- หน้าแรก
- เส้นทางมหาเต๋าข้า เริ่มจากการตุ๋นมหาวิหคคุนเผิงกิน
- บทที่ 4 ศิษย์แห่งมหาปราชญ์ ซานเซียวเหนียงเหนียงมาเยือน
บทที่ 4 ศิษย์แห่งมหาปราชญ์ ซานเซียวเหนียงเหนียงมาเยือน
บทที่ 4 ศิษย์แห่งมหาปราชญ์ ซานเซียวเหนียงเหนียงมาเยือน
บทที่ 4 ศิษย์แห่งมหาปราชญ์ ซานเซียวเหนียงเหนียงมาเยือน
สตรีทั้งสามนางนี้ แต่ละนางล้วนมีรูปโฉมที่ไม่ด้อยไปกว่าซีหวังหมู่ เป็นความงามอันเลิศล้ำที่สามารถล่มเมืองได้
หากอยู่ในภพก่อนของหลินเซวียน พวกนางล้วนอยู่ในระดับเทพธิดาแห่งชาติ เกรงว่ารอบกายคงมีบุรุษผู้มั่งคั่งนับไม่ถ้วนห้อมล้อมอยู่เป็นแน่
แต่ทว่า ในขณะนี้ สามโฉมงามกลับกัดฟันกรอด กำหมัดแน่น
ซานเซียวเหนียงเหนียงและซีหวังหมู่เป็นสหายสนิท เมื่อได้ยินว่าปรมาจารย์อสูรคุนเผิงกำลังไล่ล่าซีหวังหมู่ พวกนางก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง นำของวิเศษสามชิ้นอันเลื่องชื่อและทรงอานุภาพในมหาสงครามสถาปนาเทพ ได้แก่ ถังทองคำบรรพกาล กรรไกรพญามังกรทอง และมุกแทงเนตรออกมา หมายจะตัดสินชี้ขาดกับปรมาจารย์อสูรคุนเผิงให้รู้แล้วรู้รอด
“ดูนั่น! บนเขาเหมยซานมีเรือนน้อยหลังหนึ่ง ดูเหมือนจะค่อนข้างพิเศษ มีควันจากการหุงหาอาหารลอยอ้อยอิ่ง หอมยิ่งนัก!”
ปี้เซียวผู้อายุน้อยที่สุด ขมวดจมูกน้อยๆ น่ารักของนาง พลางชี้ไปยังเรือนของหลินเซวียน
“ไป! ไปดูกัน!”
อวิ๋นเซียวเป็นพี่ใหญ่สุดในสามพี่น้อง เมื่อหาซีหวังหมู่ไม่พบ ในใจร้อนรุ่มดั่งไฟเผา จึงตัดสินใจทันที
ขณะนั้นหลินเซวียนกำลังอิ่มหนำสำราญกับซีหวังหมู่ สองคนหนึ่งสุนัข กินกันอย่างมีความสุข
“ข้าอิ่มแล้ว ขอบคุณคุณชายที่เลี้ยงดู!”
ซีหวังหมู่รู้สึกว่าทั่วร่างของนางกำลังเปล่งประกายรัศมี แม้แต่ลมหายใจเข้าออกก็ยังมีแสงแห่งทิพย์ไหลเวียน นางรู้ดีว่าตนเองกินเนื้อคุนเผิงนี้เข้าไปมากเกิน พลังที่เหลืออยู่มีมากเกินควร หากกินต่อไปอีก เกรงว่าจะเป็นการเร่งรัดเกินงาม ทำลายรากฐานของตนเองได้
หลินเซวียนชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วมองออกไปนอกลานเรือน บัดนี้ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลงแล้ว
มีเสียงคำรามของสัตว์ป่าดังมาเป็นระยะ
หลินเซวียนรู้สึกว้าเหว่เล็กน้อย สิบปีมานี้เขาไม่ได้ติดต่อกับผู้ใด ในที่สุดก็มีแขกมาเยือน แต่ก็กำลังจะจากไปเสียแล้ว...
มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า ย่อมหลีกเลี่ยงความโดดเดี่ยวไม่ได้
“ฟ้ามืดแล้ว บนเขาเหมยซานไม่ปลอดภัย ว่ากันว่ามีปีศาจปรากฏกาย หากแม่นางซีเอ๋อร์ไม่รังเกียจ ค้างแรมที่นี่สักคืนดีหรือไม่? วางใจเถิด คนแซ่หลินผู้นี้ไม่ใช่คนชั่วร้าย เพียงแต่เป็นห่วงความปลอดภัยของเจ้าเท่านั้น”
หลินเซวียนเช็ดปาก ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงใจ
เขาเป็นบุรุษซื่อตรงที่ไม่ประสีประสาเรื่องความรัก ทั้งยังอยู่คนเดียวมาสิบปี ยิ่งไม่รู้วิธีพูดคุยกับสตรีแห่งแดนบรรพกาล บัดนี้จึงได้พูดกับซีหวังหมู่ด้วยน้ำเสียงเช่นนี้
แม้แต่ในภพก่อน คำพูดเช่นนี้ย่อมเป็นวาจาของคนเจ้าชู้จำพวก “ขอแค่ถูไถ ไม่ใส่เข้าไปข้างใน”
แต่ในใจของหลินเซวียนนั้น เขาเป็นห่วงความปลอดภัยของซีหวังหมู่จริงๆ
หากเป็นสตรีแห่งแดนบรรพกาลคนอื่น เกรงว่าคงจะลงมือกับหลินเซวียนไปแล้ว พร้อมกับตวาดด่าว่า “เจ้าคนลามก! ไร้ยางอาย!”
แต่ใบหน้าของซีหวังหมู่กลับแดงระเรื่อขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อนึกถึงสามีของตนที่ตายไปไม่รู้กี่ปีแล้ว หัวใจดวงนี้พลันเต้นระรัวไม่หยุด...
“ท่านผู้อาวุโสสมกับเป็นท่านผู้อาวุโส ช่างตรงไปตรงเสียจริง ข้า... ข้าไม่รู้จะตอบอย่างไรดี...”
ซีหวังหมู่ก้มหน้าลง เริ่มบิดชายเสื้อของตน
หลินเซวียนขมวดคิ้ว สตรีนางนี้เป็นอะไรไป? หรือว่ากินเนื้อไก่จนสติฟั่นเฟือนไปแล้ว?
“พี่ใหญ่ อยู่ที่นี่! อยู่ที่นี่! นางปลอดภัยดี!”
ประตูไม้ของลานเรือนถูกผลักเปิดออก สตรีในอาภรณ์สีเขียวสดใสน่ารักนางหนึ่งเห็นซีหวังหมู่ ก็ร้องเรียกด้วยความดีใจ
ในไม่ช้า เบื้องหลังของนางก็มีโฉมงามอีกสองนางตามเข้ามา
หลินเซวียนเห็นคนทั้งสามก็ชะงักไปเล็กน้อย โฉมงามอีกสามคน! วันนี้เป็นวันอะไรกัน? เหล่าโฉมงามนัดกันมาเล่นไพ่นกกระจอกที่นี่รึ?
ซีหวังหมู่หันกลับไป ก็เห็นว่าเป็นซานเซียวเหนียงเหนียงแห่งลัทธิเจี๋ย
นางชะงักไปเล็กน้อย
ซานเซียวเหนียงเหนียงเป็นศิษย์ของมหาปราชญ์ นับเป็นศิษย์สายตรง ปกติแล้วรอบกายจะมีกลิ่นอายแห่งเซียนห้อมล้อม ร่างธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ เหตุใดวันนี้ในลานเรือนน้อยแห่งนี้ กลับดูเหมือนสตรีธรรมดาสามคน
ซานเซียวเหนียงเหนียงเห็นซีหวังหมู่ปลอดภัยดี ก็ดีใจอย่างยิ่ง เอ่ยขึ้นพร้อมกันว่า “ซี...”
“ไม่ได้การ! จะปล่อยให้พวกนางทำลายการสัมผัสชีวิตปุถุชนของท่านผู้อาวุโสไม่ได้ ที่นี่ ต้องเรียกชื่อแบบปุถุชนเท่านั้น!”
ในใจของซีหวังหมู่พลันตื่นตัว นางรีบส่งกระแสจิตไปก่อน ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า
“พี่น้องทั้งสามก็มาด้วยรึ? ใช่แล้ว ข้าซีเอ๋อร์เอง!”
จากนั้น ซีหวังหมู่ก็ส่งกระแสจิตไปยังซานเซียวเหนียงเหนียงอย่างบ้าคลั่ง
นางบอกซานเซียวเหนียงเหนียงว่า หลินเซวียนที่อยู่เบื้องหน้านี้ คือผู้ที่มีตัวตนเทียบเท่ากับหงจวิน กำลังสัมผัสชีวิตปุถุชน ห้ามเปิดโปงเป็นอันขาด หากทำให้ยอดฝีมือผู้นี้โกรธเคือง ผลที่ตามมาย่อมร้ายแรงเกินกว่าจะคาดคิด
ซานเซียวเหนียงเหนียงมองดูหลินเซวียน ทั่วทั้งร่างธรรมดาสามัญ ราวกับเป็นปุถุชน!
ไม่สิ เขาคือปุถุชนคนหนึ่ง
แต่ในไม่ช้า สีหน้าของซานเซียวเหนียงเหนียงก็เริ่มเปลี่ยนไป!
นั่นเพราะปราณวิญญาณ ณ ที่แห่งนี้หนาแน่นเหลือเกิน แม้แต่เกาะจินอ๋าวของทงเทียนเจี้ยวจู่ซือจุนก็ยังเทียบไม่ได้
“สถานที่แห่งนี้เหนือกว่าสถานธรรมของมหาปราชญ์ คนผู้นี้จะเป็นปุถุชนได้อย่างไร! นี่คือการหวนคืนสู่สามัญ!”
สามพี่น้องสบตากัน ต่างก็เห็นความตกตะลึงในแววตาของกันและกัน
“ผู้มาเยือนล้วนเป็นแขก แม่นางทั้งสามกินอะไรมาแล้วหรือยัง?”
หลินเซวียนยิ้มบางๆ แต่ในใจกลับมีความสุข สิบปีที่ผ่านมาไม่มีผู้ใดมาเยือน วันนี้สี่โฉมงามมาพร้อมหน้า เขา... รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย!
ซานเซียวยังไม่ทันได้สติจากความตกตะลึง ก็ส่ายหน้าไปโดยไม่รู้ตัว
กินแล้วหรือยัง? ยังไม่ได้กินจริงๆ พวกนางไม่ได้กินอะไรมากี่พันปีแล้วนะ...
“เชิญนั่งก่อน! ลองชิมฝีมือของข้าดู วันนี้พวกเจ้าโชคดี ข้าเพิ่งจะยิงวิหคยักษ์มาได้ตัวหนึ่ง!”
หลินเซวียนโบกมือ เชิญชวนสามสาวให้นั่งลง
ซีหวังหมู่รีบส่งสายตาเป็นนัย: อย่าได้ทำให้ยอดฝีมือผู้นี้โกรธเคือง
สามพี่น้องสูดลมหายใจลึก แล้วเอ่ยขึ้นว่า
“ขอบคุณคุณชายที่เลี้ยงดู!”
สามพี่น้องนั่งลง เห็นเนื้อไก่สีขาวจานใหญ่ ในใจนึกรู้สึกสงสัยเล็กน้อย
“พี่ใหญ่ เนื้อไก่นี้ดูแปลกพิกล บนหนังมีลายคล้ายเกล็ดปลา ดูคล้ายทั้งสัตว์ปีกและสัตว์ทะเล”
ปี้เซียวมองดูเนื้อไก่ แล้วส่งกระแสจิตพูดกับพี่สาวทั้งสอง
“ในตำนานเล่าว่า คุนเผิงเมื่อแรกเกิดในน้ำคือคุน เมื่อเติบใหญ่กางปีกคือเผิง ลวดลายบนเนื้อไก่นี้ คล้ายคลึงกับคุนเผิงอยู่บ้าง”
อวิ๋นเซียวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วส่งกระแสจิตตอบกลับ
คุนเผิง? หรือว่าคุนเผิงจะถูกนำมาทำเป็นอาหาร? นั่นคือปรมาจารย์แห่งหมื่นอสูรเชียวนะ!
สามพี่น้องตกตะลึง!
“ไม่มีทางเป็นคุนเผิงไปได้! พี่ใหญ่พูดเล่นแล้ว ยอดฝีมือระดับกึ่งมหาปราชญ์ ถูกนำมาทำเป็นอาหาร แม้แต่ในความฝันก็ยังไม่กล้าคิดเช่นนี้”
ฉงเซียว(คนรอง) ยิ้มเล็กน้อย แล้วส่งกระแสจิตพูดกับพี่น้องทั้งสอง
จากนั้น ฉงเซียวก็คีบเนื้อไก่ชิ้นหนึ่งขึ้นมา สีสันน่ากิน กลิ่นหอมเย้ายวน แม้พวกนางจะอดอาหารมานานหลายปี ก็อดรู้สึกอยากอาหารขึ้นมามิได้
“อย่าได้เกรงใจ รีบกินเถิด คนแซ่หลินผู้นี้มั่นใจในฝีมือของตนเอง”
หลินเซวียนยิ้มบางๆ
สามพี่น้องก็เริ่มคีบไก่ตุ๋นจานนี้
“จริงสิ ซีเอ๋อร์ ได้ยินว่าเจ้าถูก... คนชั่วไล่ล่า แล้วคนชั่วผู้นั้นเล่า?”
ฉงเซียวคีบเนื้อไก่ขึ้นมา พลางเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจ
คนชั่วผู้นั้นย่อมหมายถึงปรมาจารย์อสูรคุนเผิง เพียงแต่มีหลินเซวียนอยู่ด้วย ฉงเซียวจึงใช้คำว่าคนชั่วแทน
“คนชั่วผู้นั้น... บังเอิญมาเจอคุณชายหลินกำลังล่าสัตว์อยู่พอดี เลยตกใจหนีไป โชคดีที่มีคุณชายหลิน มิเช่นนั้นวันนี้ซีเอ๋อร์คงแย่แน่!”
ซีหวังหมู่เอ่ยขึ้น แล้วส่งสายตาขอบคุณไปยังหลินเซวียน
เมื่อสามพี่น้องได้ยินดังนั้น ก็เข้าใจในทันที
ที่แท้ก็เป็นหลินเซวียนที่ขับไล่ปรมาจารย์อสูรคุนเผิงไปสินะ?
คงมีเพียงยอดฝีมือที่หยั่งลึกมิได้เช่นหลินเซวียนเท่านั้น ที่สามารถเอาชนะปรมาจารย์อสูรคุนเผิงได้อย่างง่ายดาย
ฉงเซียวก็ไม่ได้คิดอะไรมาก นำเนื้อไก่ชิ้นหนึ่งเข้าปาก
ปรมาจารย์อสูรคุนเผิง (สิ้นชีพแล้ว): ยังจะถามอีกรึว่าข้าอยู่ที่ไหน? ข้าอยู่ในตะเกียบของเจ้า อยู่ในปากของเจ้า และกำลังจะเข้าไปอยู่ในกระเพาะของเจ้าแล้วนี่ไง!?