- หน้าแรก
- คัมภีร์สวรรค์:เส้นทางสู่ขอบฟ้า
- บทที่ 33 เสียงสะท้อน
บทที่ 33 เสียงสะท้อน
บทที่ 33 เสียงสะท้อน
ภายในสนามสอบจงอู๋ถูกผลักออกไป น้ำหนักตัวสองร้อยกิโลกรัมยังพอว่า แต่ปัญหาคือร่างกายของเขากว้างเกินไป มือและเท้าหล่นจากเตียงหาม เจ้าหน้าที่กู้ชีพจึงต้องช่วยกันยกแขนขาและแบกเขาไปยังห้องพยาบาลฉุกเฉินที่อยู่ใกล้เคียง
แต่เมื่อแพทย์ภายในห้องพยาบาลเห็นสภาพของเขาก็พากันส่ายหน้า บอกว่าไม่สามารถรักษาได้จึงต้องหามเขากลับออกมา
การหามเข้าและออกนี้ทำให้เกิดความวุ่นวาย และเมื่อผู้เข้าสอบที่ต้องรับหน้าที่ทดแทนถูกเลือกขึ้นมาใหม่ยังต้องประกาศแจ้งอย่างเป็นทางการอีก ความโกลาหลจึงยิ่งขยายวงกว้างขึ้น
เมื่อเหล่าผู้เข้าสอบรับรู้สถานการณ์พวกเขาก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันทีและส่งเสียงดังกันว่า
“จงอู๋! จงอู๋! นักเรียนระดับสูงที่รับหน้าที่ผู้คุมสอบนั่นน่ะ ดูสิ เร็วเข้า เขาอยู่บนเตียงหามนั่นแหละ!”
“เขาถูกหามออกมาแล้ว? ห้องพยาบาลฉุกเฉินไม่รักษาเขางั้นเหรอ?”
“ฉันว่าเขาคงรักษาไม่ได้น่ะสิ?”
“ห้องพยาบาลฉุกเฉินยังเอาไม่อยู่ เขาต้องโดนอัดหนักขนาดไหนกัน? ฮ่าๆนี่เป็นฝีมือของผู้เข้าสอบคนไหนกัน?”
“แน่นอนต้องเป็นเด็กใหม่ที่เพิ่งเข้าไปสอบแน่ๆ! แต่ไม่รู้ว่าเป็นใคร? โอ้ ให้ตายเถอะ! ฝีมือดีจริงๆ! ถ้าอยู่ต่อหน้าฉันนะ ฉันคงต้องคุกเข่าคารวะสักที!”
ไม่รู้ทำไมผู้เข้าสอบที่เหลือกลับรู้สึกเหมือนมีความสะใจแล่นไปทั่วร่าง ราวกับมีบางอย่างที่อัดอั้นมานานได้ถูกปลดปล่อยออกมา! แม้แต่คนที่พยายามเก็บอาการก็อดรู้สึกยินดีในใจไม่ได้
“ห้ามส่งเสียงดัง!”
อาจารย์หญิงเอ่ยเตือนเสียงเข้ม แต่ครั้งนี้เธอไม่ได้ใช้กฎระเบียบมาบังคับ เพียงแค่บอกให้ทุกคนกลับไปที่นั่งและก็ไม่ได้ห้ามไม่ให้พวกเขาคุยกันต่อ
เธอเองก็รู้จักจงอู๋ดี เขาเป็นนักเรียนระดับสูงที่มีฝีมือแข็งแกร่งและได้รับทรัพยากรสนับสนุนมากมาย แต่ตอนนี้กลับถูกอัดจนเละ นี่เป็นฝีมือของผู้เข้าสอบคนนั้นจริงเหรอ?
เธอหวนนึกถึงความรู้สึกตอนที่เฉินชวนเดินผ่านเธอไปเมื่อครู่ และเธอก็มั่นใจในข้อสันนิษฐานของตัวเองทันที
ในห้องพยาบาลฉุกเฉินฟางจือหมิงก็เห็นเหตุการณ์ที่จงอู๋ถูกหามเข้าไปแล้วถูกส่งออกมา
อะไรกัน ฉันเพิ่งเข้ามานายก็ตามมาด้วย? เอ๊ะ แล้วนายก็ถูกหามออกไปอีกแล้ว…
ความคิดนี้ทำให้เขารู้สึกไม่อยากเชื่อ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมา ทันใดนั้นเขาก็ร้อง "เฮ้!" ออกมาพร้อมกับชูกำปั้นขึ้นด้วยความสะใจ แต่พอขยับตัวกลับไปกระทบกับบาดแผลจนต้องแยกเขี้ยวด้วยความเจ็บปวด หลังจากพักหายใจไปครู่หนึ่งเขาก็เงยหน้ามองเพดานก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข
ทางฝั่งเมืองหยางจือบนถนนแห่งชาติทางทิศตะวันออก รถลีมูซีนหรูของแบรนด์หลานฮุ่ยแล่นเข้ามาอย่างช้าๆและจอดลงที่ข้างทาง
เมิ่งซูนั่งอยู่บนเบาะหลัง ข้างกายเธอมีผู้ช่วยหญิงที่สวมแว่นกรอบดำอยู่ด้วย เธอเอ่ยถามว่า
“การทดสอบของมหาวิทยาลัยอู่ยี่จัดขึ้นวันนี้ใช่ไหม?”
ผู้ช่วยหญิงตอบอย่างจริงจัง
“ใช่ค่ะ คุณหนู”
เมิ่งซูพูดว่า
“ไปหาข้อมูลมา ฉันอยากรู้ผลเดี๋ยวนี้”
ผู้ช่วยหญิงรีบเปิดประตูลงจากรถแล้วเดินไปกระซิบบอกอะไรบางอย่างกับคนที่ติดตามอยู่ด้านหลัง
บนที่นั่งด้านหน้าชายชราผู้มีท่าทางเป็นพ่อบ้านหันกลับมาพูดว่า
“คุณหนูดูจะให้ความสำคัญกับเพื่อนร่วมชั้นคนนั้นมากนะ แม้ว่าตอนเด็กพวกคุณจะเล่นด้วยกัน แต่คนเรามันเปลี่ยนกันได้ง่ายนะ ตอนนี้เขายังเป็นอย่างที่คุณหวังอยู่ไหม?”
เมิ่งซูตอบกลับไปอย่างใจเย็น
“อี้ป๋อ ฉันไม่ได้มองเขาผ่านแว่นของอดีต และฉันก็ไม่ใช่คนที่ปล่อยให้ความรู้สึกครอบงำการตัดสินใจของตัวเอง ฉันใกล้จะอายุสิบแปดแล้ว ตอนนี้ฉันต้องการคนที่ประวัติสะอาด ไว้ใจได้ และสามารถมอบหมายงานให้ได้เพื่อทำงานให้ฉันและตระกูลของฉัน บริษัทถึงจะเติบโตไปได้ในระยะยาว เขาเป็นคนที่เหมาะสมที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมา”
อี้ป๋อยิ้มบางๆก่อนกล่าวว่า
“ผมเคยดูข้อมูลของเฉินชวน ตอนมัธยมเขาเรียนดีมาก แถมก่อนเข้าสอบมหาวิทยาลัยอู่ยี่ เขายังไม่เคยเป็นสมาชิกของสำนักไหนเลย และไม่มีประสบการณ์ฝึกในโรงฝึกใดๆทั้งสิ้น แต่เขายังสามารถสอบติดมหาวิทยาลัยอู่ยี่ได้ด้วยตัวเอง คุณหนูตาถึงจริงๆ คนแบบนี้ถ้าได้รับการฝึกฝนอีกหน่อยย่อมเป็นตัวเลือกที่ดีมาก”
ขณะนั้นเองเสียงฝีเท้าดังขึ้น ผู้ช่วยหญิงเดินมาถึงหน้าต่างรถแล้วกล่าวอย่างระมัดระวัง
“คุณหนู เฉินชวน…ผ่านการทดสอบของมหาวิทยาลัยอู่ยี่แล้วค่ะ”
เมิ่งซูไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่ทอดสายตามองไปข้างหน้าและกล่าวว่า
“ไปกันเถอะ”
“เดี๋ยวก่อนครับ คุณหนู” อี้ป๋อเอ่ยขึ้นกะทันหัน
“ถ้าคุณหนูต้องการให้เด็กหนุ่มคนนี้มาอยู่ภายใต้การดูแลของคุณ ผมอาจจะมีวิธีช่วยได้”
เมิ่งซูมองไปที่เขาแล้วถามว่า
“อี้ป๋อ ฉันจำได้ว่าคุณเป็นคนเมืองหยางจือใช่ไหม?”
“ใช่ครับ”
อี้ป๋อถอนหายใจพลางกล่าวว่า
“ผมอายุมากแล้ว เมื่อก่อนเคยติดตามคุณชายห้าตระเวนไปทั่ว ทุกวันนี้ร่างกายยังพอไหวอยู่ แต่ใจล้าเต็มที กลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่บ้านเกิดจะดีกว่า อีกทั้งยังช่วยคุณหนูดูแลคนเก่งคนนี้ด้วย”
เมิ่งซูกล่าวอย่างสงบนิ่ง
“ฉันรู้จักนิสัยของเฉินชวน เขาไม่มีทางยอมจำนนต่อวิธีการบีบบังคับแน่ คุณอยากอยู่ต่อก็ได้ แต่อย่าทำอะไรที่เกินความจำเป็น”
อี้ป๋อยิ้มบางๆ
“คุณหนู ผมรู้ดีว่าควรทำแค่ไหน และจะไม่ทำอะไรที่ทำให้คุณหนูลำบากใจ การเป็นนักเรียนระดับสูงของมหาวิทยาลัยอู่ยี่ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะกับเด็กที่ไม่มีพื้นฐานดี ยิ่งเก่งมาก ยิ่งมีแรงกดดันมากขึ้น” เขายิ้มอย่างสงบก่อนกล่าวต่อ
“คุณหนูไม่ต้องห่วง ผมจะไม่เข้าไปก้าวก่ายอะไร ผมแค่จะยื่นทางเลือกให้เขาเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม และผมเชื่อว่าเขาจะเข้าใจเจตนาของคุณหนูเอง”
เมิ่งซูพยักหน้า
“จำคำพูดของคุณไว้ก็แล้วกัน”
ประตูรถทั้งสองด้านถูกเปิดพร้อมกัน ผู้ช่วยหญิงกลับขึ้นไปนั่งบนรถขณะที่อี้ป๋อออกมายืนอยู่ข้างนอก เขาผลักประตูปิดแล้วถอยหลังไปสองก้าวก่อนจะโค้งตัวและโบกมือลารถ
เมิ่งซูทอดสายตามองไปข้างหน้าแล้วพูดว่า
“ไปเถอะ กลับศูนย์กลางเมือง”
ไฟหน้ารถส่องสว่างขึ้นทันทีส่องไปตามเส้นทาง รถคันนำออกตัวก่อนตามด้วยรถลีมูซีนสุดหรูของเมิ่งซู และรถคันอื่นๆที่ต่อท้ายเป็นขบวน ทั้งรถหรูและรถติดอาวุธมุ่งหน้าไปยังศูนย์กลางเมือง
.....
ในมหาวิทยาลัยอู่ยี่เฉินชวนยืนอยู่หน้าอาคารสอบอยู่นาน เขากินเนื้อแห้งไปหนึ่งชิ้นก่อนจะเดินออกจากมหาวิทยาลัย เขาเดินไปยังลานจอดรถและขี่จักรยานกลับบ้าน
ณ บ้านพักของครอบครัว เหนียนฟู่ลี่ อวี้หว่าน และเหล่าลูกพี่ลูกน้องสองคนกำลังรอเขาอยู่
เมื่อเสียงกระดิ่งรถดังขึ้นจากภายนอก อวี้หว่านทำท่าจะเดินออกไปต้อนรับ แต่เหนียนฟู่ลี่รีบดึงแขนเธอไว้แล้วกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“อย่าทำให้เห็นว่าเราใส่ใจมากเกินไป ถ้าเขาสอบไม่ผ่านการแสดงออกของเธออาจทำให้เขารู้สึกแย่กว่าเดิม”
อวี้หว่านชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเลือกอยู่ที่เดิม
ประตูบ้านถูกเปิดออก เฉินชวนเดินเข้ามาในบ้านมองไปยังเหล่าลูกพี่ลูกน้องที่นั่งนิ่งอยู่กับที่ ดวงตากลมโตของพวกเขาจับจ้องมาที่เขา ขณะที่เหนียนฟู่ลี่เอนตัวพิงโซฟาอ่านหนังสือพิมพ์ ส่วนอวี้หว่านก็กำลังถักไหมพรมอยู่
เมื่อเห็นเขาเข้ามาอวี้หว่านทำท่าทีไม่ใส่ใจนัก ถามขึ้นว่า
“เฉินเอ๋อร์ สอบเป็นยังไงบ้าง?”
เฉินชวนยิ้มก่อนตอบ
“คุณน้าสาว น้าชาย ผมสอบผ่านแล้วครับ”
“ฟู่ว……”
อวี้หว่านถอนหายใจอย่างโล่งอก เธอวางไหมพรมลงก่อนจะหันไปถลึงตาใส่เหนียนฟู่ลี่
“เป็นเพราะคุณนั่นแหละ!” แล้วทันใดนั้นเธอก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ เธอหันหน้าไปทางอื่นเช็ดน้ำตาที่เอ่อขึ้นมา
เหนียนฟู่ลี่แม้จะยิ้มออกมาแต่ก็ยังคงท่าทีสุขุม เขาทำเป็นไม่ใส่ใจ
“เอาล่ะๆ อวี้หว่าน เขาสอบผ่านแล้ว ไม่ใช่สอบตก จะตื่นเต้นอะไรนักหนา”
อวี้หว่านหันกลับมา
“ฉันดีใจไม่ได้เหรอ? ห้ามดีใจเหรอ?”
เหนียนฟู่ลี่บ่นพึมพำ
“ตอนเสี่ยวเฉียนสอบเข้าโรงเรียนทหารได้เธอยังไม่ตื่นเต้นขนาดนี้เลย…”
“มันเหมือนกันซะที่ไหน? เสี่ยวเฉียนยังมีพี่น้องในกองทัพดูแลอยู่”
“โอเคๆ ฉันไม่เถียงแล้ว”
อวี้หว่านเดินไปกระชากหนังสือพิมพ์ออกจากมือของเหนียนฟู่ลี่ก่อนจะพูดด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง “แสร้งทำเป็นใจเย็นอยู่ได้ หนังสือพิมพ์ยังถือกลับหัวอยู่เลย!”
เหนียนฟู่ลี่หน้าเสียเล็กน้อย เขาไอแห้งๆหนึ่งครั้งก่อนพูดแก้ตัว
“สงสัยไฟบ้านนี้ต้องเปลี่ยนแล้ว สายตาฉันแย่ลงเรื่อยๆ”
เหล่าลูกพี่ลูกน้องตัวน้อยเห็นบรรยากาศดีขึ้นก็ตะโกน “เย้ๆๆ” พร้อมกับปรบมือกันใหญ่ พวกเขาไม่สนใจอะไรมากขอแค่มีเรื่องให้ร่วมยินดีเท่านั้นก็พอ
เหนียนฟู่ลี่เอ่ยขึ้น
“เฉินชวน แกยังไม่ได้กินข้าวใช่ไหม?”
เฉินชวนพยักหน้า
“ยังครับ”
อวี้หว่านกล่าวว่า “น้าชายของเธอบอกว่าจะรอกินพร้อมเธอ ตอนนี้ก็ได้เวลาแล้ว”
เหนียนฟู่ลี่ลุกขึ้นโบกมือ
“จัดโต๊ะเลย วันนี้เราสองคนต้องดื่มกันหน่อย”
“กินข้าวๆๆ!” ลูกพี่ลูกน้องตัวน้อยพากันร้องเสียงดังอย่างดีใจ
อวี้หว่านเดินไปยังห้องครัวนำอาหารที่อุ่นไว้เรียบร้อยออกมาวางบนโต๊ะ เมื่อทุกคนได้นั่งประจำที่แล้วเธอหยิบแก้วขึ้นมาและรินเหล้าให้เหนียนฟู่ลี่ จากนั้นก็หันไปบอกเฉินชวนว่า
“เฉินเอ๋อร์ เธอฝึกต่อสู้ไม่ต้องดื่มเหล้าหรอก ปล่อยให้น้าชายเธอดื่มไป ฉันซื้อน้ำอัดลมมาให้เธอแล้ว”
“ผมก็อยากได้! ผมก็อยากได้!”
เหนียนฟู่ลี่แค่นเสียงเบาๆก่อนบ่นว่า “เรื่องมาก” แต่ก็ไม่ได้บังคับให้เฉินชวนดื่มเหล้า
เฉินชวนยิ้มหยิบแก้วน้ำอัดลมขึ้นมาแทนเหล้า รอจนเหนียนฟู่ลี่กินอาหารไปสองสามคำก่อนจะยกแก้วขึ้นแล้วกล่าวว่า
“น้าชาย น้าสาว พอเปิดเทอมแล้วผมจะย้ายไปอยู่ที่มหาวิทยาลัยอู่ยี่ครับ”
เหนียนฟู่ลี่พยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ก็ควรเป็นแบบนั้น แกเติบโตขึ้นแล้ว ฉันกับน้าสาวแกก็หมดห่วงไปหนึ่งเรื่อง เข้าไปเรียนให้ดี อนาคตแกจะไปได้ไกลแค่ไหนฉันก็ไม่รู้หรอก แต่แกจำไว้ว่ากลับมาเยี่ยมพวกเราบ้างก็พอ”
เฉินชวนยิ้ม
“ผมอยู่ที่มหาวิทยาลัยอู่ยี่เองไม่ไกลจากที่นี่หรอก แค่เดินไปนิดเดียว ถ้าน้าไม่รำคาญผม ผมก็คงกลับมาบ่อยๆล่ะครับ อยากกินอาหารฝีมือน้าสาวด้วย”
อวี้หว่านยิ้มอย่างดีใจ
“ถ้าเฉินเอ๋อร์ชอบกิน น้าจะทำให้กินทุกวันเลย”
ทันใดนั้นเหนียนฟู่ลี่ก็ฟาดมือลงบนโต๊ะเสียงดัง "ปัง!" อวี้หว่านสะดุ้งก่อนจะถลึงตาใส่เขาอย่างไม่พอใจ
“อะไรของคุณ! ตกใจหมดเลย!”
เหนียนฟู่ลี่เกาหัวแล้วบ่นพึมพำ
“ต้องไปหาไม้ถูพื้นของเว่ยเหล่าหู่ซะหน่อย ต้องหาให้เจอ…”
“ไม้ถูพื้นอะไรเหรอ?” อวี้หว่านถามอย่างงุนงง
เฉินชวนยิ้ม
“ยังไม่ต้องรีบหรอกครับยังไม่เปิดเทอม กว่าหัวหน้าเว่ยจะรู้เรื่องก็อีกหลายวัน”
เหนียนฟู่ลี่หัวเราะเสียงต่ำสองสามทีก่อนจะถลกแขนเสื้อขึ้นหยิบตะเกียบชี้ไปข้างหน้า
“มันไม่อยากให้ฉันไปดูแลมันเหรอ? งั้นฉันจะดูแลมันให้เต็มที่เลย ดูสิว่ามันจะรับได้ไหม! เว่ยเหล่าหู่ คนอย่างแกต่อไปจะยังกล้าขู่ฉันต่อหน้าอีกมั้ย?”
อวี้หว่านส่ายหน้า
“ฉันไม่รู้หรอกว่าพวกคุณพูดเรื่องอะไรกัน”
เหนียนฟู่ลี่โบกมือ
“เรื่องของผู้ชาย ผู้หญิงไม่ต้องไปสนใจหรอก”
อวี้หว่านพูดอย่างขุ่นเคือง
“ฉันก็ไม่ได้อยากสนใจนักหรอก”
จากนั้นเฉินชวนหันมาหาอวี้หว่านแล้วพูดว่า
“ผมมีของบางอย่างที่ไม่สะดวกจะเอาติดตัวไป เลยอยากฝากไว้ที่นี่”
อวี้หว่านคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า
“เป็นของพี่สาวกับพี่เขยของเธอใช่ไหม? ฝากไว้ที่น้าเถอะ รอให้เธอเรียนจบมีที่อยู่แน่นอนแล้วค่อยมารับกลับไป”
.....
ในเวลาเดียวกันที่มหาวิทยาลัยอู่ยี่ การสอบเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย เกาชือกลับมายังห้องทำงานของเขาก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออก
“เรื่องในสนามสอบนายรู้แล้วใช่ไหม? เด็กนั่นน่าสนใจดีนะ ฉันว่าเขาสู้ได้ดีมาก เด็กแบบนี้ต้องได้รับการฝึกฝนอย่างเหมาะสม แต่จะไปได้ไกลแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับตัวเขาเอง”
ปลายสายตอบกลับมา
“ต้นกล้าที่ดีเพิ่งงอกขึ้นมา อย่ากดดันเขามากเกินไป เราควรช่วยประคองเขาไปก่อนสักพัก”
เกาชือหัวเราะ
“เด็กที่โตใต้ชายคาคนอื่นไม่เคยมีใครเป็นต้นกล้าดีๆ หรอก! โอ้ นายคิดว่าเด็กทุกคนจะเหมือนนายหรือไง? หาภรรยาดีๆสักคนแล้วก็พึ่งพาพ่อตา?”
เสียงจากปลายสายหัวเราะเบาๆ
“เกา นายกล้าล้อฉันเหรอ ดูท่าจะอารมณ์ดี งั้นฉันต้องหาเรื่องให้นายทำเพิ่มแล้ว…”
เกาชือปรับสีหน้าจริงจังทันทีแล้วพูดขัดขึ้นมา
“พอเถอะ อย่ามาเล่นลิ้น ฉันทำในส่วนของฉันแล้ว ส่วนเรื่องเจียงเว่ยป้าน นายเป็นกรรมการของมหาวิทยาลัย นายจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยก็แล้วกัน”
ปลายสายตอบกลับด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
“ตราบใดที่เป็นไปตามกฎของมหาวิทยาลัยอู่ยี่ ฉันจะดูแลเรื่องนี้ให้เอง”
(จบบท)