เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 24 หงจวินถูก "ถีบ" จนตื่น, อุทานลั่นบทละครผิดเพี้ยนไปหมดแล้ว!

บทที่ 24 หงจวินถูก "ถีบ" จนตื่น, อุทานลั่นบทละครผิดเพี้ยนไปหมดแล้ว!

บทที่ 24 หงจวินถูก "ถีบ" จนตื่น, อุทานลั่นบทละครผิดเพี้ยนไปหมดแล้ว!


บทที่ 24 หงจวินถูก "ถีบ" จนตื่น, อุทานลั่นบทละครผิดเพี้ยนไปหมดแล้ว!

"ยินดีกับท่านพี่ด้วย ที่ได้รับรากวิญญาณล้ำค่าเช่นนี้!"

"ยินดีกับสหายเต๋าด้วย!"

เมื่อเห็นตี้จวินเก็บต้นผลดาราบรรจบโจวเทียนเข้ากระเป๋า ไม่ว่าจะเป็นไท่อี หรือสองเทพธิดาซีเหอและฉางซี ต่างก็ร่วมแสดงความยินดีกับตี้จวินจากใจจริง ความจริงพวกเขารู้ดีอยู่แก่ใจว่า ต่อให้ไม่มีพวกเขาคอยช่วย ตี้จวินก็สามารถสังหารดวงจิตที่หลงเหลือของจ้าวแห่งดวงดาวจื่อเวย และครอบครองยอดรากวิญญาณต้นนี้ได้ด้วยตัวคนเดียวอยู่แล้ว

นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับตี้จวิน ก็เป็นเครื่องการันตีว่าพวกเขาจะไม่ผิดใจกันเพียงเพราะรากวิญญาณต้นเดียว

สำหรับไท่อี ขนาดระฆังแห่งความโกลาหลที่เป็นสมบัติระดับสัจธรรม เขายังกล้าให้ตี้จวินยืมใช้ ต้นผลดาราฯ แม้จะล้ำค่า แต่เมื่อเทียบกับระฆังแล้ว ยังห่างชั้นกันไกล

ส่วนซีเหอและฉางซี หลังจากได้ติดตามตี้จวินมาระยะหนึ่ง พวกนางก็ตกอยู่ในภวังค์แห่งความเสน่ห์หา ทั้งรูปลักษณ์อันหล่อเหลาดุจเทพเจ้า และความสง่างามในทุกอริยาบถของตี้จวิน ได้ดึงดูดใจพวกนางให้ถลำลึกลงไปเรื่อยๆ

ในหลายๆ ครั้ง สตรีเป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาด ยามที่นางไร้ใจ ต่อให้ชายหนุ่มผู้ภักดีนับพันนับหมื่น

มาตายลงตรงหน้า นางก็คงไม่แม้แต่จะชายตามอง แต่ยามที่นางมีใจ ต่อให้ท่านทรยศคนทั้งโลก นางก็พร้อมจะยืนเคียงข้างท่านโดยไม่ลังเล

เปรียบกับยุคปัจจุบันก็คือ ถ้าท่านลงมือฆ่าคน นางนี่แหละที่จะเป็นคนช่วยขุดหลุมฝังศพให้ เรื่องพรรค์นี้มีให้เห็นบ่อยไปในคดีอาชญากรรม

ย้อนกลับมาที่ซีเหอและฉางซี เมื่อหัวใจของพวกนางถูกเงาของตี้จวินยึดครองจนเต็มพื้นที่แล้ว อย่าว่าแต่ต้นผลดาราฯ เลย ต่อให้ตอนนี้ตี้จวินเอ่ยปากขอปิ่นปักผมสังหารวิญญาณ หรือขวดวารีลึกลับจากมือพวกนาง พวกนางก็คงยินดีประเคนให้ด้วยสองมือ

ด้วยเหตุนี้ เหตุการณ์ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งภายในกลุ่ม หรือถึงขั้นแตกหัก จึงได้รับการแก้ไขอย่างง่ายดาย

เรื่องราวหลังจากนั้นก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น ในเมื่อดวงจิตที่หลงเหลือของจ้าวแห่งดวงดาวจื่อเวยได้ดับสูญไปแล้ว การหลอมรวมแกนกลางดวงดาวจื่อเวยของตี้จวิน จึงไร้ซึ่งอุปสรรคใดๆ ขวางกั้น

หนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง บางทีอาจเป็นเพราะความชำนาญ การหลอมรวมครั้งนี้จึงรวดเร็วกว่าตอนหลอมรวมดาวไท่อินเสียอีก ใช้เวลาเพียงครึ่งปี ตี้จวินก็หลอมรวมแกนกลางดวงดาวจื่อเวยได้สำเร็จ

วินาทีนี้ ตี้จวินสัมผัสได้ว่าโชคชะตาของตนกำลังพุ่งทะยานขึ้นอย่างบ้าคลั่งราวกับระเบิด เพียงแต่พลังตบะของตี้จวินในตอนนี้ยังถือว่าไม่เพียงพอ แน่นอนว่าคำว่าไม่เพียงพอนี้ เป็นการเปรียบเทียบกับมาตรฐานของเทียนเต๋า

สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ ณ เวลานี้ ภายในวังจื่อเซียว หงจวินลืมตาโพลงขึ้นมาอย่างกะทันหัน สะดุ้งตื่นจากการเข้าฌานบำเพ็ญเพียรอันยาวนาน

ช่วยไม่ได้ ครั้งนี้เขาแทบจะเรียกว่าโดนเทียนเต๋าถีบจนตื่นเลยก็ว่าได้ และไม่นาน เขาก็เข้าใจสาเหตุที่เทียนเต๋าถึงได้เกรี้ยวกราดขนาดนี้

"ไม่ถูกต้อง บทละครนี้มันผิดเพี้ยนไปหมดแล้ว! อ๊ากกก!"

"ตี้จวินถือกำเนิดเร็วขนาดนี้เชียวรึ? เร็วกว่าพวกซานชิงถึงสิบหยวนฮุ่ย? นี่มันเรื่องบ้าบอชัดๆ!"

"แล้วไอ้ฉายาเทพสุริยันกับวีรกรรมกวาดล้างสัตว์ร้ายนี่มันคืออะไร? เรื่องนี้มันควรจะเกิดขึ้นหลังจากที่เทพอสูรโดยกำเนิดทั้งหมดถือกำเนิดแล้ว และร่วมมือกันกำจัดไม่ใช่หรือ?"

"ใช่! ในบทเดิม สองพี่น้องตี้จวินและไท่อีต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจในศึกนี้อย่างหนัก ถึงได้รับการยอมรับจากสรรพชีวิตในหงฮวง และปูทางสู่การก่อตั้งศาลสวรรค์เผ่าเยาในอนาคต แต่ไหงตอนนี้กลายเป็นตี้จวินฉายเดี่ยว ไล่ฆ่าล้างโคตรสัตว์ร้ายจนเกลี้ยงแบบนี้ล่ะ?"

"แถมตอนนี้ ไม่เพียงแต่ตี้จวินจะได้เจอกับซีเหอและฉางซีเร็วกว่ากำหนด แต่เขายังหลอมรวมแกนกลางดาวไท่อินและดาวจื่อเวยไปแล้วด้วย! นั่นหมายความว่า ตอนนี้ตี้จวินคือประมุขแห่งหมู่ดาวตัวจริงเสียงจริง ที่ไม่มีใครหน้าไหนมาสั่นคลอนตำแหน่งได้อีกแล้ว"

"ปวดหัว ปวดหัวโว้ย! ปวดตับจริงๆ!"

"ศักดิ์ฐานะของประมุขแห่งหมู่ดาวนั้นสูงส่งมาก ด้อยกว่าตำแหน่งเทียนตี้ผู้ยิ่งใหญ่เพียงแค่ครึ่งขั้นเท่านั้น ปัญหาคือศักดิ์ของเทียนตี้ตัวจริงนั้นสูงส่งยิ่งกว่านักบุญเสียอีก! ดังนั้นในบทดั้งเดิม ตั้งแต่ยุคตี้จวินไปจนถึงยุคฮ่าวเทียน หรือเง็กเซียน พวกเขาจึงเป็นได้แค่ครึ่งก้าวสู่เทียนตี้เท่านั้น"

"แต่ไอ้ครึ่งก้าวสู่เทียนตี้ เมื่อเทียบกับประมุขแห่งหมู่ดาวแบบสมบูรณ์ในตอนนี้ มันคนละเรื่องกันเลย! สถานการณ์ตอนนี้คือ ถ้าไม่รีบกดหัวตี้จวินเอาไว้ ด้วยศักดิ์ฐานะประมุขแห่งหมู่ดาว ตี้จวินแค่นั่งหลับตาเฉยๆ ก็บรรลุเป็นหุนหยวนต้าหลัวจินเซียน หรือเทียบเท่านักบุญ ได้สบายๆ!"

"ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ตอนนี้แม้แต่ไท่ชิงเหลาจื่อ ก็ยังมีพลังแค่ระดับต้าหลัวจินเซียนขั้นต้น เต็มที่ก็แค่ใกล้จะแตะขั้นกลาง แต่ตี้จวินปาเข้าไปเกือบจะทะลวงสู่ระดับหุนหยวนจินเซียน หรือจอมปราชญ์ แล้ว! นั่นแปลว่าต่อให้เอาเทพอสูรโดยกำเนิดระดับท็อปทั้งหมดมารุมยำ ก็สู้ตี้จวินด้วยมือข้างเดียวไม่ได้!"

"ไม่สิ บางทีถ้าซานชิงกับสิบสองจอมเวทบรรพชนร่วมมือกันกางค่ายกล อาจจะพอยันกับตี้จวินได้สักสองสามกระบวนท่า แต่มันจะมีประโยชน์บ้าอะไรเล่า!"

วินาทีนี้ หงจวินเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าทำไมเทียนเต๋าถึงได้เกรี้ยวกราดนัก เพราะตอนนี้ตัวเขาเองก็หัวร้อนจนแทบระเบิดเหมือนกัน!

เพราะในการคำนวณดั้งเดิมของเทียนเต๋าและหงจวิน มหาภัยพิบัติอู๋-เยา เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แน่นอนว่า นี่ไม่ใช่เพราะเทียนเต๋าและหงจวินจงใจวางแผนร้ายใส่เผ่าอู๋และเผ่าเยาโดยเฉพาะ ก็มีมหาเต๋าจ้องตาเขม็งอยู่ ใครจะไปกล้าทำโจ่งแจ้งขนาดนั้น

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ความขัดแย้งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ระหว่างเผ่าอู๋และเผ่าเยา

เผ่าอู๋ถือกำเนิดจากการผสานกันระหว่างโลหิตบริสุทธิ์ของผานกู่และปราณขุ่นมัวแห่งฟ้าดิน คำว่าปราณขุ่นมัวนี้ สามารถเข้าใจได้ว่าเป็นศูนย์รวมของพลังงานด้านลบ ทั้งจิตสังหาร ความอาฆาต ปราณมาร โรคระบาด และอื่นๆ

จากจุดนี้จะเห็นได้ว่า ในแผนการของมหาเต๋าและผานกู่ เผ่าอู๋ถูกวางตัวให้เป็นพนักงานทำความสะอาดที่สำคัญที่สุดของโลกหงฮวง กล่าวคือ เมื่อเผ่าอู๋เติบโตแข็งแกร่งขึ้น พวกเขาจะค่อยๆ ดูดซับและย่อยสลายปราณขุ่นมัวของโลกหงฮวงไปในตัว ในกระบวนการนี้ เผ่าอู๋ก็จะแข็งแกร่งขึ้นตามไปด้วย

แต่ปัญหาคือ การดูดซับปราณขุ่นมัวไม่ได้มีแต่ข้อดี ผลกระทบแรกคือ มันทำให้เผ่าอู๋ไม่สามารถฝึกฝนดวงจิตหยวนเสินได้ เมื่อไม่มีหยวนเสิน พวกเขาก็ไม่สามารถทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ธรรมชาติได้ด้วยวิธีปกติ

แน่นอนว่า มหาเต๋าและผานกู่ไม่ได้ใจร้ายขนาดจะสร้างทางตันให้เผ่าอู๋ ดังนั้นเผ่าอู๋จึงสามารถพึ่งพาการดูดซับปราณขุ่นมัวเพื่อเสริมสร้างกายเนื้อ และขุดค้นพลังแห่งกฎเกณฑ์ที่ซ่อนอยู่ในสายเลือดของพวกเขาแทน

อาจกล่าวได้ว่า วิถีการฝึกตนของเผ่าอู๋นั้นแตกต่างจากผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ในหงฮวงอย่างสิ้นเชิง ผู้อื่นแสวงหาการหลอมรวมกับฟ้าดินและวิถีเต๋า แต่เผ่าอู๋แสวงหาความแข็งแกร่งของตนเอง ขุดค้นขุมทรัพย์ศักยภาพในร่างกายอย่างไม่หยุดยั้ง

ในทางทฤษฎี จอมเวทบรรพชนทุกคนมีโอกาสที่จะบรรลุถึงระดับเดียวกับเทพอสูรแห่งความโกลาหล คือสามารถควบคุมกฎเกณฑ์หนึ่งข้อได้อย่างสมบูรณ์

แต่จุดตายของเรื่องนี้ก็คือ นอกจากการไม่มีหยวนเสินแล้ว การถูกปราณขุ่นมัวกัดกร่อนอยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดปัญหาที่แก้ไม่ตกอย่างหนึ่ง นั่นคือ ไม่ว่าจะเพื่อขจัดปราณขุ่นมัว หรือเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่ง บีบบังคับให้เผ่าอู๋จำเป็นต้องกลืนกินเลือดเนื้อของสิ่งมีชีวิตอื่น เพื่อนำพลังชีวิตและพลังเลือดลมจากเหยื่อมาใช้งาน

พูดง่ายๆ คือ หากเผ่าอู๋อยากเก่ง พวกเขาก็ต้อง "กิน" และเหยื่ออันโอชะที่สุดก็คือพวกสัตว์อสูร หรือแม้แต่เทพอสูรโดยกำเนิด ซึ่งก็คือพวกเผ่าเยา

ดังนั้น ความขัดแย้งระหว่างเผ่าอู๋ผู้ล่าและเผ่าเยาผู้เป็นเหยื่อ จึงเป็นสมการที่ไม่มีคำตอบอื่นนอกจาก "สงคราม"

จะให้เผ่าอู๋อดตายก็ไม่ได้ และจะให้เผ่าเยายอมนอนรอความตายโดยไม่ขัดขืน ทั้งที่รู้ว่าจะโดนจับกิน ก็คงไม่ได้เช่นกัน

และนี่แหละ คือต้นตอของความแค้นฝังหุ่นแบบ "อยู่ร่วมโลกกันไม่ได้" ระหว่างสองเผ่าพันธุ์นี้

จบบทที่ บทที่ 24 หงจวินถูก "ถีบ" จนตื่น, อุทานลั่นบทละครผิดเพี้ยนไปหมดแล้ว!

คัดลอกลิงก์แล้ว