ่งขึ้นเฉินชวนตื่นขึ้นมาตรงเวลา

เหลือเวลาอีกสองวันก่อนมหาวิทยาลัยจะเปิด เขาต้องเตรียมตัวอีกเล็กน้อยและเมื่อเปิดเทอม เขาคงไม่มีเวลาไปเจอใครแล้ว ดังนั้นเขาจึงเลือกโทรหาคนใกล้ชิดเป็นอันดับแรก

เขากดหมายเลขของติงเจียว

ทันทีที่ปลายสายรับ เสียงตื่นเต้นก็ดังขึ้นทันที

“เฮ้! ในที่สุดนายก็โทรมาสักที! ฉันอัดอั้นไว้หลายวันแล้วนะ! ฉันบอกเพื่อนว่าฉันมีเพื่อนร่วมชั้นที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยอู่ยี่ แถมยังนั่งโต๊ะเดียวกัน พวกมันกลับไม่เชื่อ! บอกว่าฉันโม้! โม้อะไร? ฉันดูเหมือนคนชอบโม้เหรอ? นายว่าฉันเหมือนมั้ย?”

เฉินชวนยิ้มขยับโทรศัพท์ออกห่างจากหูเล็กน้อยก่อนจะถามกลับ

“แล้วไงต่อ?”

“อะไร แล้วไงต่อ?”

เฉินชวนหัวเราะ

“เรื่องโม้นั่นไง”

“โม้เหรอ! ฉันบอกเลยว่า— เฮ้! นายแกล้งฉันอีกแล้วใช่มั้ย? เดี๋ยวนะ นายโทรหาฉันมีเรื่องอะไร?”

เฉินชวนพูดเรียบๆ

“ฉันผ่านการสอบของมหาวิทยาลัยอู่ยี่แล้ว ไม่อยากให้นายบ่นว่าฉันมีข่าวดีแล้วไม่บอก”

“ผ่านการสอบแล้ว!?” เสียงของติงเจียวดังขึ้นไปอีกระดับ

“เจ๋งว่ะ เจ๋งโคตรๆๆๆๆ! นายสุดยอดไปเลย นายคือเพื่อนรักของฉันจริงๆ!”

เสียงของเขาดังมากจนได้ยินแม้อยู่ห่างออกไปหลายเมตร เฉินชวนที่คุ้นเคยกับนิสัยของติงเจียวจึงขยับโทรศัพท์ออกห่างจากหูแต่เนิ่นๆ

“นายต้องเลี้ยงฉันแล้วนะ ได้ยินไหม? เรื่องนี้นายจะไม่เลี้ยงไม่ได้! ถ้านายไม่เลี้ยงนะ ฉันจะกระโดดออกไปทางหน้าต่างบ้านฉันเลย! นายจะทำใจได้เหรอ?”

เฉินชวนคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วรู้สึกว่ามันก็สมเหตุสมผล แม้ว่าติงเจียวจะอาศัยอยู่ที่ชั้นหนึ่งของอพาร์ตเมนต์ แต่หน้าต่างของเขามีคลองน้ำอยู่ข้างล่าง ดังนั้นเขาจึงตอบว่า

“ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน คงไม่ต้องเชิญคนมากหรอก แค่เรียกคนที่สนิทกันสองสามคนแล้วหาเวลานัดรวมตัวกันที่บ้านเกิด”

“โอเค! ฉันจะรีบโทรบอกทุกคน เดี๋ยวว่ากันอีกที!”

จากนั้นติงเจียวก็ตัดสายไปอย่างตื่นเต้น

เฉินชวนคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกดโทรออกอีกครั้ง

“สำนักงานกฎหมายตระกูลหมี่ใช่ไหมครับ? ผมขอคุยกับเกาหมิง”

ผ่านไปครู่หนึ่งเสียงปลายสายก็ตอบกลับมา

“เฮ้พี่ ผมติดตามข่าวการสอบของมหาวิทยาลัยอู่ยี่มาตลอด พอพี่โทรมาแบบนี้ แสดงว่าพี่สอบผ่านแล้วใช่ไหม?”

เฉินชวนตอบ

“ใช่ ผ่านเมื่อวาน”

ปลายสายหัวเราะอย่างดีใจ

“งั้นต้องขอแสดงความยินดีด้วยพี่เฉิน! แต่ว่าผมต้องรออีกสองเดือนกว่าจะกลับบ้านได้ ยังไม่รู้กำหนดแน่ชัด ไว้ถึงตอนนั้นจะติดต่อพี่อีกที”

เฉินชวนรู้ว่าเกาหมิงมีธุระยุ่งจึงพูดคุยอีกสองสามประโยคก่อนจะวางสาย

ในขณะนั้นเองเฉินชวนได้ยินเสียงกริ่งรถดังขึ้นจากข้างนอกบ้าน ตามมาด้วยเสียงเคาะประตู และเสียงตะโกนดังจากด้านนอก

“คุณเฉินชวนอยู่ที่นี่หรือเปล่า? คุณเฉินชวนจากมหาวิทยาลัยอู่ยี่? มีพัสดุส่งมาถึงคุณ!”

เสียงนั้นดังมากจนเพื่อนบ้านที่อยู่รอบๆบ้านต่างได้ยินกันถ้วนหน้า

เฉินชวนเดินออกจากบ้านไปที่ลานหน้าบ้านแล้วเปิดประตู พบชายหนุ่มคนหนึ่งสวมเครื่องแบบสีเทากำลังยืนอยู่ ด้านหลังของเขามีจักรยานที่แขวนพัสดุไว้เต็มสองข้าง เมื่อเห็นเฉินชวนเขายื่นเอกสารและปากกามาให้

“คุณคือเฉินชวนใช่ไหม? มีพัสดุด่วนจากบริษัทขนส่ง กรุณาเซ็นรับด้วยครับ”

เฉินชวนรับใบเซ็นชื่อมาและลงลายมือชื่อ เมื่อชายหนุ่มได้รับเอกสารคืนเขากลับไปที่จักรยานยกพัสดุกล่องใหญ่ขึ้นมามอบให้เฉินชวน พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงชื่นชม

“คุณเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยอู่ยี่ได้ สุดยอดเลยครับ! น้องชายผมก็จะสอบปีหน้า ไม่รู้ว่าจะผ่านไหม เอาล่ะ ผมไปก่อนนะ”

เขากระโดดขึ้นจักรยานกดกริ่งแล้วปั่นออกไปอย่างรวดเร็ว

หลังจากชายหนุ่มจากไปเฉินชวนกลับเข้าไปในบ้านแล้วเปิดพัสดุดู พบว่าภายในมีชุดฝึกศิลปะการต่อสู้แบบดั้งเดิมสองชุด หนึ่งชุดเป็นสีฟ้า อีกชุดเป็นสีขาว พร้อมผ้าคาดศีรษะที่เข้าชุดกัน

นอกจากชุดฝึกยังมีเครื่องแบบนักศึกษาสองชุด รวมถึงหมวก รองเท้า ถุงมือ และถุงเท้า หนึ่งชุดเป็นชุดธรรมดา ส่วนอีกชุดเป็นชุดฤดูหนาว ดีไซน์คล้ายกับชุดที่เขาใส่อยู่ แต่เนื้อผ้าดีกว่า สีเข้มกว่า และที่หน้าอกยังมีตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยอู่ยี่ปักเอาไว้

ภายในกล่องยังมีซองจดหมายประทับตราของมหาวิทยาลัยอู่ยี่อีกหนึ่งซอง มันดูแข็งกว่าปกติเล็กน้อย เมื่อฉีกซองออก เขาพบว่าข้างในเป็นบัตรนักศึกษาใบใหม่

ตอนนี้เขากลายเป็นนักศึกษาระดับหัวกะทิที่มหาวิทยาลัยอู่ยี่ให้การสนับสนุนเป็นพิเศษแล้ว บัตรนักศึกษาใบเก่าของเขาถูกแทนที่ด้วยใบนี้

นอกจากนี้ในซองยังมีหนังสือคู่มือเล่มเล็กและกุญแจหนึ่งดอก

คู่มือเป็นแบบพับ ด้านหน้าเป็นข้อความแสดงความยินดี พร้อมด้วยกฎระเบียบและข้อควรระวังของมหาวิทยาลัยอู่ยี่ เมื่อคลี่ออกทั้งหมดด้านหลังปรากฏเป็นแผนที่มหาวิทยาลัยที่วาดด้วยหมึกจีน แม้ว่าจะเป็นภาพพิมพ์ แต่ก็ดูสวยงามประณีต แสดงให้เห็นถึงฝีมือของศิลปินผู้เชี่ยวชาญ

ส่วนกุญแจนั้นคือกุญแจห้องพักที่เขาได้รับจัดสรรซึ่งจะมีผลเมื่อเปิดภาคการศึกษา

หลังจากจัดเก็บสิ่งของเสร็จ เฉินชวนก็ไปออกกำลังกายด้วยการฝึกหมัดในลานบ้าน เวลาผ่านไปจนถึงช่วงเที่ยง

หลังจากรับประทานอาหารกลางวัน เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วออกจากบ้านวิ่งไปยัง "บ้านแห่งนักสู้" แต่ก่อนจะไปถึงที่นั่นเขาตัดสินใจแวะไปหาเว่ยตงก่อนเพื่อตรวจสอบว่าอีกฝ่ายผ่านการสอบหรือไม่

ครั้งนี้เขาไม่ได้ปีนกำแพงลัดเข้าไปเหมือนคราวก่อนเพราะมันไม่ใช่เส้นทางปกติ เขาจึงอ้อมไปเข้าประตูหลักของอาคารที่พักแล้วเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นที่เว่ยตงอาศัยอยู่

หน้าประตูมีโปสเตอร์นักมวยที่กำหมัดอยู่ ซึ่งดูเป็นสไตล์ยุคเก่า

เขาเคาะประตูแล้วกล่าวขึ้น

“เว่ยตง อยู่บ้านไหม?”

เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากข้างใน ประตูถูกเปิดออกทันที เผยให้เห็นเว่ยตงที่ยืนอยู่ เขามีพลาสเตอร์แปะอยู่บนหน้าและเขย่ามือทักทายเฉินชวน

“เฮ้! เฉินชวน! เมื่อวานฉันไม่เห็นนายเลยนะ มีคนบอกว่านายอยู่ที่สนามสอบอีกที่หนึ่ง ฉันเกือบจะมีเรื่องกับเขาแล้วด้วย แต่สุดท้ายเขาไม่อยากสู้ก็เลยไม่ได้สู้”

เฉินชวนยิ้ม

“ที่นั่นเป็นสนามสอบ นายอยากสู้จริงๆ เหรอ?”

เว่ยตงยักไหล่ด้วยท่าทีภูมิใจ

“จะเป็นไปได้ไง ฉันก็แค่ขู่เขาเล่นเฉยๆ ฉันสัญญากับคุณปู่แล้วว่าจะไม่ก่อเรื่อง”

เฉินชวนกล่าว

“ดูจากสภาพนายแล้วคงผ่านการสอบใช่ไหม?”

เว่ยตงเกาหัว

“คู่ต่อสู้ของฉันแข็งแกร่งมาก! เขาโจมตีฉันด้วยหมัดสามทีและเตะสองครั้งฉันก็ล้มแล้ว! แต่ฉันไม่ยอมแพ้! ฉันลุกขึ้นมาสู้ใหม่ สู้ไปหลายรอบ สามรอบหรือสี่รอบนี่แหละ สุดท้ายอาจารย์บอกให้พอ บอกว่าไม่มีความหมายที่จะสู้ต่อ แล้วก็บอกว่าฉันสอบผ่าน ให้ฉันกลับบ้านได้”

เฉินชวนยื่นมือออกไป

“งั้นขอแสดงความยินดีด้วยนะ”

เว่ยตงยื่นมือออกมาตบกับเขาอย่างแรงก่อนจะยิ้มกว้าง

“ขอบคุณมาก แบบนี้เราก็ยังได้ฝึกซ้อมกันต่อไป”

จากนั้นใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นเล็กน้อย

“สักวันฉันจะหาทางเอาชนะนายให้ได้”

เฉินชวนยิ้มบางๆตอบกลับ

“งั้นนายต้องพยายามให้มากขึ้นแล้ว”

หลังจากสอบถามสถานการณ์ของเว่ยตงแล้วเฉินชวนก็นั่งคุยกับเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะออกเดินทางไปยัง บ้านแห่งนักสู้ เขาเดินทางต่อจนมาถึงที่หมายตอนบ่ายสองกว่าๆ

ลู่เคอกำลังทำความสะอาดโรงฝึกอยู่ เมื่อเห็นเฉินชวนเข้ามาเขาหยุดมือแล้วพูดด้วยความตื่นเต้น

“เฉินชวน…” จากนั้นเขาก็หยุดไปครู่หนึ่ง เพราะเขารู้ว่าเฉินชวนไปสอบที่มหาวิทยาลัยอู่ยี่เมื่อวานนี้ แต่ยังไม่รู้ผลสอบ

เฉินชวนยิ้มยกหมัดขึ้นเบาๆเป็นสัญลักษณ์

ลู่เคอเผยสีหน้ายินดีก่อนจะชูนิ้วโป้งให้เขา

“สุดยอด!” แล้วเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้จึงพูดเสริมว่า

“อ้อ! อาจารย์อยู่บนชั้นสองนะ เขากำลังรอฟังข่าวของนายอยู่พอดี”

เฉินชวนพยักหน้า

“เดี๋ยวค่อยคุยกัน” แล้วก็เดินขึ้นไปยังชั้นสอง

ที่ระเบียงของชั้นสองอวี๋กังยืนกอดอกมองไปยังท้องฟ้ากว้างเบื้องหน้า

เฉินชวนเดินไปหาเขาก่อนจะโค้งคำนับแล้วกล่าวว่า

“คุณอวี๋ ผมผ่านการสอบของมหาวิทยาลัยอู่ยี่แล้ว อีกไม่กี่วันก็ต้องย้ายไปเรียน ผมขอบคุณสำหรับคำแนะนำและการสอนตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานะครับ”

อวี๋กังหันกลับมามองเขาก่อนจะคลายมือลง

“ในเมื่อผ่านแล้วการฝึกของฉันกับนายก็จบลงแค่นี้”

เฉินชวนกล่าวอย่างจริงใจ

“ยังไงก็ต้องขอบคุณคุณอวี๋ที่สั่งสอนผม”

อวี๋กังกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ตัวนายเองก็มีพรสวรรค์อยู่แล้ว ยังไงก็คงไปได้ไกล ทีนี้ฉันก็ถือว่าคืนบุญคุณให้หัวหน้าเหนียนแล้ว ถ้าหลังจากนี้นายอยากเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับการต่อสู้จากฉันอีกล่ะก็...คงไม่ใช่ราคานี้แล้วนะ”

เฉินชวนหัวเราะ

“ยุติธรรมดี”

อวี๋กังพยักหน้าก่อนกล่าวเตือน

“ทุกที่ล้วนมีการแข่งขัน มหาวิทยาลัยอู่ยี่ก็ไม่ต่างกัน และบางครั้งมันอาจหนักกว่าที่นายคาดไว้ ระวังตัวให้ดี”

เฉินชวนพยักหน้ารับ

“ขอบคุณที่เตือนครับ ผมจะพยายามปรับตัวให้ได้”

หลังจากอยู่พูดคุยกับอวี๋กังอีกครู่หนึ่งเฉินชวนก็กล่าวลาและเตรียมตัวออกเดินทาง

ก่อนที่เขาจะออกจากโรงฝึกลู่เคอยื่นถุงพลาสติกใบหนึ่งให้เขา

“อาจารย์ฝากมาให้ี่นาย”

เฉินชวนเปิดดูก่อนจะประหลาดใจ

“เนื้อหนูดำ?”

ลู่เคอพยักหน้า

“ใช่ ประมาณสองกิโลกรัม เป็นเนื้อหนูดำจากเงินที่นายให้ไว้ซื้อมาน่ะ อาจารย์บอกให้นายกินซะจะได้มีพลังพอสำหรับเปิดเทอม”

เฉินชวนหัวเราะ

“ฝากขอบคุณคุณอวี๋ด้วย” ก่อนจะยกมือขึ้นบอกลา

“ฉันไปล่ะ”

ลู่เคอพยักหน้า

“เดินทางปลอดภัย”

เมื่อเฉินชวนเดินมาถึงปากซอย เสียงของลู่เคอดังขึ้นจากข้างหลัง

“เฉินชวน! มีเวลาว่างก็แวะมาบ่อยๆนะ!”

เฉินชวนหันกลับมายิ้มก่อนตอบว่า

“แน่นอน” จากนั้นเขาก็โบกมือให้ลู่เคอและอวี๋กังที่ยืนมองจากชั้นบน แล้วจึงหันหลังเดินจากไป

อวี๋กังและลู่เคอยืนมองแผ่นหลังของเฉินชวนที่ค่อยๆเดินออกจากตรอกแคบๆของพวกเขา ทั้งคู่ต่างรู้ดีว่าข้างนอกนั้นคือโลกที่กว้างใหญ่กว่าที่เฉินชวนเคยสัมผัสมาก่อน

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 34 ลาจากอดีต

คัดลอกลิงก์แล้ว