เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22 รายชื่อ

บทที่ 22 รายชื่อ

บทที่ 22 รายชื่อ 


หลังจากที่เฉินชวนโทรศัพท์เสร็จเขาก็เดินทางกลับบ้าน ตลอดทางเพิ่งมาถึงลานหน้าบ้านก็ได้ยินเสียงเถียงกันของน้องชายและน้องสาว เมื่อเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่นเขาก็เห็นลูกบอลเล็กๆเด้งกระเด้งเข้ามา เขาใช้หลังเท้าเกี่ยวมันเล็กน้อยเตะไปสองทีก่อนจะยืดเท้าออกลูกบอลก็หยุดนิ่งอยู่บนหลังเท้าของเขาโดยที่ตัวเขาเองไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย

“ว้าว!”เหนียนลู่ น้องสาวตัวน้อยของเขาร้องอุทานออกมาแล้วปรบมือด้วยความตื่นเต้น

น้องชายเหนียนโม่ก็ชูมือขึ้นสูงแล้วตะโกนว่า

“สุดยอดเลยพี่!เอาอีก!เอาอีก!”

เฉินชวนดีดเท้าเบาๆส่งลูกบอลกลิ้งไปหาสองพี่น้องตัวน้อย

ขณะที่อวี้หว่านนั่งอยู่บนเก้าอี้กำลังถักเสื้อไหมพรม เธอรู้ว่าเฉินชวนจะไปที่มหาวิทยาลัยอู่ยี่ในวันพรุ่งนี้ วันนี้เธอจึงรอเขาอยู่ที่นี่แต่เช้า เธอส่งยิ้มให้เขาแล้วพูดว่า

“เฉินเอ๋อร์ กลับมาแล้วเหรอ?”

เฉินชวนพยักหน้าตอบ

“ครับ พรุ่งนี้ต้องไปสมัครเรียนวันนี้เลยรีบกลับมาเร็วหน่อย”

อวี้หว่านลุกขึ้นยืนแล้วสังเกตเห็นว่ามีฝุ่นติดอยู่บนเสื้อคลุมของเขาเต็มไปหมดจึงพูดขึ้นว่า

“เด็กคนนี้นี่ ไปกลิ้งเล่นในกองฝุ่นมารึไง? เอามานี่ฉันจะออกไปสะบัดฝุ่นให้ดีๆ”

เธอคว้าเสื้อจากเขามาพูดบ่นไปสองสามประโยคก่อนจะเดินออกไปสะบัดฝุ่นที่ข้างนอก

ขณะนั้นเองเฉินชวนก็รู้สึกถึงแรงลมข้างหลังเหมือนกับว่ามีตาที่หลังหัว เขาหันหัวเล็กน้อยแล้วหลบลูกบอลที่ถูกโยนมาทางเขาได้อย่างง่ายดาย

“ว้าว!พี่ชายสุดยอด!”

“โยนกลับมาหน่อบ! โยนกลับมาหน่อย!”

เฉินชวนส่งลูกบอลกลับไปให้สองเด็กน้อยอย่างสบายๆ และเล่นกับพวกเขาอยู่ครู่หนึ่งอวี้หว่านก็กลับเข้ามาวางเสื้อที่สะบัดฝุ่นเรียบร้อยแล้วลงบนมือของเขาแล้วพูดว่า

“เอ้า เอาไป”

เฉินชวนรับเสื้อมาก่อนจะเดินเข้าห้องของตัวเอง อวี้หว่านก็ตามเข้าไปด้วย เขารู้ทันทีว่าคงมีเรื่องจะพูดกับเขาแน่ เมื่อมาถึงหน้าประตูห้องอวี้หว่านถามด้วยความเป็นห่วงว่า

“เฉินเอ๋อร์ เงินพอใช้ไหม?”

เฉินชวนตอบว่า

“น้าครับ ครั้งก่อนที่ให้มาก็เยอะแล้วผมยังมีอยู่”

อวี้หว่านว่า

“ถ้าไม่พอก็มาขอเพิ่ม ได้เรียนหนังสือเป็นเรื่องสำคัญ ห้ามประหยัด”

เฉินชวนพยักหน้ารับ

อวี้หว่านกล่าวต่อ

“น้าชาย ให้เวลาเธอสองเดือนย้ายออกไป ตอนนี้ไหนๆก็มีที่เรียนแล้วฉันว่านะอย่าเพิ่งรีบขนของออกไปเลย รอให้จัดหอพักเรียบร้อยก่อน ถ้าไม่อยากอยู่ที่นั่นก็ค่อยกลับมา บ้านนี้ไม่มีวันไล่เธอไปหรอก”

เฉินชวนถาม

“น้าครับ นี่ความคิดของน้าชายใช่ไหม?”

อวี้หว่านตอบกลับ

“ทำไมล่ะ? น้าสาวของเธอไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจเองหรือไง? ขอแค่เธอเรียนให้ดีมีอนาคต อะไรก็ไม่สำคัญหรอก”

เฉินชวนไม่ได้คิดมากเรื่องนี้ ยังไงถ้าจะย้ายออกจริงๆก็ไม่ใช่เรื่องยากอยู่แล้วจึงตอบว่า

“เข้าใจแล้วครับ งั้นก็ทำตามนี้”

เมื่อเห็นว่าเขาเข้าใจแล้วอวี้หว่านก็รู้สึกพอใจ ตั้งแต่พี่สาวคนรองและพี่เขยจากไปเธอก็เห็นเฉินชวนเป็นเหมือนลูกชายแท้ๆ ตอนนี้ถ้าหากให้เขาย้ายออกไปเลยเธอก็คงทำใจลำบากเหมือนกัน

หลังจากที่อวี้หว่านออกจากห้องไปเฉินชวนก็ปิดประตูเดินไปแขวนเสื้อไว้บนที่แขวนจากนั้นเดินไปที่โต๊ะเขียนหนังสือเปิดลิ้นชักหยิบเงินที่เหลือออกมาแล้วนั่งนับดู

เมื่อก่อนอวี้หว่านให้เงินเขามาทั้งหมดหกร้อยเจี้ยนหยวน ตอนสมัครเรียนใช้ไปแล้วหนึ่งร้อย ก่อนหน้านี้ค่าอาหารที่บ้านแห่งนักสู้ ค่าฝึกซ้อมค่าความเสียหายของอุปกรณ์รวมถึงค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่นๆรวมแล้วสองเดือนใช้ไปมากกว่าสามร้อย เฉลี่ยแล้วตกเดือนละหนึ่งร้อยห้าสิบ

เดือนหน้าจนกว่าจะถึงการสอบคัดเลือกครั้งที่สองเขายังต้องให้อวี๋กังคอยฝึกให้ต่อแม้จะไม่นับมากนักแต่คงต้องใช้เงินจำนวนพอๆกับเดือนก่อนหน้า

อย่างไรก็ตามเมื่อมหาวิทยาลัยอู่ยี่เปิดภาคเรียนอย่างเป็นทางการแล้ว ค่ากินอยู่สำหรับนักเรียนภายในจะได้รับการยกเว้นทั้งหมด และหากผ่านการสอบคัดเลือกครั้งที่สองก็สามารถลดค่าเล่าเรียนได้เป็นส่วนใหญ่ แต่แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ต้องใช้เงินเลย อาจต้องมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นด้วยซ้ำดังนั้นเขาจะต้องพยายามคว้าทุนการศึกษาให้ได้มากที่สุด

.....

ขณะเดียวกันภายในมหาวิทยาลัยอู่ยี่

อาจารย์เปียนเฟิงผู้ทำหน้าที่รับสมัครเฉินชวนพร้อมกับอาจารย์เย่วหง ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลักด้านการสอบคัดเลือกกำลังเดินคุยกันไปตามทางเดินของอาคารเรียน

เยว่หงตบแฟ้มเอกสารในมือก่อนกล่าวว่า

“ขยายการรับสมัครมาเป็นสิบปีแล้ว ทุกปีจำนวนนักเรียนที่สมัครเรียนก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปีนี้คนที่มาสมัครเยอะที่สุดคือเมืองหยางจือ รวมกับหกอำเภอรอบๆมีนักเรียนถึงสองพันคน ดูท่าทางการจะเพิ่มโควตาให้มากขึ้นแล้ว”

เปียนเฟิงพูดเสียงหนักว่า

“เยอะแล้วงั้นเหรอ? ประชากรของหยางจือมีมากกว่าหกล้านคน รวมกับอำเภอรอบข้างถ้าไม่นับเขตภูเขาก็ไม่ต่ำกว่าสิบล้าน แต่ทุกปีมีนักเรียนเข้าเรียนได้แค่นี้ นี่คือผลจากการขยายการรับสมัครมาตลอดสิบปีเหรอ?”

เย่วหงหัวเราะเล็กน้อยก่อนพูดว่า

“เอาเถอะ สมัยพวกเราตอนเข้าเรียนใครไม่ได้ถูกอาจารย์ฝึกตัวต่อตัวบ้าง? ใครไม่ได้ฝึกมาตั้งแต่เด็ก? แต่นักเรียนสมัยนี้แค่ไปเข้าฝึกที่สำนักศิลปะการต่อสู้หรือฝึกในโรงฝึกสักหนึ่งถึงสองปีหรือแค่ครึ่งปีก็มีโอกาสเข้าเรียนได้แล้ว โอกาสดีกว่าสมัยพวกเราเยอะ”

เปียนเฟิงส่ายหัวก่อนพูดว่า

“ก็แค่เข้าเรียนได้เท่านั้นเอง ถึงเวลาสอบคัดเลือกครั้งที่สองถ้ามีสักสิบเปอร์เซ็นต์ที่ผ่านก็นับว่าเก่งแล้ว”

เย่วหงพยักหน้าเห็นด้วย แม้ว่าภายนอกจะเรียกว่าทุกคนเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยอู่ยี่เหมือนกัน แต่คนที่ผ่านการสอบคัดเลือกครั้งที่สองกับคนที่ไม่ผ่านนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง กลุ่มแรกจึงเป็นคนที่มหาวิทยาลัยลงทุนให้การฝึกฝนอย่างแท้จริง ส่วนกลุ่มหลังเป็นเพียงแค่ตัวเลขในบัญชีรายชื่อเท่านั้น

ตลอดสิบปีของการขยายการรับสมัคร แต่แท้จริงแล้วภายในมหาวิทยาลัยไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากมาย จำนวนของนักเรียนระดับหัวกะทิในแต่ละปียังคงไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เหตุผลก็ง่ายมากทรัพยากรมีจำกัดและสามารถกระจายให้กับผู้ที่เหมาะสมจะได้รับเท่านั้น

ความจริงอีกประการหนึ่งก็คือทรัพยากรส่วนใหญ่ถูกกลุ่มผู้มีอำนาจผูกขาดเหลือเพียงเศษเสี้ยวที่แบ่งให้กับนักเรียนสามัญ แม้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาคณะผู้บริหารของมหาวิทยาลัยจะพยายามปรับปรุงปัญหานี้แต่มันก็ไม่ได้ผลมากนัก

เปียนเฟิงถอนหายใจอย่างอดไม่ได้และกล่าวว่า

“เนื้อที่กินเข้าไปแล้วใครจะอยากคายออกมาล่ะ?”

ขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนาก็มาถึงหน้าสำนักงานของหัวหน้าฝ่ายรับสมัครของมหาวิทยาลัย

ก่อนจะเดินเข้าไปพวกเขาก็ได้ยินเสียงที่หนักแน่นดังออกมาจากภายใน

“ฉันถามหน่อยว่าทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัยยังจำเป็นอยู่ไหม? ทุกปีคนที่ได้รับทุนก็เป็นพวกนักเรียนที่มีอำนาจสนับสนุนจากเบื้องบน พอเรียนจบก็ไปทำงานรับใช้พวกผู้มีอำนาจอยู่ดี เดิมทีทุนพวกนี้ควรจะเป็นโอกาสของนักเรียนธรรมดาแต่กลับถูกกลืนกินจนหมด ถ้าเป็นแบบนี้แล้วการขยายโควตารับสมัครจะทำไปเพื่ออะไร? สุดท้ายก็กลายเป็นคนที่แข็งแกร่งยิ่งแข็งแกร่งขึ้น คนที่อ่อนแอก็ยิ่งอ่อนแอลง สถานการณ์แย่ยิ่งกว่าสิบปีก่อนซะอีก ฉันว่านะตัดทิ้งไปเลยดีกว่า! หรืออย่างน้อยก็ควรลดจำนวนลง”

แม้ว่าจะมีกำแพงกั้นไว้แต่เปียนเฟิงและเย่วหงต่างก็มีประสาทหูที่ดี เสียงพูดคุยจากโทรศัพท์ในห้องยังคงได้ยินชัดเจนในทางเดินอันเงียบสงบ

“ยังไงก็ต้องให้ความหวังบ้าง นักเรียนธรรมดาอาจจะสู้พวกที่มีอำนาจไม่ได้ แต่บางครั้งก็มีดาวเด่นโผล่ออกมาบ้างแม้จะมีเพียงหนึ่งหรือสองคนก็ตาม นั่นก็ถือเป็นเรื่องดีอย่างน้อยวิธีที่เราทำอยู่มันยังได้ผล แต่ถ้าตัดทุนการศึกษาออกไปแม้แต่ความหวังก็จะไม่มีเหลือ”

“คุณเป็นกรรมการของมหาวิทยาลัยเรื่องนี้คุณตัดสินใจได้ แต่ถ้าผลลัพธ์ออกมาเหมือนเดิมอีกผมขอให้คุณไปหาคนอื่นทำเรื่องนี้แทนแล้วกัน”

เสียง‘แกร๊ก’ดังขึ้นจากการวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ จากนั้นเสียงของชายในห้องก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง

“พวกเธอสองคนยืนรออยู่ข้างนอกทำไม? มาขำฉันรึไง? เข้ามา”

เปียนเฟิงและเย่วหงรีบผลักประตูเข้าไป ในห้องทำงานมีชายวัยห้าสิบปีต้นๆนั่งอยู่ ผมของเขาดกดำหน้าผากกว้าง หนวดคิ้วเข้ม ดวงตาใหญ่ดูทรงพลัง รูปร่างสูงใหญ่สวมชุดสูทสีดำสนิทที่ดูเรียบร้อยสุดๆ ทั้งปลายแขนเสื้อและปกคอเสื้อถูกติดกระดุมอย่างแน่นหนาบ่งบอกถึงความเจ้าระเบียบ

เขานั่งอยู่ตรงนั้นจนเหมือนจะกินพื้นที่ครึ่งห้อง โต๊ะทำงานที่เขานั่งอยู่นั้นใหญ่โตและขาทั้งสองข้างที่วางลงกับพื้นราวกับเสาหลักจนแทบมองไม่เห็นเก้าอี้ที่เขานั่งอยู่

เปียนเฟิงและเยว่หงก้มศีรษะเล็กน้อยก่อนกล่าวทักทาย

“อาจารย์เกา”

อาจารย์เกาถามขึ้น

“รายชื่อนักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกเสร็จแล้วหรือยัง?”

เยว่หงตอบว่า

“เรียบร้อยแล้วครับ ผมนำมาให้ตรวจสอบ”ว่าแล้วก็ส่งเอกสารให้

“ขอให้อาจารย์เกาพิจารณาด้วยครับ”

อาจารย์เกาโบกมือแล้วพูดว่า

“ไม่ต้องให้ฉันดู ส่งไปที่สภาบริหารมหาวิทยาลัยเถอะ อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของรายชื่อนี้จะถูกลบออกแน่ คณะกรรมการจะต้องแทรกชื่อพวกนักเรียนที่พวกเขาโปรดปรานเข้าไป”

เปียนเฟิงเงยหน้าขึ้นและกล่าวว่า

“แต่ก็ยังเหลืออีกครึ่งหนึ่ง”

“แล้วมันมีประโยชน์อะไรล่ะ?”

อาจารย์เกาส่ายหัวพลางพูดว่า

“ปีนี้จำนวนผู้สมัครเยอะขนาดนี้นั่นเพราะแรงกดดันจากเบื้องบน แต่แรงกดดันมากเท่าไหร่การต่อต้านก็จะรุนแรงขึ้นเท่านั้น แค่ปัญหาที่มีอยู่ก็วุ่นวายพอแล้ว นี่เพิ่มเรื่องเข้ามาอีกจะวุ่นวายไปถึงไหนกัน…เฮ้อ..ช่างเถอะ”

พูดมาถึงตรงนี้ดูเหมือนเขาจะเปลี่ยนใจ เขาคว้าเอกสารรายชื่อจากมือเย่วหงมาเปิดดูแล้วขมวดคิ้ว

“ลองดูก่อนก็ได้ อย่างน้อยก็ทำให้ดีที่สุด ถึงจะไม่มีผลอะไรมากก็เถอะ”

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 22 รายชื่อ

คัดลอกลิงก์แล้ว