- หน้าแรก
- คัมภีร์สวรรค์:เส้นทางสู่ขอบฟ้า
- บทที่ 12 ศึกท้าทาย
บทที่ 12 ศึกท้าทาย
บทที่ 12 ศึกท้าทาย
อวี๋กังก้าวออกไปข้างนอกและพบว่ามีชายฉกรรจ์ราวสิบกว่าคนยืนอยู่บนลานกว้าง พวกเขากระจายตัวกันไปทั่วบริเวณ ทุกคนสวมชุดทำงานสีน้ำเงินเข้ม หมัดของพวกเขาถูกพันด้วยโซ่เหล็กเงาวับทำให้ดูน่าเกรงขามและเต็มไปด้วยพลังอำนาจ
ที่ด้านหน้ามีสี่คนยืนเด่นอยู่
ชายร่างเตี้ยล่ำวัยประมาณสามสิบปีซึ่งเป็นผู้นำของกลุ่มนี้ สวมแว่นตากรอบใสและสวมชุดเสื้อคลุมตรงคอแบบเก่า ลักษณะของเขาดูเหมือนนักธุรกิจที่มีอำนาจ
ด้านหลังเขามีชายร่างใหญ่สองคนยืนคุมเชิงห่างออกไปเล็กน้อย ส่วนทางซ้ายมีชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆที่ไว้ผมสั้นเกรียนแววตาของเขาดูดุดันและเต็มไปด้วยความท้าทาย
เมื่อเห็นอวี๋กังชายที่เป็นผู้นำของกลุ่มก็ยิ้มก่อนจะยกมือขึ้นคารวะ
“อาจารย์อวี๋ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”
อวี๋กังยกมือคารวะตอบกลับ
“ไม่นึกว่าคุณฉีจะให้เกียรติแวะมาถึงที่นี่ สถานที่ของผมธรรมดาไม่มีอะไรสมควรค่าแก่การต้อนรับ หวังว่าคุณคงไม่ถือสา”
ฉีเซิงหัวเราะเบาๆก่อนโบกมือ
“ไม่เป็นไรๆ ผมมาวันนี้ไม่ได้มาดื่มน้ำชา แค่แวะมาเยี่ยมอาจารย์อวี๋ก็เท่านั้น”
อวี๋กังตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ผมเป็นเพียงครูสอนศิลปะการต่อสู้ธรรมดา มีอะไรให้ต้องเยี่ยมเยียนกัน”
ฉีเซิงเผยรอยยิ้มแล้วกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
“อาจารย์อวี๋อย่าถ่อมตัวเลย ใครๆก็รู้ถึงฝีมือของคุณ ผมมาที่นี่วันนี้เพื่อชักชวนคุณเข้าร่วมแก๊งเถี่ยเหลียน”
เขายกมือขึ้นห้ามไม่ให้อวี๋กังพูดแทรก
“พวกเรารู้ว่าคุณมีปัญหาหนักใจ แต่แก๊งเถี่ยเหลียนช่วยคุณจัดการปัญหาเหล่านั้นได้”
สีหน้าของอวี๋กังเย็นลงเล็กน้อยก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เรื่องของผมไม่ใช่เรื่องที่แก๊งเถี่ยเหลียนจะจัดการได้ พวกคุณคงทำได้แค่สร้างปัญหาให้ตัวเองเพิ่มขึ้น”
ฉีเซิงยังคงมีสีหน้ามั่นใจ
“ไม่ลองแล้วจะรู้ได้อย่างไร? อาจารย์อวี๋ ผมรู้ดีว่าพวกอำนาจใหญ่เหล่านั้นเป็นศัตรูที่น่ากลัว แต่ว่าแก๊งเถี่ยเหลียนของพวกเราเองก็ไม่ใช่กลุ่มที่ใครจะกล้ามาแหย่เล่นเช่นกัน!
ถ้าคุณเข้าร่วมแก๊ง พวกเราจะเป็นพี่น้องกัน ปัญหาของคุณก็คือปัญหาของเรา และผมรับรองว่าเราจะช่วยจัดการทุกอย่างให้คุณได้ในแบบที่คุณพอใจ”
อวี๋กังเงียบไม่ได้ตอบอะไร
ฉีเซิงเห็นดังนั้นจึงเปลี่ยนวิธี เขายกมือขึ้นคารวะอีกครั้งและพูดด้วยเสียงดังพอให้ทุกคนได้ยิน
“หากอาจารย์อวี๋เข้าร่วมแก๊ง ผมยินดีเป็นศิษย์ของคุณ คุณเห็นถึงความจริงใจของแก๊งเถี่ยเหลียนแล้วหรือยัง?”
บรรยากาศรอบๆเริ่มตึงเครียดขึ้นทันที
แก๊งเถี่ยเหลียนไม่ใช่พวกที่จะมาพูดจาด้วยดีแบบนี้ได้บ่อยๆ พวกเขาเป็นกลุ่มที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยม และคำพูดที่ฉีเซิงกล่าวออกมาก็หมายความว่าอวี๋กังไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องให้คำตอบที่ชัดเจน
หากปฏิเสธตรงๆนั่นหมายถึงไม่เห็นหัวแก๊งเถี่ยเหลียนซึ่งอาจจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง
ฉีเซิงยังคงยิ้มยังคงรอคำตอบ
หลังจากเงียบไปชั่วครู่อวี๋กังก็ตัดสินใจแล้วเขามองไปที่ฉีเซิงและกล่าว
“ถ้างั้นผมมีข้อเสนอให้พวกคุณ…ผมเป็นเพียงครูสอนศิลปะการต่อสู้ เรื่องอื่นผมไม่ถนัด”
“เช่นนั้น ให้ลูกศิษย์ของผมสู้กับลูกน้องของคุณสักรอบ หากพวกคุณชนะ ผมจะเข้าร่วมแก๊งเถี่ยเหลียน
แต่หากพวกคุณแพ้ หนึ่งปีนี้ขออย่าได้มาให้ผมเห็นหน้าอีก”
ฉีเซิงหัวเราะอย่างพึงพอใจ ดูเหมือนว่าเขาจะคาดเดาคำตอบนี้ได้อยู่แล้ว
เขาหันไปมองด้านหลังแล้วเอ่ยว่า
“ติงซั่ว”
“ครับ!”
ชายหนุ่มผมสั้นเกรียนที่ยืนอยู่ข้างหลังรีบก้าวออกมาข้างหน้า ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความกระหายการต่อสู้
“แกสู้กับลูกศิษย์ของอาจารย์อวี๋ซะ ระวังไว้ให้ดี ลูกศิษย์ของอาจารย์อวี๋คงไม่ใช่คนธรรมดาแน่”
ติงซั่วหันไปมองทางลู่เคอที่ยืนอยู่ด้านหลังอวี๋กังและจ้องมองด้วยสายตาอาฆาต
อวี๋กังพยักหน้าเรียกลู่เคอเข้ามาและสั่งเสียงเบา
“ลู่เคอ นายเป็นคนสู้กับเขา ระวังตัวด้วย”
ลู่เคอรับคำด้วยน้ำเสียงแฝงความกังวล
“ครับอาจารย์”
ฉีเซิงยิ้มพลางพูดกับอวี๋กัง
“พวกเราเป็นเพื่อนกัน การต่อสู้ครั้งนี้ไม่เอาชีวิต แค่ให้เห็นฝีมือกันเท่านั้น”
เขาหันไปมองติงซั่ว
“เข้าใจไหม?”
ติงซั่วแสยะยิ้มก่อนจะตอบ
“เข้าใจครับ”
จากนั้นเขาก็ถอดเสื้อออกเผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่กระชับและแข็งแรงอย่างชัดเจน จากนั้นก็หยิบ "ผ้าพันมือสำหรับต่อสู้" ออกมาพันมือของตนเองอย่างแน่นหนาก่อนจะเริ่มกระโดดวอร์มร่างกาย
บรรยากาศรอบข้างเงียบลง ทุกสายตาจับจ้องไปที่กลางลานฝึกซ้อม
การต่อสู้ครั้งนี้กำลังจะเริ่มต้นแล้ว…
ลู่เคอกำลังวอร์มร่างกายเพื่อเตรียมตัวต่อสู้ แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่อยู่ในสภาพที่ดีที่สุด เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับพยายามควบคุมบางสิ่งที่ผิดปกติในร่างกาย
ในขณะเดียวกันเฉินชวนก็เดินออกมาหยุดอยู่ที่หน้าทางเข้าสนามซ้อมก่อนจะมองดูสถานการณ์ด้านนอก
แก๊งเถี่ยเหลียนและแก๊งเสวี่ยเหินเป็นสองกลุ่มอิทธิพลที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหยางจือทั้งสองแก๊งมีความขัดแย้งกันมาอย่างยาวนาน
เฉินชวนไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับความบาดหมางของพวกเขามากนัก แต่จากที่เคยได้ยินมา แก๊งเสวี่ยเหินมีบริษัทโม่หลานอยู่เบื้องหลัง ดังนั้นการที่แก๊งเถี่ยเหลียนสามารถต่อกรกับพวกนั้นได้ก็น่าจะมีผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งไม่แพ้กัน
แต่ไม่ว่าเบื้องหลังจะเป็นใครก็ตามการที่แก๊งเถี่ยเหลียนมาหาอวี๋กังในครั้งนี้ต้องมีเหตุผลบางอย่างแน่นอน
หากอวี๋กังเข้าร่วมแก๊งเถี่ยเหลียนจริงๆแผนการฝึกซ้อมของเฉินชวนก็อาจจะต้องเปลี่ยนไป
ไม่นานนักลู่เคอและติงซั่วก็เตรียมพร้อมเรียบร้อย ทั้งสองก้าวเข้าสู่ลานประลองก่อนจะคารวะให้กันตามธรรมเนียม จากนั้นก้าวถอยหลังไปสองสามก้าวและตั้งท่าพร้อมต่อสู้
ติงซั่วแสยะยิ้ม ก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปทันที เขากระโจนขึ้นแล้วใช้เข่ากระแทกกลางอากาศพุ่งตรงไปหาลู่เคอ ดูจากท่าทางแล้วเป็นการโจมตีที่ดุดันและรุนแรงมาก
ลู่เคอรีบเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้าง ติงซั่วตกลงสู่พื้นอย่างมั่นคงก่อนจะหมุนตัวเปลี่ยนจังหวะแล้วตามติดทันที เขาปล่อยหมัดเป็นชุดโจมตีอย่างรวดเร็วและหนักแน่น จากนั้นจู่ๆก็เปลี่ยนเป็นเตะกวาดต่ำอย่างไม่ทันตั้งตัว
ลู่เคอไหวตัวทันและยกเข่าขึ้นกันไว้ได้ทันเวลา แต่แรงเตะนั้นรุนแรงมากจนเขาต้องถอยหลังสองก้าวเพื่อช่วยลดแรงปะทะ
เฉินชวนสังเกตการต่อสู้อย่างละเอียด เขาสังเกตเห็นว่าการออกท่าทางของติงซั่วลื่นไหลเป็นธรรมชาติ อีกทั้งยังมีเสียงหายใจที่แผ่วเบาแต่คงจังหวะ เขาตระหนักได้ทันที
"หมอนี่ก็ใช้ 'วิชาลมหายใจ'"
อย่างไรก็ตามหากลู่เคอสามารถแสดงฝีมือออกมาเต็มที่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีโอกาสชนะ
แม้จะถูกติงซั่วบุกเข้าใส่ต่อเนื่องลู่เคอก็ยังสามารถตั้งรับได้ดี เขาใช้การเคลื่อนไหวที่มั่นคงเพื่อหลบหลีกไปพร้อมกับสังเกตหาช่องโหว่ของคู่ต่อสู้
โอกาสของเขามาถึงเมื่อ ติงซั่วปล่อยหมัดออกมาสองครั้งและกำลังจะใช้เตะกวาดต่ำอีกครั้ง
ลู่เคอตัดสินใจตอบโต้!
เขาใช้ขาขวาเตะตรงเข้าที่ท้องของติงซั่ว
การโจมตีนี้แม่นยำและทรงพลัง!
แรงเตะทำให้ติงซั่วเสียสมดุลและทำให้การโจมตีต่อไปของเขาถูกขัดจังหวะ นี่ควรจะเป็นจุดเปลี่ยนของการต่อสู้และเป็นโอกาสที่ลู่เคอจะเริ่มต้นการโต้กลับ
แต่…สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเกินคาด
ติงซั่วไม่ได้กระเด็นถอยหลังเหมือนปกติ
ตรงกันข้ามเขากลับยันตัวพุ่งไปข้างหน้าทำให้แรงจากเท้าของลู่เคอสะท้อนกลับมาที่ตัวเอง!
“อะไรกัน!?” ลู่เคอรู้สึกถึงแรงสะท้อนจากฝ่าเท้าของตัวเอง ร่างของเขาถอยหลังโดยอัตโนมัติ
เขาพยายามตั้งหลัก แต่ทันใดนั้น…
ขาของเขาเกิดเป็นตะคริว!
เขารู้สึกว่ากล้ามเนื้อขาหดเกร็งอย่างกะทันหัน!
ผลลัพธ์คือเขาล้มลงไปกับพื้น
ลู่เคอรีบพลิกตัวขึ้นมาคุกเข่าข้างหนึ่ง กำหมัดยกขึ้นมาป้องกันการโจมตีต่อเนื่องจากติงซั่ว
แต่ติงซั่วกลับไม่ได้บุกต่อ เขาเดินวนไปรอบๆอย่างใจเย็นก่อนจะยกมือขึ้นพร้อมกับขยับนิ้วเป็นเชิงท้าทาย
“รีบลุกขึ้นมา”
เฉินชวนจับสังเกตได้ถึงบางอย่างผิดปกติ เขามองไปที่ใบหน้าของลู่เคอและเห็นว่ามันขึ้นสีแดงจัดแถมหายใจของเขาก็เริ่มไม่เป็นจังหวะ
นี่ไม่ใช่เพราะโดนโจมตีแน่ๆ
เฉินชวนหันกลับไปมองทางที่ลู่เคอนั่งพักก่อนหน้านี้และสังเกตเห็นขวดน้ำของลู่เคอ
ใกล้ๆกันนั้นมีขวดยาขนาดเล็กวางอยู่ ฝาปิดเปิดออกมียาเม็ดสีเหลืองอ่อนสองเม็ดยังคงอยู่ข้างใน
“นั่นยาอะไร?”
ลู่เคอพยายามตั้งสมาธิและสูดลมหายใจเข้าลึกๆอีกครั้งก่อนจะลุกขึ้นยืน
ติงซั่วไม่ปล่อยให้เสียโอกาส เขาพุ่งตัวเข้าใส่ทันที!
“ฟุ่บ!”
หมัดของติงซั่วพุ่งเข้าใส่ ลู่เคอยกแขนขึ้นป้องกันโดยสัญชาตญาณ แต่ในเสี้ยววินาทีต่อมาเขากลับรู้สึกเจ็บแปลบที่สีข้าง
"อั่ก!"
เสียงอุทานหลุดออกมาจากปากของลู่เคอ เขาถูกเข่ากระแทกเข้าที่ซี่โครง
ร่างของเขาเซไปด้านข้างก่อนจะก้าวถอยหลังไปหลายก้าวอย่างไม่มั่นคง
เขาทรุดลงอีกครั้ง!
คราวนี้เขาใช้แขนยันพื้นเอาไว้ ไม่ให้ตัวเองล้มไปนอนกับพื้นโดยสมบูรณ์
ทุกคนที่ดูการต่อสู้เริ่มสังเกตเห็นแล้วว่าสภาพของลู่เคอผิดปกติ
ติงซั่วขมวดคิ้วก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงไม่พอใจ
“เฮ้ย นี่มันอะไร? เป็นอะไรไป? เป็นลมหรือไง?”
เสียงของเขาดังขึ้นท่ามกลางฝูงชน
เฉินชวนยืนมองเหตุการณ์ตรงหน้าดวงตาเขาหรี่ลงเล็กน้อย
“บางอย่างไม่ถูกต้องแน่”
อวี๋กังถอนหายใจเบาๆก่อนกล่าว “ลู่เคอกลับมาเถอะ”
เขาหันไปทางฉีเซิงแล้วพูดขึ้น
“รอบนี้…”
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบก็มีเสียงดังขึ้นจากด้านใน
“เดี๋ยวก่อน อาจารย์อวี๋”
ทุกสายตาหันไปตามเสียงและพบว่าเด็กหนุ่มร่างสมส่วนผู้มีใบหน้าคมคายและแฝงด้วยความเฉลียวฉลาดกำลังเดินออกมาจากอาคาร
เฉินชวนเดินตรงไปยังอวี๋กังก่อนจะกล่าวขึ้นอย่างจริงจัง
“อาจารย์อวี๋ ผมก็ถือว่าเป็นศิษย์ของอาจารย์เหมือนกันใช่ไหม? ตอนนี้อาการของลู่เคอดูเหมือนจะมีปัญหา การต่อสู้รอบนี้เลยไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไหร่ ในเมื่อยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ ผมขอลงแทนได้ไหม?”
อวี๋กังขมวดคิ้วก่อนตอบ
“นายไม่จำเป็นต้องเข้ามายุ่ง นี่มันไม่ใช่เรื่องของนาย”
แต่เฉินชวนยังคงยืนหยัด
“ตอนนี้มันกลายเป็นเรื่องของผมแล้วครับ ถ้าหากอาจารย์เลือกผลลัพธ์แบบนั้น บางทีผมอาจจะไม่สามารถฝึกกับอาจารย์ต่อไปได้”
หากเป็นแค่ปัญหาของอวี๋กังคนเดียว เขาคงไม่คิดจะเข้ามายุ่งเกี่ยว แต่เหนียนฟู่ลี่เคยเตือนเขาว่าอวี๋กังมีคดีติดตัว ดังนั้นการฝึกฝนกับเขาต้องทำอย่างรอบคอบและไม่ควรเข้าไปพัวพันมากเกินไป
หากอวี๋กังเข้าร่วมแก๊งเถี่ยเหลียนนั่นหมายความว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง และเฉินชวนก็อาจไม่มีโอกาสฝึกที่นี่ต่อ
แทนที่จะยอมรับสภาพ เขาตัดสินใจลองทำบางสิ่งเพื่อเปลี่ยนสถานการณ์
ฉีเซิงหัวเราะก่อนพูดขึ้น
“อาจารย์อวี๋ เด็กคนนี้ก็เป็นศิษย์ของคุณสินะ? ในเมื่อตกลงกันแล้วว่าลูกศิษย์ของคุณจะเป็นคนสู้ หากเขาอยากลงแข่งแทนก็ถือว่าอยู่ในกติกา”
ติงซั่วแค่นเสียงเบาๆอย่างไม่แยแส แต่ในใจก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร
การเอาชนะคู่ต่อสู้ที่สภาพร่างกายไม่สมบูรณ์มันไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีนัก และที่ผ่านมาสองสามรอบก็เป็นแค่การวอร์มอัพสำหรับเขาเท่านั้น
อวี๋กังมองดูสถานการณ์ก่อนจะหันมาพูดกับเฉินชวน
“ระวังตัวให้ดี เจ้านี่หมัดหนักและพลังเตะรุนแรง”
เฉินชวนเข้าใจความหมายทันที
"หมัดหนักและพลังเตะรุนแรง หมายความว่าเทคนิคอย่างอื่นอาจจะด้อยกว่า นั่นแปลว่าผมสามารถใช้เทคนิคของตัวเองได้เต็มที่"
ลู่เคอพยายามยันตัวขึ้น เขาเดินไปหาอวี๋กังก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา
“อาจารย์ ผม…”
อวี๋กังตบบ่าเขาเบาๆ
“อย่าคิดมาก มันเป็นความผิดของฉันเอง กลับไปกินยาซะ”
ลู่เคอพยักหน้าช้าๆก่อนจะหันไปมองเฉินชวนที่กำลังเริ่มวอร์มร่างกาย สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนก่อนจะหันหลังเดินเข้าไปในอาคาร
ไม่นานหลังจากนั้นเฉินชวนวอร์มอัพเสร็จและเดินมายืนอยู่กลางลานต่อสู้
เขาเผชิญหน้ากับติงซั่วโดยตรง
บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัด ทุกคนจดจ้องไปที่พวกเขา
การต่อสู้ครั้งใหม่… กำลังจะเริ่มขึ้น!
(จบบท)