เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1 เมืองหยางจือ

บทที่ 1 เมืองหยางจือ

บทที่ 1 เมืองหยางจือ


ในช่วงเย็นใกล้ถึงเวลาอาหารเย็นเฉินชวนเพิ่งจะนั่งลงเหนียนฟู่ลี่สามีของน้าสาวก็พูดขึ้นมาว่า

“เฉินชวน แกจบมัธยมแล้ว เมืองหยางจือของเรานี่ไม่มีมหาวิทยาลัย น้าทำงานที่กรมตำรวจก็มีแค่เงินเดือนข้าราชการเล็กๆน้อยๆไม่สามารถส่งแกไปเรียนที่เมืองศูนย์กลางอันหรูหราได้ แกคิดไว้หรือยังว่าจะไปทำอะไรต่อ?”

ทั้งโต๊ะอาหารตกอยู่ในความเงียบ อวี้หว่านน้าสาวของเฉินชวนมองเขาด้วยความเป็นห่วง สองลูกพี่ลูกน้องตัวน้อยถือถ้วยข้าวนั่งมองซ้ายมองขวาด้วยความสงสัย

เหนียนฟู่ลี่พูดต่อว่า

“ถ้ายังไม่ได้คิดหรือยังไม่มีที่ไปน้าจะจัดหาให้ แต่อย่ามาบ่นว่าเหนื่อยหรือว่ายาก ถ้าไม่อยากทำก็บอกมาตรงๆแล้วไปหาทางเอง”

เฉินชวนมองเหนียนฟู่ลี่ก่อนจะยิ้มแล้วพูดว่า

“น้าเล็ก นี่รีบไล่ผมไปขนาดนี้เลยเหรอ?”

เหนียนฟู่ลี่ถลึงตาใส่เขาแล้วพูดว่า

“เรียกน้าว่าพอ ไม่ต้องเติมคำว่า ‘เล็ก’”

เขายกมือขึ้นแตะกระเป๋าเสื้ออย่างเคยชิน นิ้วสัมผัสกล่องบุหรี่ แต่พอมองเห็นลูกๆอยู่ตรงนั้นก็ถอนมือออกแล้วขมวดคิ้วพูดว่า

“อย่ามาล้อเล่นให้คำตอบมา พี่ชายแกมีอนาคตไม่ต้องให้ฉันเป็นห่วง ส่วนสองคนนั้นก็ยังเล็กอีกไม่กี่ปีก็ต้องเข้าโรงเรียน บ้านเราจะมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น แกอายุสิบหกแล้วฉันก็ไม่ได้หวังให้แกมาตอบแทนบุญคุณ ขอแค่หาเลี้ยงตัวเองได้ก็พอ จริงไหม?”

เฉินชวนพยักหน้าแล้วตอบ

“น้าพูดถูก”

เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ

“น้าครับ ผมคิดว่าจะหาทางเอง”

“หาทางเอง?”

เหนียนฟู่ลี่จ้องมองเฉินชวนอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า

“เอาสิ ปกติโรงเรียนมีปิดเทอมสองเดือนใช่ไหม? ฉันให้เวลาแกสองเดือน สองเดือนหลังจากนี้แกต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้แล้วฉันก็จะไม่ยุ่งกับเรื่องของแกอีก”

อวี้หว่านอ้าปากเหมือนอยากพูดอะไร แต่ก็เลือกที่จะเงียบ

เฉินชวนตอบ

“ตกลง เอาตามที่น้าพูด”

เหนียนฟู่ลี่มองเฉินชวนตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วพูดว่า

“ตกลงนะ พูดแล้วต้องทำให้ได้”

จากนั้นเขาหยิบตะเกียบขึ้นมา พอเขาเริ่มกินคนทั้งบ้านถึงเริ่มตักข้าวตาม

เฉินชวนเองก็เอื้อมมือไปหยิบตะเกียบ แต่จู่ๆก็รู้สึกอะไรบางอย่าง เขาเงยหน้าขึ้นมองเห็นเด็กหนุ่มที่มีหน้าตาเหมือนเขาทุกกระเบียดนิ้วยืนอยู่ตรงมุมกำแพงจ้องมองเขาด้วยสายตาลึกลับ ขณะที่คนในบ้านยังคงก้มหน้ากินข้าวกันอย่างปกติเหมือนมีเพียงเขาคนเดียวที่มองเห็น

เฉินชวนเบนสายตากลับมาที่จานข้าวแล้วค่อยๆคิดถึงอนาคตไปพร้อมกับการกิน เมื่อทานคำสุดท้ายเสร็จน้าสาวที่คอยจับตามองเขาก็พูดขึ้น

“วางไว้เถอะเดี๋ยวน้าจัดการเอง ตอนนี้รีบไปคิดเรื่องของตัวเองก่อนเถอะ”

เฉินชวนมองหน้าน้าสาวแล้วเหลือบมองเหนียนฟู่ลี่ที่ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ จากนั้นก็วางตะเกียบแล้วพูดว่า

“ได้ครับ ผมขอตัวกลับห้องก่อน”

เหนียนฟู่ลี่คีบกับข้าวเข้าปากเคี้ยวช้าๆไม่พูดอะไร

หลังจากเฉินชวนออกไปอวี้หว่านถอนหายใจแล้วพูดว่า

“เขายังเด็กอยู่”

เหนียนฟู่ลี่พูดเสียงไม่สบอารมณ์

“เด็กอะไรกัน? เขาอายุสิบหกแล้ว ตอนฉันอายุเท่านี้ก็ออกไปรบแล้ว!”

“จ้าๆๆ รู้แล้วว่าเก่ง”

อวี้หว่านลุกขึ้นจากโต๊ะคว้าขวดเหล้ามาเติมให้เหนียนฟู่ลี่แล้วพูดว่า

“ฉันไปดูเด็กๆก่อนนะ”

“ไปเถอะ”

เหนียนฟู่ลี่โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ เขาหยิบแก้วเหล้าขึ้นจิบ ความอบอุ่นแล่นไปทั่วร่าง แต่ในใจก็อดคิดไม่ได้

‘เจ้าเด็กนี่ ดูแปลกไปจากเมื่อก่อน…’

“พ่อ ตอนผมอายุสิบหก พ่อจะไล่ผมออกจากบ้านเหมือนกันไหม?”

เหนียนฟู่ลี่หันไปมองเห็นลูกชายคนเล็ก เหนียนโม่ เงยหน้ามองเขาตาแป๋ว

เหนียนลู่ลูกสาววัยสามขวบพูดเสียงใสว่า

“ต้องไล่แน่ๆ เพราะพี่กินเนื้อเยอะสุดเลย!”

“ผม…ผมไม่ได้กินเยอะขนาดนั้นนะ! พ่อ…”

เหนียนโม่กอดถ้วยข้าวมองเหนียนฟู่ลี่ด้วยสายตาน่าสงสาร

เหนียนฟู่ลี่หัวเราะเสียงดังลูบหัวลูกชายแล้วพูดว่า

“เจ้าเด็กบ๊อง แกเป็นลูกของฉัน ฉันจะปล่อยไปได้ไง? เก้าอี้ใต้ก้นพ่อแกยังมีที่นั่งอยู่เสมอ ไปเปิดวิทยุหน่อย”

“โอเค!”

เหนียนโม่กระโดดลงจากเก้าอี้อย่างร่าเริงแล้ววิ่งตึงตังไปเปิดวิทยุเก่าๆ เสียงซ่าดังขึ้นก่อนจะมีเสียงประกาศข่าวสารต่างๆ

“……ฝ่ายซ่อมบำรุงทางรถไฟแจ้งว่า เนื่องจากเหตุดินโคลนถล่ม การซ่อมแซมเส้นทางที่กำหนดไว้ในช่วงต้นเดือนมิถุนายนจะต้องเลื่อนออกไปอีกครั้ง……”

“เรือนจำฉีกวงมีนักโทษกลุ่มหนึ่งหลบหนี ขณะนี้ทางการได้ออกหมายจับ ผู้ต้องหาหลักได้แก่ ฟางต้าหวี ชายอายุ 35 ปี รูปร่างกำยำ มีประวัติปล้นบ้านและก่อเหตุยิงกันกลางถนนหลายคดี ถงไป่เทา ชาย อายุ 27 ปี…”

“แก๊งเสวี่ยเหินและแก๊งเถี่ยเหลียนเกิดการปะทะกันบริเวณจุดตัดระหว่างสวนสาธารณะซินฉวีกับถนนหมี่ชาง การปะทะส่งผลให้บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บนับสิบราย……”

ในขณะเดียวกันเฉินชวนกลับมาถึงห้องของตัวเอง ห้องนี้เป็นทั้งห้องหนังสือและห้องนอน มีขนาดราว 8-9 ตารางเมตร ขอบหน้าต่างและพื้นไม้สีแดงเก่าถูกทำความสะอาดจนสะอาดเรียบร้อย เฟอร์นิเจอร์ถูกจัดอย่างเป็นระเบียบแสดงให้เห็นว่าเขาจัดและทำความสะอาดอยู่เป็นประจำ

บนผนังติดภาพโปสเตอร์หนังหลายเรื่อง เขามองไปแล้วชื่อภาพยนตร์ก็ผุดขึ้นมาในหัวโดยอัตโนมัติ 《จอมดาบเดียวดาย》《อสูรแห่งยอดเขาสูง》《พิชิตครั้งสุดท้าย》ฯลฯ

เขาเดินไปที่หน้าต่าง พื้นไม้เก่าดังเอี๊ยดอ๊าดทุกย่างก้าว บนมุมโต๊ะเขียนหนังสือเก่าคร่ำวางกรอบรูปอยู่ ภายในเป็นภาพถ่ายของคู่สามีภรรยาหนุ่มสาว ฝ่ายหญิงดูสวยงามอ่อนเยาว์ ฝ่ายชายสูงใหญ่หน้าตาหล่อเหลา เสื้อผ้าของพวกเขาดูดีมีระดับ ทั้งสองส่งยิ้มให้เขาผ่านภาพถ่าย

ทางด้านขวาของโต๊ะมีตู้หนังสือสูงกว่า 2 เมตร เต็มไปด้วยหนังสือมากมาย เมื่อลองกวาดสายตาดู พบว่ามีนอกจากหนังสือเรียนเก่าๆแล้ว ส่วนใหญ่เป็นหนังสืออ่านนอกเวลา เช่น 《การบุกเบิกครั้งใหญ่》《ยุคแห่งการสร้างและปกครอง ปีที่ 15》《ปริศนามาชู》ฯลฯ

เขาพึมพำกับตัวเอง

“น่าเสียดายที่ไม่มีหนังสือ 《บุคลากรสองระบบ ทหารและพลเรือน》หรือ《คู่มือฝึกทหารอาสา》อย่างแย่สุดก็น่าจะมี 《หนึ่งแสนคำถามทำไม》สักเล่มก็ยังดี…”

“เฉินเอ๋อร์ทำอะไรอยู่? เข้าไปได้ไหม?”

เสียงของอวี้หว่านดังขึ้นจากนอกห้อง

“เฉินเอ๋อร์” เป็นชื่อเล่นที่พ่อแม่ของร่างนี้ตั้งให้ ปัจจุบันนอกจากน้าสาวแล้ว ก็มีแต่ลูกพี่ลูกน้องจอมกวนที่เรียกเขาแบบนี้

เฉินชวนตอบ

“เข้ามาได้เลยครับไม่มีอะไร ผมแค่คิดชื่อหัวข้ออยู่”

“จบมัธยมแล้วยังขยันจริงๆ”

อวี้หว่านเดินเข้ามา เธอยังไม่ถึงสี่สิบปี ผิวขาวสะอาด แม้หน้าตาจะธรรมดา แต่ก็ลับดูโดดเด่น ใบหน้าเรียวคม ริมฝีปากแดงระเรื่อ ฟันขาวสะอาด รูปร่างสูงโปร่ง เมื่อยืนคู่กันจะพอสังเกตเห็นความคล้ายคลึงทางใบหน้าระหว่างพวกเขาได้

อวี้หว่านพูดขึ้นว่า

“เฉินเอ๋อร์ เรื่องวันนี้ อย่าไปโกรธน้าเขาเลย เขาเองก็มีเหตุผลของเขา แล้วก็อย่าฝืนตัวเองนะเดี๋ยวฉันจะไปคุยกับเขาอีกที”

เฉินชวนยิ้มแล้วตอบ

“ไม่ต้องห่วงครับ ผมไม่ได้ดื้อดึงนะ จริงๆแล้วผมคิดแผนเอาไว้แล้ว”

อวี้หว่านลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลองถามออกมา

“เฉินเอ๋อร์… เธอคิดจะไปหาคุณหนูตระกูลเมิ่งใช่ไหม?”

เมื่อได้ยินชื่อนี้เฉินชวนก็อดไม่ได้ที่ภาพของหญิงสาวคนหนึ่งจะปรากฏขึ้นมาในความทรงจำของเขา แต่เขาก็ส่ายหัวแล้วตอบ

“ผมไม่ได้ไปหาเธอ”

อวี้หว่านถอนหายใจเบาๆแล้วพูดว่า

“ไม่ไปก็ดีแล้ว ครอบครัวเขาสูงส่งคนรอบตัวก็ชอบถือตัว เธอเองก็หัวดื้อ มิตรภาพวัยเด็กเป็นเพียงอดีต โตขึ้นแล้วคงไปกันไม่ได้”

เฉินชวนยิ้มจางๆแล้วตอบ

“น้าพูดถูก เรื่องในวัยเด็กไม่นับรวม ตอนนี้เวลาจะออกจากบ้านเธอยังมีพ่อบ้านและคนติดตามคอยตามตลอด ผมจะไปทำตัวให้ขายหน้าทำไม?”

เมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนี้ อวี้หว่านก็เบาใจขึ้นมาก เธอหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งขึ้นมาคลี่มันออกช้าๆ ตรงหน้าของเฉินชวน เผยให้เห็นธนบัตรที่เรียงกันเป็นปึก ธนบัตรเหล่านั้นเป็นเงินสกุลเจี้ยนหยวน

บนธนบัตรมีลวดลายภูเขาแม่น้ำเป็นสีฟ้าอ่อน ด้านหน้าเป็นภาพ “หยวนฉยงฟางลู่” ด้านหลังเป็นรวงข้าวและมงกุฎแบบจิ่วหลิวเมี่ยนส่วนลายน้ำเป็นรูปหมวกฟาง

เธอจับมือของเฉินชวนแล้วยัดเงินเหล่านั้นใส่มือเขาพร้อมพูดว่า

“เอาไว้ใช้เถอะไม่ต้องประหยัด ถ้าไม่พอน้ายังมีให้”

เฉินชวนไม่ได้รับไว้ทันที แต่ถามกลับว่า

“น้าเล็กรู้เรื่องนี้หรือเปล่า?”

อวี้หว่านตอบ

“นี่เป็นเงินที่น้าสะสมไว้ให้เธอเอง” จากนั้นเธอก็ตีแขนเขาเบาๆพร้อมกล่าวเตือน

“อย่าเรียกเขาว่าน้าเล็ก เขาไม่ชอบฟัง”

เฉินชวนหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะรับเงินมาแล้วพูดอย่างจริงจังว่า

“น้าสาว เงินนี้ผมขอยืมไว้ก่อน ผมจะคืนให้แน่นอน”

“เฮ้อ… คนในครอบครัวเดียวกันยังจะมาพูดถึงเรื่องคืนไม่คืนอีก”

เมื่อเห็นเฉินชวนเก็บเงินใส่กระเป๋าเรียบร้อยอวี้หว่านก็รู้สึกโล่งใจก่อนจะกล่าวว่า

“น้าไปนอนแล้วนะ เธอเรียนจบแล้วอย่าโหมอ่านหนังสือหนักเกินไป อ่านหนังสือต้องเปิดไฟระวังสายตาจะเสีย”

“ครับ”

อวี้หว่านกำชับอีกสองสามประโยคก่อนจะออกจากห้องไป

เฉินชวนปิดประตูแล้วดึงเชือกโคมไฟที่อยู่ข้างประตู แสงสีเหลืองนวลจากโคมไฟเพดานส่องลงมาทั่วห้อง

เขาเดินไปที่ตู้หนังสือหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาแบบสุ่มแล้วนั่งลงที่ขอบเตียงเปิดอ่านอย่างเพลิดเพลิน

เวลาผ่านไปนานพอสมควรเสียงระฆังของนาฬิกาตั้งพื้นภายนอกดังขึ้นสิบครั้ง

“ดึกแล้ว…”

เนื่องจากพรุ่งนี้เขายังมีเรื่องสำคัญต้องทำเฉินชวนจึงเก็บหนังสือเข้าที่ล้างหน้าล้างตาคร่าวๆแล้วดับไฟเตรียมตัวเข้านอน

แต่ในความมืดมิดนั้น…

เด็กหนุ่มที่หน้าตาเหมือนเขาทุกกระเบียดนิ้วกำลังยืนอยู่ข้างเตียงจ้องมองเขาด้วยสายตาลึกลับ…

ในความฝัน…

เฉินชวนรู้สึกเหมือนตัวเองย้อนกลับไปในชีวิตก่อน หลังจากทำงานมาหลายปีเขาออกเดินทางท่องเที่ยวด้วยการเดินเท้า และระหว่างผ่านเมืองหนึ่ง เขาแวะไปที่พิพิธภัณฑ์ ซึ่งขณะนั้นมีนิทรรศการเกี่ยวกับกระจกโบราณ

เมื่อเขาเดินเข้าไปในห้องโถงด้วยความอยากรู้อยากเห็น สิ่งแรกที่สะดุดตาคือกระจกโค้งขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่บนเพดาน

ในเสี้ยววินาทีที่เขาสบตากับภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกนั้น…

โลกทั้งใบพลันสั่นสะเทือน ภาพทุกอย่างเบลอไป และร่างของเขากลับกลายเป็นทารก เขาเห็นตนเองเติบโตขึ้นจากเด็กทารกเป็นเด็กเล็ก จากเด็กเล็กเป็นเด็กหนุ่ม จนกระทั่งวันหนึ่ง…

รถคันหนึ่งสีฟ้าเทาแล่นผ่านสายตาของเขาและเมื่อเสียงเครื่องยนต์ค่อยๆห่างออกไป ทุกอย่างก็ตกสู่ความมืดมิดสนิท…

แสงอาทิตย์ยามเช้าส่องลอดผ่านช่องหน้าต่าง แหวกม่านราตรีที่ขุ่นมัวออกไป

เฉินชวนลืมตาตื่นขึ้นหันไปมองนาฬิกาปลุกบนหัวเตียง...05.50 น.

เขาส่ายหัวเบาๆก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินออกไปล้างหน้าบ้วนปาก

เหนียนฟู่ลี่ออกไปทำงานแต่เช้าที่กรมตำรวจ เด็กสองคนยังคงหลับสนิท ส่วนอวี้หว่านออกไปตลาดแต่เช้าตรู่ แต่ก่อนออกจากบ้านเธอได้เตรียมอาหารเช้าไว้ให้เขาแล้ว

หลังจากจัดการอาหารเช้าเสร็จเขากลับเข้าห้องไปสวมชุดเครื่องแบบนักเรียนหนึ่งเดียวที่มีอยู่เป็นผ้าวูลสีเทาดำตัดเย็บเรียบร้อยเมื่อนำมาสวมใส่ก็ทำให้ดูภูมิฐานและสุภาพขึ้น

เขาติดกระดุมคอใส่หมวกนักเรียนหันไปตรวจสอบความเรียบร้อยหน้ากระจกบนตู้เสื้อผ้าก่อนจะเดินไปที่ประตูด้านหลัง หยิบกระเป๋าผ้าใบสีเทา คว้ากระบอกน้ำที่เติมน้ำไว้แล้วใส่เข้าไป แล้วเดินออกไปที่ลานหน้าบ้านเพื่อหาจักรยานของตัวเอง

เขาเข็นจักรยานออกจากประตูหน้าบ้านแล้วมองขึ้นไปบนท้องฟ้า แสงอาทิตย์ค่อยๆขึ้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ

“เอาเถอะ ลองทำตามแผนเดิมของเราดูก่อน”

เขาขึ้นคร่อมจักรยานใช้นิ้วโป้งดีดกระดิ่งเสียงใสก่อนจะออกแรงปั่นออกจากตรอกเล็กๆที่พักอาศัย เพียงแค่เลี้ยวผ่านสองหัวมุมถนนเขาก็ออกมาสู่ถนนสายหลัก

เนื่องจากเหนียนฟู่ลี่เป็นหัวหน้าหน่วยสายตรวจของกรมตำรวจย่านนี้ คนที่พักอาศัยในละแวกนี้จึงเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและครอบครัวเสียส่วนใหญ่ ทำให้สภาพแวดล้อมค่อนข้างปลอดภัย ถนนก็กว้างขวาง บรรยากาศโดยรอบร่มรื่นด้วยต้นบูตงที่ปลูกเรียงรายอยู่สองข้างถนน แสงแดดปลายเดือนพฤษภาคมสะท้อนกับใบไม้สีเขียวเข้มทำให้บรรยากาศเช้านี้สดชื่นไม่น้อย

หลังจากปั่นไปตามถนนใหญ่นานกว่าครึ่งชั่วโมงในที่สุดเขาก็มาถึงจัตุรัสกลางเมือง

บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของตึกสูงที่โดดเด่นที่สุดของเมืองหยางจือ อาคารหลายหลังถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ยุคแห่งการบุกเบิกครั้งใหญ่เมื่อราวหกสิบปีก่อน เนื่องจากช่วงเวลานั้นบ้านเมืองยังไม่มั่นคง วัสดุที่ใช้ก่อสร้างจึงแข็งแรงเป็นพิเศษ แม้ว่าจะผ่านไปนาน สีสันของอาคารจะดูเย็นชา แต่ก็แฝงไว้ด้วยความมั่นคงและหนักแน่น

ขณะที่เขารอให้รถรางไฟฟ้าสายหนึ่งแล่นผ่านไป เขาก็สังเกตเห็นกลุ่มคนเจ็ดแปดคนเดินมาจากอีกฝั่งของถนน การแต่งกายของพวกเขาดูไม่น่าไว้ใจนัก

หนึ่งในนั้นรู้สึกไวต่อสายตาที่จับจ้องอยู่ มันหันมามองทันที ดวงตาเต็มไปด้วยความดุดัน แต่เมื่อเห็นกระเป๋าผ้าของเฉินชวน ชายคนนั้นสบถคำหนึ่งก่อนจะถ่มน้ำลายใส่พื้นท่าทางดูแคลนแล้วหันกลับไปเดินต่อ

เฉินชวนไม่ได้สนใจมากนัก เขาปั่นจักรยานผ่านจัตุรัสไปแล้วเลี้ยวเข้าสู่ถนนเป่ยเซี่ยงที่ทอดยาวไปทางทิศเหนือ

ผ่านไปอีกห้านาทีที่ฝั่งตะวันออกของถนนเริ่มเผยให้เห็นมุมหนึ่งของอาคารหลังใหญ่ที่มีชายคางดงาม

เมื่อเข้าใกล้มากขึ้นประตูใหญ่ของสถาบันการศึกษาปรากฏแก่สายตา

ประตูใหญ่แบ่งเป็นสามช่องทาง มีความกว้างถึงร้อยก้าว เหนือซุ้มประตูตรงกลาง มีป้ายหินจารึกอักษรตัวบรรจง  “มหาวิทยาลัยอู่ยี่” ห้าตัวอักษรรูปแบบลายเส้นราวกับจารึกด้วยเหล็กและเงิน

รถยนต์หรูหลายคันวิ่งเข้าออกประตูมหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นระยะ…

เฉินชวนกำเบรกมือแน่นยกเท้าหนึ่งข้างแตะพื้นแล้วหยุดอยู่หน้าหินจารึกข้างประตูมหาวิทยาลัย

บนแผ่นหินนั้นสลักข้อความแนะนำสถานศึกษาไว้ว่า

“มหาวิทยาลัยอู่ยี่ ก่อตั้งขึ้นในปีที่ 15 แห่งยุคเจี้ยนจื้อ และได้รับการเปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการในปีที่ 35 แห่งยุคเดียวกัน อธิการบดีคนแรกคือ เฉิงอวิ๋นไป๋…”

ดวงอาทิตย์ยามเช้าในช่วงเจ็ดถึงแปดโมงสาดส่องลงมายังประตูมหาวิทยาลัยและอาคารโดยรอบ ทำให้บรรยากาศดูสง่างามและทรงเกียรติเป็นพิเศษ

เฉินชวนกวาดสายตามองไปรอบๆราวกับกำลังมองหาอะไรบางอย่าง

สักพักหนึ่งเขาก็เห็นป้ายบอกทางเล็กๆที่อยู่ใกล้กับประตูด้านข้างของมหาวิทยาลัย ตัวอักษรบนป้ายระบุไว้ว่า

“จุดรับสมัครสอบเข้า...ตรงไปตามเส้นทางนี้”

เขาถอนหายใจเบาๆก่อนจะลงจากจักรยาน

แต่ทันทีที่สายตาเหลือบไปทางข้างประตู เขาก็พบกับเงาร่างหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงนั้น...เด็กหนุ่มที่มีหน้าตาเหมือนเขาแทบทุกกระเบียดนิ้ว

ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่งก่อนที่เฉินชวนจะถอนสายตากลับมาอย่างเป็นธรรมชาติ แล้วเข็นจักรยาน เดินตรงเข้าไปในมหาวิทยาลัยทางประตูข้าง……

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 1 เมืองหยางจือ

คัดลอกลิงก์แล้ว