- หน้าแรก
- ทะลุมิติยุคบรรพกาล ตี้จวิ้นคนนี้ขอแค่มีชีวิตรอด
- บทที่ 14 เทียนเต๋ามิอาจบงการทุกสิ่ง, ชะตาที่เป็นปฏิปักษ์ของอีกาทองคำและจอมเวทบรรพชน
บทที่ 14 เทียนเต๋ามิอาจบงการทุกสิ่ง, ชะตาที่เป็นปฏิปักษ์ของอีกาทองคำและจอมเวทบรรพชน
บทที่ 14 เทียนเต๋ามิอาจบงการทุกสิ่ง, ชะตาที่เป็นปฏิปักษ์ของอีกาทองคำและจอมเวทบรรพชน
บทที่ 14 เทียนเต๋ามิอาจบงการทุกสิ่ง, ชะตาที่เป็นปฏิปักษ์ของอีกาทองคำและจอมเวทบรรพชน
เดิมทีตี้จวินคิดว่าผู้ที่จะถือกำเนิดต่อจากหนี่วาน่าจะเป็นฝูซี แต่คาดไม่ถึงเลยว่า ผู้ที่ตามหลังหนี่วามาติดๆ กลับกลายเป็น สองนักบุญแห่งทิศประจิม หรือทิศตะวันตก
"ตัวข้าคือ เจียอิ่น แห่งภูเขาซูหมี วันนี้แปลงร่างถือกำเนิด ขอฟ้าดินจงเป็นสักขีพยาน!"
"ตัวข้าคือ จุ่นถี แห่งภูเขาซูหมี วันนี้แปลงร่างถือกำเนิด ขอฟ้าดินจงเป็นสักขีพยาน!"
ทว่า อานุภาพและแรงสั่นสะเทือนที่ทั้งสองสร้างขึ้น กลับด้อยกว่าหนี่วาลงไปอีกขั้น ตี้จวินอดไม่ได้ที่จะตบมือเบาๆ
"เหนือความคาดหมาย แต่ก็สมเหตุสมผล! มิน่าเล่า ทำไมในอนาคตนักบุญทั้งหกแห่งเทียนเต๋าถึงได้มีลำดับความแข็งแกร่งเช่นนั้น"
"ดูเหมือนว่าหนี่วาจะด้อยกว่าซานชิง ไท่อี และสองจอมเวทบรรพชน คือตี้เจียงและโฮ่วถู่ อยู่หนึ่งขั้น ส่วนสองนักบุญแห่งทิศประจิมก็ด้อยกว่าหนี่วาลงไปอีกขั้น... ดูท่าระดับความแข็งแกร่งของว่าที่นักบุญทั้งหก ได้ถูกลิขิตไว้ตั้งแต่ต้นแล้วกระมัง"
ในแววตาของตี้จวินฉายแววรู้แจ้งบางอย่าง
"หากข้าไม่ได้ข้ามมิติมา ผู้ที่ควรจะถือกำเนิดต่อจากซานชิง ก็ควรจะเป็นข้า... ดังนั้น คำว่าซานชิงคืออะไร? หรือคำว่าตัวเอกแห่งมหาภัยพิบัติอู๋-เยาคืออะไร? หากไร้ซึ่งรากฐานและพลังฝีมือระดับนี้ จะเอาอะไรไปนำพาเผ่าอู๋และเผ่าเยาขึ้นเป็นเจ้าแห่งหงฮวงได้เล่า?"
ตี้จวินยิ้มบางๆ บนใบหน้าปรากฏอารมณ์ที่ซับซ้อน ไม่รู้ว่าควรดีใจหรือเสียใจ
"แต่ทว่า ภายใต้ลิขิตฟ้าที่แน่นอน ย่อมมีตัวแปรซ่อนอยู่ ตัวแปรที่ใหญ่ที่สุดก็คือ ความจริงแล้วสองนักบุญแห่งทิศประจิมนั้นเป็นประเภท ต้นร้ายปลายดี พลังฝีมือของเจียอิ่นหลังจากบรรลุเป็นนักบุญ แม้จะเทียบไม่ได้กับไท่ชิงเหล่าจวิน แต่ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าหยวนสื่อและทงเทียนสักเท่าไรนัก... แน่นอนว่าต้องตัดปัจจัยเรื่องสมบัติวิเศษออกไปก่อน"
"นอกจากนี้ ภายใต้การเสริมส่งจากวิถีมนุษย์ พลังของหนี่วาก็ไม่น่าจะด้อยไปกว่าหยวนสื่อและทงเทียนเช่นกัน หลายคนมักจะประเมินพระแม่ผู้สร้างมนุษย์ท่านนี้ต่ำเกินไป"
"ยังมีโฮ่วถู่... หากข้าเดาไม่ผิด โฮ่วถู่ในอนาคตต่างหากคือผู้ที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง รองจากเทียนเต๋า หรือหงจวิน ก็คงเป็นวิถีปฐพีของพระแม่โฮ่วถู่นี่แหละ"
"เมื่อดูเช่นนี้แล้ว นอกเหนือจากชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้ ยังมีตัวแปรแทรกซ้อนอยู่ โดยเฉพาะชะตาชีวิตของเหล่าเทพอสูรโดยกำเนิด แม้แต่เทียนเต๋าก็ไม่อาจควบคุมได้อย่างสมบูรณ์!"
ตี้จวินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะได้รับข้อสรุปที่น่าตื่นตะลึง
"นั่นสินะ หากทุกอย่างอยู่ในการควบคุมของเทียนเต๋า แล้วมหาเต๋าจะไปอยู่ที่ไหน? ตามทฤษฎีแล้ว เทพอสูรโดยกำเนิดล้วนเป็นทายาทของผานกู่ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับมหาเต๋าไม่มากก็น้อย เป็นไปไม่ได้ที่มหาเต๋าจะปล่อยปละละเลยไม่สนใจเลย"
เมื่อคิดได้ดังนั้น จิตใจของตี้จวินก็ผ่อนคลายขึ้นมาก เพราะเขาตระหนักได้ว่า หากเทียนเต๋าไม่สามารถบงการชะตาชีวิตของเทพอสูรโดยกำเนิดได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เช่นนั้นชะตากรรมของเขากับไท่อีในอนาคต ก็ไม่ได้ถูกปิดตายเสมอไป
ในระหว่างที่ตี้จวินกำลังขบคิด ฝูซีและสิบจอมเวทบรรพชนที่เหลือ รวมไปถึงหมิงเหอแห่งทะเลโลหิต, เจิ้นหยวนจื่อแห่งวัดอู่จวง, ซีหวังหมู่แห่งเขาคุนหลุน, ตงหวังกงแห่งเกาะอิ๋งโจว และเทพอสูรระดับสูงสุดอีกขบวนใหญ่ ต่างก็ทยอยประกาศการถือกำเนิดของตนเองออกมา
เพียงแต่แรงสั่นสะเทือนที่พวกเขาสร้างขึ้นนั้นเล็กลงเรื่อยๆ จนในช่วงหลัง เสียงประกาศจำกัดวงอยู่แค่ในพื้นที่ของตนเองเท่านั้น ตัวอย่างเช่น คุนเผิง เสียงของเขาดังก้องอยู่เพียงแค่ในทะเลเป่ยไห่ หรือทะเลเหนือ ส่วนไป๋เจ๋อยิ่งแคบกว่า โดยครอบคลุมพื้นที่เพียงล้านล้านลี้รอบตัวเท่านั้น
"ท่านพี่!"
ในขณะที่ตี้จวินกำลังตกอยู่ในห้วงความคิด ร่างของไท่อีก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาอย่างฉับพลัน พร้อมกับแสดงความเคารพด้วยการโค้งคำนับอย่างนอบน้อม อันที่จริง จะโทษว่าไท่อีเคารพรักและเทิดทูนตี้จวินจนเกินเหตุก็ไม่ได้ ความจริงก็คือ ในตอนที่ดวงจิตแท้ของตี้จวินและไท่อีเพิ่งตื่นรู้ ระฆังแห่งความโกลาหลไม่ได้เป็นของไท่อีแต่เพียงผู้เดียว ในตอนนั้นมันลอยอยู่กึ่งกลางระหว่างดวงจิตของทั้งสอง
กล่าวคือ ตามทฤษฎีแล้ว ทั้งตี้จวินและไท่อีต่างมีโอกาสที่จะได้เป็นเจ้าของระฆังใบนี้ และเนื่องจากดวงจิตของตี้จวินตื่นขึ้นก่อนไท่อีอยู่ครึ่งก้านธูป... ดังนั้น หากตี้จวินต้องการ เจ้าของระฆังแห่งความโกลาหลควรจะเป็นเขา แต่ทว่าตี้จวินในตอนนั้นกลับเลือกที่จะยกสุดยอดสมบัติชิ้นนี้ให้ไท่อีโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
แน่นอนว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนที่ความทรงจำของโจวจวิน หรือคนปัจจุบัน จะหลอมรวมเข้ากับตี้จวิน แต่ต่อให้หลอมรวมความทรงจำแล้ว ตี้จวินคนปัจจุบันก็ยังยืนยันที่จะเลือกแบบเดิม ในใจของตี้จวิน ต่อให้เป็นสุดยอดสมบัติวิเศษโดยกำเนิด ก็เทียบไม่ได้กับน้องชายอย่างไท่อี และด้วยเหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้ไท่อีปวารณาตัวว่าจะภักดีต่อตี้จวินด้วยชีวิต จะเป็นจะตายก็จะขอติดตามพี่ชายไปทุกหนแห่ง
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมก่อนหน้านี้ ตอนที่ตี้จวินจะออกจากดวงดาวสุริยัน ไท่อีถึงรีบยื่นระฆังแห่งความโกลาหลให้พี่ชายอย่างไม่ลังเล ในใจของไท่อี ระฆังใบนี้ไม่เคยเป็นของเขาคนเดียว ตี้จวินเองก็เป็นนายของมันเช่นกัน
"ไท่อีนี่เอง ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมมาก!"
ตี้จวินมองดูชายหนุ่มตรงหน้าที่มีใบหน้าคล้ายคลึงกับตนถึงห้าส่วน คิ้วกระบี่สีทองแดงเฉียงขึ้นจจรดขมับ แววตาเปี่ยมไปด้วยความหยิ่งทะนงและอวดดี ร่างกายแผ่กลิ่นอายแห่งความร้อนแรงและเผด็จการ... ตี้จวินยิ้มออกมา เพราะเขาเห็นว่า ไท่อีผู้หยิ่งผยองถึงเพียงนี้ กลับยอมก้มศีรษะที่ดูเหมือนจะไม่มีวันก้มให้ใคร ลงต่อหน้าเขา แววตาคู่นั้นเปี่ยมล้นไปด้วยความเคารพและเทิดทูน
คำชมเพียงคำเดียวของตี้จวิน ทำให้ไท่อีดีใจจนตาหยี แต่ทว่าทันใดนั้น ไท่อีก็เอ่ยถามขึ้น "ท่านพี่ถือกำเนิดก่อนหน้าพวกซานชิงตั้งสิบกว่าหยวนฮุ่ย ทำไมท่านพี่ถึงไม่ประกาศนามให้ทั่วหล้ารับรู้เล่า? กลับปล่อยให้พวกซานชิงแย่งชิงชื่อเสียงไปเสียใหญ่โต"
ใช่แล้ว... อย่าเห็นว่าหยวนสื่อดูถูกพวกที่เกิดจากความชื้นแฉะหรือพวกมีเขาและเกล็ด แต่ในทางกลับกัน ไม่ว่าจะเป็นเหล่าจอมเวทบรรพชน หรืออีกาทองคำ ต่างก็ไม่มีใครยอมลงให้ซานชิงเช่นกัน ในสายตาของไท่อี พวกซานชิงก็แค่โชคดีที่เกิดจากเศษเสี้ยววิญญาณของผานกู่ เลยได้รับมรดกตกทอดมากกว่าหน่อยเท่านั้น ตัวเขาที่เป็นอีกาทองคำสามขา สัญลักษณ์แห่งดวงตะวันโดยกำเนิด หากวัดกันที่ศักดิ์ศรีและฐานะ ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าซานชิงเลย
ว่ากันตามจริง ในตำนานเทพปกรณัมหลายแห่ง ตงหวงไท่อีคือเทพสูงสุดด้วยซ้ำ จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ยังเคยตั้งแท่นบูชาเทพไท่อีที่วังกาญจนาภิเษก และเสด็จไปสักการะทุกปีใหม่ ดังนั้นในสมัยฮั่น เทพไท่อีคือเทพสูงสุดอย่างแท้จริง ดังนั้นหากมองในมุมนี้ ทั้งศักดิ์ศรีและรากฐานของไท่อี ไม่ได้ด้อยไปกว่าซานชิงจริงๆ ด้วยเหตุนี้ การที่ไท่อีจะไม่ยอมก้มหัวให้ซานชิง จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายมาก
เผ่าอีกาทองคำเป็นเช่นนี้ เผ่าจอมเวทบรรพชนก็ย่อมเป็นเช่นเดียวกัน ในเวลานี้ โฮ่วถู่และตี้เจียง ต่างมองไปทางเขาคุนหลุนและดวงดาวสุริยันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้และความไม่ยอมรับ
"พวกซานชิงยังพอนับญาติได้ว่าเป็นสายเลือดเดียวกัน พวกมันเกิดก่อนพวกเรานิดหน่อยก็ช่างเถอะ แต่ไอ้ไท่อีแห่งดวงดาวสุริยันนั่น มันมีดีอะไรถึงมาเทียบชั้นอยู่หน้าพวกเรา?" ตี้เจียงเอ่ยเสียงเย็นกับจอมเวทบรรพชนอีกสิบเอ็ดคนที่เหลือ
"จะซานชิงหรืออีกาทองคำ ข้าไม่สนทั้งนั้น! พวกเราเผ่าอู๋ไม่ยอมรับใครหน้าไหนง่ายๆ หรอก อยากได้รับการยอมรับจากพวกเรา ก็เข้ามาซัดกันสักตั้ง ดูซิว่าใครจะหมู่ใครจะจ่า!"
จู้หรง จอมเวทบรรพชนแห่งอัคคี สมกับเป็นผู้ที่มีนิสัยมุทะลุดุดันที่สุดในกลุ่ม คำพูดคำจาจึงตรงไปตรงมาถึงขีดสุด สิ้นคำของจู้หรง เหล่าจอมเวทบรรพชนทุกคนต่างพยักหน้าเห็นพ้องต้องกัน นี่แหละคือวิถีแห่งเผ่าอู๋... สู้ฟ้าสู้ดิน คุ้นชินกับการใช้กำปั้นเจรจา ดังนั้น โดยที่ไท่อีไม่รู้ตัว เขาได้ดึงดูดความสนใจของสิบสองจอมเวทบรรพชนเข้าให้แล้ว
แต่ต่อให้ไท่อีรู้ เขาคงจะมองว่าพวกจอมเวทบรรพชนช่างไม่เจียมตัว ไท่อีนั้นหยิ่งยโสเป็นที่สุด เขาจะสงบเสงี่ยมก็แค่ตอนอยู่ต่อหน้าตี้จวินเท่านั้นแหละ
ตัดกลับมาที่ตี้จวิน เมื่อได้ยินคำถามของน้องชาย เขาก็ยิ้มอย่างเรียบเฉย
"เมื่อครั้งที่พี่สังหารสี่จตุรราชันย์สัตว์ร้าย ณ ชายฝั่งทะเลซีไห่ ยุติความวุ่นวายของสัตว์ร้ายจนได้รับกุศลกรรมมหาศาล เทียนเต๋าได้ประกาศนามของพี่กึกก้องไปทั่วหงฮวงแล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนั้น พี่จะไปทำเรื่องซ้ำซ้อนประกาศตัวเองอีกรอบให้เสียเวลาทำไม?"