- หน้าแรก
- คัมภีร์สวรรค์:เส้นทางสู่ขอบฟ้า
- บทที่ 22 รายชื่อ
บทที่ 22 รายชื่อ
บทที่ 22 รายชื่อ
หลังจากที่เฉินชวนโทรศัพท์เสร็จเขาก็เดินทางกลับบ้าน ตลอดทางเพิ่งมาถึงลานหน้าบ้านก็ได้ยินเสียงเถียงกันของน้องชายและน้องสาว เมื่อเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่นเขาก็เห็นลูกบอลเล็กๆเด้งกระเด้งเข้ามา เขาใช้หลังเท้าเกี่ยวมันเล็กน้อยเตะไปสองทีก่อนจะยืดเท้าออกลูกบอลก็หยุดนิ่งอยู่บนหลังเท้าของเขาโดยที่ตัวเขาเองไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย
“ว้าว!”เหนียนลู่ น้องสาวตัวน้อยของเขาร้องอุทานออกมาแล้วปรบมือด้วยความตื่นเต้น
น้องชายเหนียนโม่ก็ชูมือขึ้นสูงแล้วตะโกนว่า
“สุดยอดเลยพี่!เอาอีก!เอาอีก!”
เฉินชวนดีดเท้าเบาๆส่งลูกบอลกลิ้งไปหาสองพี่น้องตัวน้อย
ขณะที่อวี้หว่านนั่งอยู่บนเก้าอี้กำลังถักเสื้อไหมพรม เธอรู้ว่าเฉินชวนจะไปที่มหาวิทยาลัยอู่ยี่ในวันพรุ่งนี้ วันนี้เธอจึงรอเขาอยู่ที่นี่แต่เช้า เธอส่งยิ้มให้เขาแล้วพูดว่า
“เฉินเอ๋อร์ กลับมาแล้วเหรอ?”
เฉินชวนพยักหน้าตอบ
“ครับ พรุ่งนี้ต้องไปสมัครเรียนวันนี้เลยรีบกลับมาเร็วหน่อย”
อวี้หว่านลุกขึ้นยืนแล้วสังเกตเห็นว่ามีฝุ่นติดอยู่บนเสื้อคลุมของเขาเต็มไปหมดจึงพูดขึ้นว่า
“เด็กคนนี้นี่ ไปกลิ้งเล่นในกองฝุ่นมารึไง? เอามานี่ฉันจะออกไปสะบัดฝุ่นให้ดีๆ”
เธอคว้าเสื้อจากเขามาพูดบ่นไปสองสามประโยคก่อนจะเดินออกไปสะบัดฝุ่นที่ข้างนอก
ขณะนั้นเองเฉินชวนก็รู้สึกถึงแรงลมข้างหลังเหมือนกับว่ามีตาที่หลังหัว เขาหันหัวเล็กน้อยแล้วหลบลูกบอลที่ถูกโยนมาทางเขาได้อย่างง่ายดาย
“ว้าว!พี่ชายสุดยอด!”
“โยนกลับมาหน่อบ! โยนกลับมาหน่อย!”
เฉินชวนส่งลูกบอลกลับไปให้สองเด็กน้อยอย่างสบายๆ และเล่นกับพวกเขาอยู่ครู่หนึ่งอวี้หว่านก็กลับเข้ามาวางเสื้อที่สะบัดฝุ่นเรียบร้อยแล้วลงบนมือของเขาแล้วพูดว่า
“เอ้า เอาไป”
เฉินชวนรับเสื้อมาก่อนจะเดินเข้าห้องของตัวเอง อวี้หว่านก็ตามเข้าไปด้วย เขารู้ทันทีว่าคงมีเรื่องจะพูดกับเขาแน่ เมื่อมาถึงหน้าประตูห้องอวี้หว่านถามด้วยความเป็นห่วงว่า
“เฉินเอ๋อร์ เงินพอใช้ไหม?”
เฉินชวนตอบว่า
“น้าครับ ครั้งก่อนที่ให้มาก็เยอะแล้วผมยังมีอยู่”
อวี้หว่านว่า
“ถ้าไม่พอก็มาขอเพิ่ม ได้เรียนหนังสือเป็นเรื่องสำคัญ ห้ามประหยัด”
เฉินชวนพยักหน้ารับ
อวี้หว่านกล่าวต่อ
“น้าชาย ให้เวลาเธอสองเดือนย้ายออกไป ตอนนี้ไหนๆก็มีที่เรียนแล้วฉันว่านะอย่าเพิ่งรีบขนของออกไปเลย รอให้จัดหอพักเรียบร้อยก่อน ถ้าไม่อยากอยู่ที่นั่นก็ค่อยกลับมา บ้านนี้ไม่มีวันไล่เธอไปหรอก”
เฉินชวนถาม
“น้าครับ นี่ความคิดของน้าชายใช่ไหม?”
อวี้หว่านตอบกลับ
“ทำไมล่ะ? น้าสาวของเธอไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจเองหรือไง? ขอแค่เธอเรียนให้ดีมีอนาคต อะไรก็ไม่สำคัญหรอก”
เฉินชวนไม่ได้คิดมากเรื่องนี้ ยังไงถ้าจะย้ายออกจริงๆก็ไม่ใช่เรื่องยากอยู่แล้วจึงตอบว่า
“เข้าใจแล้วครับ งั้นก็ทำตามนี้”
เมื่อเห็นว่าเขาเข้าใจแล้วอวี้หว่านก็รู้สึกพอใจ ตั้งแต่พี่สาวคนรองและพี่เขยจากไปเธอก็เห็นเฉินชวนเป็นเหมือนลูกชายแท้ๆ ตอนนี้ถ้าหากให้เขาย้ายออกไปเลยเธอก็คงทำใจลำบากเหมือนกัน
หลังจากที่อวี้หว่านออกจากห้องไปเฉินชวนก็ปิดประตูเดินไปแขวนเสื้อไว้บนที่แขวนจากนั้นเดินไปที่โต๊ะเขียนหนังสือเปิดลิ้นชักหยิบเงินที่เหลือออกมาแล้วนั่งนับดู
เมื่อก่อนอวี้หว่านให้เงินเขามาทั้งหมดหกร้อยเจี้ยนหยวน ตอนสมัครเรียนใช้ไปแล้วหนึ่งร้อย ก่อนหน้านี้ค่าอาหารที่บ้านแห่งนักสู้ ค่าฝึกซ้อมค่าความเสียหายของอุปกรณ์รวมถึงค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่นๆรวมแล้วสองเดือนใช้ไปมากกว่าสามร้อย เฉลี่ยแล้วตกเดือนละหนึ่งร้อยห้าสิบ
เดือนหน้าจนกว่าจะถึงการสอบคัดเลือกครั้งที่สองเขายังต้องให้อวี๋กังคอยฝึกให้ต่อแม้จะไม่นับมากนักแต่คงต้องใช้เงินจำนวนพอๆกับเดือนก่อนหน้า
อย่างไรก็ตามเมื่อมหาวิทยาลัยอู่ยี่เปิดภาคเรียนอย่างเป็นทางการแล้ว ค่ากินอยู่สำหรับนักเรียนภายในจะได้รับการยกเว้นทั้งหมด และหากผ่านการสอบคัดเลือกครั้งที่สองก็สามารถลดค่าเล่าเรียนได้เป็นส่วนใหญ่ แต่แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ต้องใช้เงินเลย อาจต้องมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นด้วยซ้ำดังนั้นเขาจะต้องพยายามคว้าทุนการศึกษาให้ได้มากที่สุด
.....
ขณะเดียวกันภายในมหาวิทยาลัยอู่ยี่
อาจารย์เปียนเฟิงผู้ทำหน้าที่รับสมัครเฉินชวนพร้อมกับอาจารย์เย่วหง ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลักด้านการสอบคัดเลือกกำลังเดินคุยกันไปตามทางเดินของอาคารเรียน
เยว่หงตบแฟ้มเอกสารในมือก่อนกล่าวว่า
“ขยายการรับสมัครมาเป็นสิบปีแล้ว ทุกปีจำนวนนักเรียนที่สมัครเรียนก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปีนี้คนที่มาสมัครเยอะที่สุดคือเมืองหยางจือ รวมกับหกอำเภอรอบๆมีนักเรียนถึงสองพันคน ดูท่าทางการจะเพิ่มโควตาให้มากขึ้นแล้ว”
เปียนเฟิงพูดเสียงหนักว่า
“เยอะแล้วงั้นเหรอ? ประชากรของหยางจือมีมากกว่าหกล้านคน รวมกับอำเภอรอบข้างถ้าไม่นับเขตภูเขาก็ไม่ต่ำกว่าสิบล้าน แต่ทุกปีมีนักเรียนเข้าเรียนได้แค่นี้ นี่คือผลจากการขยายการรับสมัครมาตลอดสิบปีเหรอ?”
เย่วหงหัวเราะเล็กน้อยก่อนพูดว่า
“เอาเถอะ สมัยพวกเราตอนเข้าเรียนใครไม่ได้ถูกอาจารย์ฝึกตัวต่อตัวบ้าง? ใครไม่ได้ฝึกมาตั้งแต่เด็ก? แต่นักเรียนสมัยนี้แค่ไปเข้าฝึกที่สำนักศิลปะการต่อสู้หรือฝึกในโรงฝึกสักหนึ่งถึงสองปีหรือแค่ครึ่งปีก็มีโอกาสเข้าเรียนได้แล้ว โอกาสดีกว่าสมัยพวกเราเยอะ”
เปียนเฟิงส่ายหัวก่อนพูดว่า
“ก็แค่เข้าเรียนได้เท่านั้นเอง ถึงเวลาสอบคัดเลือกครั้งที่สองถ้ามีสักสิบเปอร์เซ็นต์ที่ผ่านก็นับว่าเก่งแล้ว”
เย่วหงพยักหน้าเห็นด้วย แม้ว่าภายนอกจะเรียกว่าทุกคนเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยอู่ยี่เหมือนกัน แต่คนที่ผ่านการสอบคัดเลือกครั้งที่สองกับคนที่ไม่ผ่านนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง กลุ่มแรกจึงเป็นคนที่มหาวิทยาลัยลงทุนให้การฝึกฝนอย่างแท้จริง ส่วนกลุ่มหลังเป็นเพียงแค่ตัวเลขในบัญชีรายชื่อเท่านั้น
ตลอดสิบปีของการขยายการรับสมัคร แต่แท้จริงแล้วภายในมหาวิทยาลัยไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากมาย จำนวนของนักเรียนระดับหัวกะทิในแต่ละปียังคงไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เหตุผลก็ง่ายมากทรัพยากรมีจำกัดและสามารถกระจายให้กับผู้ที่เหมาะสมจะได้รับเท่านั้น
ความจริงอีกประการหนึ่งก็คือทรัพยากรส่วนใหญ่ถูกกลุ่มผู้มีอำนาจผูกขาดเหลือเพียงเศษเสี้ยวที่แบ่งให้กับนักเรียนสามัญ แม้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาคณะผู้บริหารของมหาวิทยาลัยจะพยายามปรับปรุงปัญหานี้แต่มันก็ไม่ได้ผลมากนัก
เปียนเฟิงถอนหายใจอย่างอดไม่ได้และกล่าวว่า
“เนื้อที่กินเข้าไปแล้วใครจะอยากคายออกมาล่ะ?”
ขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนาก็มาถึงหน้าสำนักงานของหัวหน้าฝ่ายรับสมัครของมหาวิทยาลัย
ก่อนจะเดินเข้าไปพวกเขาก็ได้ยินเสียงที่หนักแน่นดังออกมาจากภายใน
“ฉันถามหน่อยว่าทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัยยังจำเป็นอยู่ไหม? ทุกปีคนที่ได้รับทุนก็เป็นพวกนักเรียนที่มีอำนาจสนับสนุนจากเบื้องบน พอเรียนจบก็ไปทำงานรับใช้พวกผู้มีอำนาจอยู่ดี เดิมทีทุนพวกนี้ควรจะเป็นโอกาสของนักเรียนธรรมดาแต่กลับถูกกลืนกินจนหมด ถ้าเป็นแบบนี้แล้วการขยายโควตารับสมัครจะทำไปเพื่ออะไร? สุดท้ายก็กลายเป็นคนที่แข็งแกร่งยิ่งแข็งแกร่งขึ้น คนที่อ่อนแอก็ยิ่งอ่อนแอลง สถานการณ์แย่ยิ่งกว่าสิบปีก่อนซะอีก ฉันว่านะตัดทิ้งไปเลยดีกว่า! หรืออย่างน้อยก็ควรลดจำนวนลง”
แม้ว่าจะมีกำแพงกั้นไว้แต่เปียนเฟิงและเย่วหงต่างก็มีประสาทหูที่ดี เสียงพูดคุยจากโทรศัพท์ในห้องยังคงได้ยินชัดเจนในทางเดินอันเงียบสงบ
“ยังไงก็ต้องให้ความหวังบ้าง นักเรียนธรรมดาอาจจะสู้พวกที่มีอำนาจไม่ได้ แต่บางครั้งก็มีดาวเด่นโผล่ออกมาบ้างแม้จะมีเพียงหนึ่งหรือสองคนก็ตาม นั่นก็ถือเป็นเรื่องดีอย่างน้อยวิธีที่เราทำอยู่มันยังได้ผล แต่ถ้าตัดทุนการศึกษาออกไปแม้แต่ความหวังก็จะไม่มีเหลือ”
“คุณเป็นกรรมการของมหาวิทยาลัยเรื่องนี้คุณตัดสินใจได้ แต่ถ้าผลลัพธ์ออกมาเหมือนเดิมอีกผมขอให้คุณไปหาคนอื่นทำเรื่องนี้แทนแล้วกัน”
เสียง‘แกร๊ก’ดังขึ้นจากการวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ จากนั้นเสียงของชายในห้องก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
“พวกเธอสองคนยืนรออยู่ข้างนอกทำไม? มาขำฉันรึไง? เข้ามา”
เปียนเฟิงและเย่วหงรีบผลักประตูเข้าไป ในห้องทำงานมีชายวัยห้าสิบปีต้นๆนั่งอยู่ ผมของเขาดกดำหน้าผากกว้าง หนวดคิ้วเข้ม ดวงตาใหญ่ดูทรงพลัง รูปร่างสูงใหญ่สวมชุดสูทสีดำสนิทที่ดูเรียบร้อยสุดๆ ทั้งปลายแขนเสื้อและปกคอเสื้อถูกติดกระดุมอย่างแน่นหนาบ่งบอกถึงความเจ้าระเบียบ
เขานั่งอยู่ตรงนั้นจนเหมือนจะกินพื้นที่ครึ่งห้อง โต๊ะทำงานที่เขานั่งอยู่นั้นใหญ่โตและขาทั้งสองข้างที่วางลงกับพื้นราวกับเสาหลักจนแทบมองไม่เห็นเก้าอี้ที่เขานั่งอยู่
เปียนเฟิงและเยว่หงก้มศีรษะเล็กน้อยก่อนกล่าวทักทาย
“อาจารย์เกา”
อาจารย์เกาถามขึ้น
“รายชื่อนักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกเสร็จแล้วหรือยัง?”
เยว่หงตอบว่า
“เรียบร้อยแล้วครับ ผมนำมาให้ตรวจสอบ”ว่าแล้วก็ส่งเอกสารให้
“ขอให้อาจารย์เกาพิจารณาด้วยครับ”
อาจารย์เกาโบกมือแล้วพูดว่า
“ไม่ต้องให้ฉันดู ส่งไปที่สภาบริหารมหาวิทยาลัยเถอะ อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของรายชื่อนี้จะถูกลบออกแน่ คณะกรรมการจะต้องแทรกชื่อพวกนักเรียนที่พวกเขาโปรดปรานเข้าไป”
เปียนเฟิงเงยหน้าขึ้นและกล่าวว่า
“แต่ก็ยังเหลืออีกครึ่งหนึ่ง”
“แล้วมันมีประโยชน์อะไรล่ะ?”
อาจารย์เกาส่ายหัวพลางพูดว่า
“ปีนี้จำนวนผู้สมัครเยอะขนาดนี้นั่นเพราะแรงกดดันจากเบื้องบน แต่แรงกดดันมากเท่าไหร่การต่อต้านก็จะรุนแรงขึ้นเท่านั้น แค่ปัญหาที่มีอยู่ก็วุ่นวายพอแล้ว นี่เพิ่มเรื่องเข้ามาอีกจะวุ่นวายไปถึงไหนกัน…เฮ้อ..ช่างเถอะ”
พูดมาถึงตรงนี้ดูเหมือนเขาจะเปลี่ยนใจ เขาคว้าเอกสารรายชื่อจากมือเย่วหงมาเปิดดูแล้วขมวดคิ้ว
“ลองดูก่อนก็ได้ อย่างน้อยก็ทำให้ดีที่สุด ถึงจะไม่มีผลอะไรมากก็เถอะ”
(จบบท)