- หน้าแรก
- ข้าเลือกมีชีวิต
- บทที่ 25 พรสวรรค์อันน่าอดสู
บทที่ 25 พรสวรรค์อันน่าอดสู
บทที่ 25 พรสวรรค์อันน่าอดสู
"อะไรกัน นี่เจ้าคิดว่าตบะของศิษย์พี่เจ้าต่ำต้อยเกินไปอย่างนั้นรึ? ถ้าไม่ติดว่าเป็นศิษย์อาจารย์เดียวกัน ข้าคงต้องสั่งสอนเจ้าสักหน่อยแล้ว!" หลิวหยวนไป๋กล่าวด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์
อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังอุตส่าห์อธิบายไขข้อข้องใจของศิษย์ผู้น้องอย่างอดทน "เจ้าคิดว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างฐานเป็นเหมือนผักกาดขาวที่นึกจะส่งใครออกมาก็ได้หรือไง?" "ศิษย์พี่ศิษย์น้องส่วนใหญ่ในสำนักห้าบัญญัติที่มีระดับสร้างฐานขั้นกลางขึ้นไป ล้วนต้องไปประจำการอยู่ที่สาขาอื่น เบื้องบนเขามีเหตุผลของเขาที่ไม่ส่งคนเหล่านั้นออกมา"
"ข้อแรก พวกเขากลัวข่าวรั่วไหล ทำให้สำนักกระบี่บินรู้ตัวและมาชิง 'คัมภีร์วิถีควบคุมอัคคี' ไปก่อน ข้อสอง พวกเขากังวลว่าการรุกล้ำเข้าไปในอาณาเขตของสำนักกระบี่บินอาจถูกผู้ไม่หวังดีจับสังเกตได้และนำไปสู่กับดัก" "เพราะผู้ที่มีระดับสร้างฐานขั้นกลางขึ้นไป ถือว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติในการก่อเกิด 'จินตาน' ใครจะไปรู้ว่าสำนักกระบี่บินจะวางแผนร้ายอะไรไว้" "สำหรับศิษย์อย่างข้าที่อยู่แค่ระดับสร้างฐานขั้นต้น ต่อให้ถูกจับได้ ก็ยังมีช่องทางให้เจรจาต่อรองกันได้บ้าง"
หลังจากฟังคำอธิบายของหลิวหยวนไป๋ หลี่ซานซื่อจึงได้ตระหนักถึงความอันตรายของภารกิจลับครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ต้องเผชิญหน้ากับถานฮว่าเซิ่งที่ถูกความแค้นขับดันจนแทบคลุ้มคลั่ง แต่ยังต้องคอยระวังการตลบหลังจาสำนักกระบี่บินอีกด้วย นี่มันงานช้างชัดๆ ก่อนหน้านี้เขาดันหลงคิดว่าเป็นงานหมูได้ลาภลอยเสียอีก!
เมื่อเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด หลี่ซานซื่อก็เริ่มลังเลใจ แต่เขายังคงรักษาท่าทีเอาไว้และกล่าวว่า: "ศิษย์พี่ ในเมื่อถานฮว่าเซิ่งหนีไปแล้ว สิ่งที่เราทำอยู่ก็ไร้ความหมาย เราควรจะรายงานกลับไปยังผู้อาวุโสของสำนักหรือไม่? ให้พวกเขาหาวิธีอื่นจัดการแทน"
เมื่อหลิวหยวนไป๋ได้ยินดังนั้น เขาก็รู้ทันทีว่าหลี่ซานซื่อเริ่มถอดใจ แต่เขาก็ไม่ได้พูดเปิดโปงออกมา จากสถานการณ์ปัจจุบัน ความคิดของหลี่ซานซื่อก็มีเหตุผลอยู่บ้าง เพราะหลังจากได้เผชิญหน้ากับถานฮว่าเซิ่งจังๆ พวกเขาถึงได้รู้ว่าระดับพลังของมันไม่ได้ลดลงอย่างที่อาจารย์อาบอกไว้ แต่มันคือผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างฐานของจริง!
ครั้งนี้ทางสำนักส่งศิษย์ระดับสร้างฐานมาห้าคน และผู้บำเพ็ญเพียรระดับรวบรวมลมปราณอีกจำนวนหนึ่งเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ศิษย์ระดับสร้างฐานนั้นยังพอเอาตัวรอดได้ แต่หากศิษย์น้องระดับรวบรวมลมปราณพวกนี้ไปเจอถานฮว่าเซิ่งเข้า ก็เท่ากับเดินไปหาความตายชัดๆ
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หลิวหยวนไป๋ก็กล่าวว่า "สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ถานฮว่าเซิ่งฟื้นฟูตบะระดับสร้างฐานกลับมาได้ ภารกิจนี้อันตรายเกินไปสำหรับพวกเจ้าที่เป็นศิษย์ระดับรวบรวมลมปราณ" "เอาอย่างนี้ เจ้ากลับสำนักไปก่อนแล้วนำข่าวนี้ไปแจ้ง ข้าจะลองติดต่อซือถูเชี่ยนเชี่ยนกับคนอื่นๆ ดูเผื่อจะมีโอกาสลอบโจมตีถานฮว่าเซิ่งได้อีกครั้ง"
ซือถูเชี่ยนเชี่ยนก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างฐานของสำนักห้าบัญญัติ ถือว่าเป็นศิษย์พี่หญิงของหลี่ซานซื่อ หลี่ซานซื่อรู้ดีว่าหลิวหยวนไป๋ต้องการรวมกลุ่มกับศิษย์ระดับสร้างฐานคนอื่นเพื่อล้อมจับถานฮว่าเซิ่ง และถือโอกาสส่งศิษย์ระดับรวบรวมลมปราณคนอื่นๆ กลับสำนักไปพร้อมกัน
แต่หลี่ซานซื่อไม่ได้คาดหวังอะไรกับเรื่องนี้เลย ขนาดอยู่ในถิ่นของสำนักห้าบัญญัติแท้ๆ พวกเขายังจับตัวถานฮว่าเซิ่งไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับตอนนี้ หากไม่ใช่เพราะโชคช่วยที่ไปเจอผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่างคนนั้น พวกเขาอาจจะยังหาเบาะแสของถานฮว่าเซิ่งไม่เจอด้วยซ้ำ
เมื่อนึกถึงผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่างคนนั้นที่กำลังเก็บตัวฝึกวิชาอยู่ในเมือง หลี่ซานซื่อก็ถามออกไปราวกับถูกผีสิง "ศิษย์พี่ แล้วผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่างที่ข้าเล่าให้ฟังคนนั้นล่ะ?" "เจ้าหมายถึงเจ้าตัวเล็กที่ได้คัมภีร์วิถีควบคุมอัคคีไปน่ะรึ? เจ้ายังไม่ได้จัดการมันอีกหรือ?"
จางเสี่ยวไป๋มีตบะแค่ระดับรวบรวมลมปราณขั้นสาม ส่วนหลี่ซานซื่ออยู่ขั้นหก หลิวหยวนไป๋จึงคิดเอาเองว่าในเมื่อหลี่ซานซื่อมาพบเขาได้ ก็คงจัดการปัญหาเล็กๆ นั่นไปเรียบร้อยแล้ว ไม่นึกเลยว่าเจ้าเด็กนั่นจะยังคงมีชีวิตอยู่
เมื่อเห็นสีหน้าฉงนของหลิวหยวนไป๋ หลี่ซานซื่อจึงเล่าเหตุการณ์ซ้ำอีกรอบพร้อมกับบอกข้อสันนิษฐานของตนเอง หลิวหยวนไป๋พิจารณาอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าคงต้องเหนื่อยหน่อยแล้ว อีกสองสามวันหลังจากที่เจ้าตัวเล็กนั่นทะลวงขั้นสำเร็จ เจ้าค่อยไปจัดการมันให้เรียบร้อยก่อนกลับสำนัก" "ไม่ลำบากหรอกขอรับ ไม่ลำบากเลย นี่เป็นสิ่งที่ข้าควรทำอยู่แล้ว"
หลี่ซานซื่อพูดว่าไม่ลำบาก แต่ในใจอยากจะตบปากตัวเองสักฉาด ทำไมถึงต้องหาเรื่องใส่ตัวด้วยนะ? เกิดเจ้าเด็กนั่นยังมีช่องทางติดต่อกับถานฮว่าเซิ่งอยู่ล่ะ? เขาไม่เท่ากับเอาตัวเองไปเสี่ยงตายรึ?!
อย่างไรก็ตาม หลี่ซานซื่อก็ไม่ได้กังวลเรื่องนี้นัก พวกศิษย์สำนักใหญ่มักจะถือตัวว่าเหนือกว่าและไม่เคยมองเห็นหัวผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่างอยู่แล้ว ถานฮว่าเซิ่งเองก็เช่นกัน แต่คำโบราณว่าไว้ 'กันไว้ดีกว่าแก้' เผื่อถานฮว่าเซิ่งเกิดบ้าดีเดือดอะไรขึ้นมาอีกล่ะ?
หลี่ซานซื่อตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะพักอยู่ในเมืองเซียวเหยาเพื่อเฝ้าสังเกตการณ์ และตั้งใจจะกำจัด 'ตัวปัญหา' นี้ให้เร็วที่สุด "เจ้ากลับไปรอที่เมืองเซียวเหยาสักสองวัน ข้าจะรับหน้าที่ติดต่อคนอื่นๆ ในสำนักเอง" "ไม่ต้องห่วง หากข้าไม่เจอตัวถานฮว่าเซิ่งในสองวันนี้ ข้าก็จะกลับมาเหมือนกัน เรื่องของหลิวอ้าวเทียนยังต้องสะสางให้เรียบร้อย"
หลิวหยวนไป๋อธิบายสั้นๆ บอกให้ศิษย์น้องไม่ต้องกังวลมากเกินไป ถานฮว่าเซิ่งถูกเจอตัวในเมืองเซียวเหยาแล้ว โอกาสที่มันจะย้อนกลับมาที่นี่แทบจะเป็นศูนย์
"ศิษย์พี่ แล้วศิษย์พี่หญิงซือถูและคนอื่นๆ จะมาช่วยด้วยไหม?" หลี่ซานซื่อถาม "ไม่หรอก เป้าหมายหลักของเรายังคงเป็นการขโมย 'เมล็ดพันธุ์กระบี่' หากคนมากันเยอะเกินไปจะทำให้สำนักควบคุมสัตว์อสูรสงสัยเอาได้ อย่าคิดมากเลย เจ้าแค่ตั้งใจจัดการเจ้าตัวเล็กนั่นก็พอ" "อืม ตกลงขอรับ"
เมื่อมองส่งแสงเหาะเหินของหลิวหยวนไป๋ลับตาไป หลี่ซานซื่อก็มุ่งหน้ากลับเข้าเมืองเซียวเหยา ทันทีที่เข้าเมือง เขาก็เช่าถ้ำเซียนเพื่อเฝ้าดูความเคลื่อนไหวของจางเสี่ยวไป๋ตลอดเวลา ......
สามวันผ่านไปในพริบตา เมื่อเห็นว่าระบบยังไม่มอบรางวัลภารกิจให้ จางเสี่ยวไป๋จึงตัดสินใจต่ออายุเช่าถ้ำเซียนไปอีกสามวัน ตอนนี้ทรัพย์สินของจางเสี่ยวไป๋เกลี้ยงกระเป๋าแล้ว หากอีกสามวันปัญหายังไม่คลี่คลาย เขาคงต้องไปที่ห้างข้าวตระกูลสวีเพื่อแลกข้าววิญญาณ 260 จินที่เก็บไว้เป็นหินปราณ การเอาข้าววิญญาณไปแลกหินปราณโดยตรงนั้นขาดทุนย่อยยับ แต่คงเป็นทางเลือกสุดท้ายแล้ว มีเพียงการรักษาชีวิตรอดเท่านั้น จึงจะมีอนาคต
หลังจากผ่านไปสามวัน เขายังไม่สามารถกลั่นเมล็ดพันธุ์แห่งไฟได้สำเร็จ นั่นทำให้จางเสี่ยวไป๋ตระหนักได้อีกครั้งว่า... พรสวรรค์ของเขามันช่างน่าอนาถจริงๆ
ต้องรู้ก่อนว่า ตามที่ระบุในคัมภีร์วิถีควบคุมอัคคี ผู้บำเพ็ญเพียรที่มีพรสวรรค์ระดับทั่วไปมักจะใช้เวลาประมาณสามถึงห้าวันในการกลั่นเมล็ดพันธุ์แห่งไฟ หากอยู่ในที่ที่มีปราณวิญญาณหนาแน่น ผลลัพธ์ก็จะดียิ่งขึ้นไปอีกสองเท่าตัว
จางเสี่ยวไป๋ไม่รู้ว่าปราณวิญญาณในถ้ำเซียนระดับ ‘ติง’ นี้ถือว่าหนาแน่นไหม แต่อย่างน้อยมันก็เข้มข้นกว่าที่บ้านของเขาถึงสิบเท่า การฝึกตนในสภาพแวดล้อมเช่นนี้แล้วยังกลั่นเมล็ดพันธุ์แห่งไฟไม่ได้ ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ถึงความห่วยแตกของพรสวรรค์เขาแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น จางเสี่ยวไป๋จำได้แม่น ระบบเคยให้รางวัลเป็นค่าความเข้าใจ 3 แต้ม และโครงสร้างกระดูก 2 แต้มแก่เขาแล้ว ขนาดมีตัวช่วยขนาดนี้ เขาก็ยัง...
"มิน่าล่ะ ข้ามีชีวิตมาตั้งยี่สิบกว่าปีแต่ตบะยังอยู่แค่ระดับรวบรวมลมปราณขั้นสาม" "พรสวรรค์ของร่างนี้มันจะแย่ขนาดไหนกันเชียว..." จางเสี่ยวไป๋ถอนหายใจออกมาเบาๆ