เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 39 นางเอกโตในเรือนกระจก

ตอนที่ 39 นางเอกโตในเรือนกระจก

ตอนที่ 39 นางเอกโตในเรือนกระจก


หลังจากนั้นไม่นาน เสียงของเฟิงหยูเตี๋ยก็ดังตรงทางเข้าถ้ำ

“ข้ากลับมาแล้ว!!!”

ทั้งสองที่นั่งพิงกันมองไปที่ทางเข้าและเห็นคนร่างเล็กท่าทางเซ่อซ่าแบกกวางหิมะที่ใหญ่กว่าตัวนางเจ็ดถึงแปดเท่าเข้ามา

เฟิงหยูเตี๋ยปกคลุมด้วยหิมะและโคลน ชุดขาดหลายจุด มเงินที่มัดเป็นหางม้ากระจาย มันเหมือนนางเพิ่งผ่านการต่อสู้รุนแรงมา แต่นางก็ยังดูเต็มไปด้วยเรี่ยวแรง

ทว่า ตอนนางเข้าถ้ำและเห็นเพ่ยเหลียนเสวี่ยกับเสี่ยวอวิ๋นหลัวกอดกัน นางก็ตัวแข็ง

ทำไมพวกนางถึงตัวติดกันแบบนี้?

เฟิงหยูเตี๋ยขมวดคิ้ว เดินไปกองไฟ โยนกวางหิมะบนไหล่ลงพื้นและถาม“แม่นางเสี่ยว เจ้าทำอะไรกับแม่นางเพ่ย?”

“ข้าทำอะไร?”เสี่ยวอวิ๋นหลัวถามอย่างสับสน

“ก็แค่..ตอนข้าตัวติดแม่นางเพ่ย แม่นางเพ่ยจะตบข้าปลิว แต่ตอนเจ้าตัวติดนาง ทำไมนางไม่ตบเจ้า?”

“..”

เสี่ยวอวิ๋นหลัวเมินคำถามและมองกวางหิมะบนพื้น

“กวางนี่..’

“ข้าหาตั้งนานกว่าจะเจอ”เฟิงหยูเตี๋ยยืดอก ยิ้มและตบก้นกวางหิมะ“เจ้าตัวนี้วิ่งเร็วมาก กว่าจะจับได้ ก็เล่นเอาข้าเหนื่อย”

เพ่ยเหลียนเสวี่ยมองกวางยักษ์และพูดอย่างรังเกียจ“ข้าให้เจ้าไปหาอาหาร เจ้าก็หาตัวที่เล็กกว่านี้ได้ไหม?กวางนี่พอให้ผู้บ่มเพาะหลายสิบกินจนอิ่มท้องเลย”

“ก็นี่คือครั้งแรกที่ข้าเห็นกวางแบบนี้”เฟิงหยูเตี๋ยเกาหลังหัวและยิ้ม“ข้าแค่อยากดูว่ามันจะแกร่งไหม แต่สุดท้าย ข้าก็จับมันได้”

“..ข้าจะชำแหละแล้วนะ’

เพ่ยเหลียนเสวี่ยถอนหายใจ จากนั้น ก็ทิ้งเสื้อคลุมให้เสี่ยวอวิ๋นหลัว ยืนขึ้น หยิบมีดเล็กน้อยออกมาจากถุงมิติก่อนเดินไปด้านข้างกวางหิมะ

มีเพียงเงาของมีดที่พบเห็น แต่ไม่เห็นมีด

ถ่ายเลือด แล่หนัง และควักไส้ ทั้งหมดในทีเดียว

กวางหิมะโดนเพ่ยเหลียนเสวี่ยชำแหละจนเหลือแต่โครงกระดูก

เสี่ยวอวิ๋นหลัวกับเฟิงหยูเตี๋ยมองฝีมือนางด้วยความกลัว

พวกนางไม่เคยเห็นเด็กสาวที่สามารถชำแหละซากอสูรได้เช่นนี้มาก่อน เหนือสิ่งอื่นใด กระบวนการส่วนใหญ่จะเต็มไปด้วยเลือดจนแม้กระทั่งผู้บ่มเพาะชายหลายคนยังรับไม่ได้

เสี่ยวอวิ๋นหลัวกลืนน้ำลายและถาม“สหายเพ่ย ก่อนหน้านี้เจ้าเคยฆ่าพวกสัตว์อสูรมาเยอะเหรอ/”

เพ่ยเหลียนเสวี่ยหันหัวไปตอนได้ยิน“ข้าเคยใช้ชีวิตในถ้ำอสูรอยู่หลายเดือน และก็ได้แต่กินเนื้อพวกมันทุกวัน ข้าเลยฝึกมาเยอะ ฮี่ๆ..”

พอคิดถึงอดีตกับพี่ชาย นางก็อดยิ้มหวานไม่ได้

แต่ เสี่ยวอวิ๋นหลัวกลับตัวสั่น

เด็กสาวแสนสวยคนนี้กำลังถือมีด เลือดเปื้อนมือและหน้า และกำลังยิ้งหวานให้คน

ข้าไม่กล้ายินดีกับนาง!

หลังจากนั้น เพ่ยเหลียนเสวี่ยก็ห้อยเนื้อไว้บนกิ่งไม้อย่างชำนาฐ

หลังทั้งสามกินเนื้อเสร็จ ก็ทำสมาธิและรวบรวมปราณ

หลายชั่วโมงต่อมา หิมะด้านนอกหยุด พวกนางเก็บของและเดินทางต่อ หลังลงจากยอดเขาหิมะสูง ก็มาถึงบึง

ตามที่เสี่ยวอวิ๋นหลัวบอก เพราะอากาศนี้ที่เป็นพิษและวิสัยทัศน์ก็ไม่ถึงสิบก้าว บึงนี้จึงเรียกว่า’บึงสับสน’ ผู้บ่มเพาะหลายคนจากสำนักดาวดำมาที่นี่เพื่อจับแมลงพิษและไปศึกษา และก็ยังมีสัตว์อสูรอย่างงูและจระเข้

ดังนั้น ทั้งสามจึงต้องช้าลง

เฟิงหยูเตี๋ยนำทาง ฟันสิ่งกีดขวางด้วยกระบี่ ตัดเถาวัลย์และวัชพืชเผื่อมีแมลงซ่อน ขณะคิดว่าจะทำให้เพ่ยเหลียนเสวี่ยประทับใจได้ยังไง

นางพยายามมากว่าสิบวิธีตาม’ คู่มือเอาใจคนอื่น’ที่อาจารย์สั่งสอน แต่ไม่มีอันไหนได้ผล

และไม่ต้องพูดถึงเอาใจ นางรู้สึกว่าแม่นางเพ่ยชักเกลียดนางขึ้นเรื่อยๆ

แสดงด้านรัก…แม่นางเพ่ยก็มองนางเป็นไอโง่

เล่นเป็นสุนัข..นางก็เกือบโดนแทงตาย

ประจบ..ก็เมิน

อวดความเก่งว่าเหนือกว่าคนอื่น..ก็โดนแม่นางเพ่ยกระทืบ

….

“นี่ เฟิงหยูเตี๋ย เจ้าคิดอะไรอยู่นะ?!”เสี่ยวเทียนลอยมารนั่งบนไหล่นาง“ทุกครั้งที่เจ้าถอนหายใจ เจ้าต้องคิดเรื่องไม่เหมาะสมอยู่แน่”

เฟิงหยูเตี๋ยกระซิบ“เสี่ยวเทียน ทำไมแม่นางเพ่ยถึงไม่ยิ้มให้ข้าเลย?”

“เห้อ..”เสี่ยวเทียนแค่นเสียงเย็นและกลอกตา“อย่าถามข้า ถ้าเจ้าตกหลุมรักผู้ชาย ข้ายังพอช่วยและแนะนำได้ แต่..ผู้หญิง?ไม่มีทาง!ฮึ่ม!”

เสี่ยวเทียนเตะหน้าผากนางและกลับไปภายใน

และมันก็เป็นเวลานี้ที่เฟิงหยูเตี๋ยรู้สึกถึงอะไรและรีบยกมือ

“หยุด!!”

“มีอะไร?อสูรเหรอ?”เสี่ยวอวิ๋นหลัวที่ตามหลังตกใจและรีบมองรอบๆ

เพ่ยเหลียนเสวี่ยดูเหมือนจะสัมผัสถึงอะไรได้เช่นกันและรีบชักกระบี่

“มันไม่ใช่สัตว์อสูร แต่เป็นมนุษย์”นางตอบ

“มนุษย์?”เสี่ยวอวิ๋นหลัวยิ่งสับสน

ถ้าเป็นคน ก็ควรเป็นคนที่เข้าร่วมการคัดเลือก การทดสอบนี้ไม่อนุญาตให้ศิษย์สู้กัน

ถ้าเจอกัน ทุกคนก็จะเลือกจับกลุ่มและสู้กับสัตว์อสูรไปด้วยกัน

แต่..

นางมองใบหน้าจริงจังของทั้งสองและถาม“มันเป็นใคร?”

เฟิงหยูเตี๋ยอธิบาย“มีคนใช้สัมผัสตรวจสอบเราและมันก็เต็มไปด้วยเจตนาร้าย”

“เจตนาร้าย?”

เวลานี้ เพ่ยเหลียนเสวี่ยหมุนตัวและนำกระบี่ที่นางถือไปด้านหลังเสี่ยวอวิ๋นหลังโดยตรง

เคร้ง

เสียงโลหะกระทบกันดัง

ขณะที่ประกายไฟบิน เสี่ยวอวิ๋นหลัวก็ตื่นตัวและรีบหันไปมองด้านหลัง ผู้โจมตีชุดดำสวมหน้ากากอยู่ใกล้มาก หากจากนางแค่สองก้าว

กระบี่สั้นในมือชายคนนั้นเล็งมาที่คอนาง ถ้าเพ่ยเหลียนเสวี่ยไม่รับไว้ นางคงตายไปแล้ว

นางไม่รู้ตัวเลยว่าอีกฝ่ายมาตอนไหน ตานางเบิกกว้างอย่างตื่นตระหนกขณะที่รีบนำกระบี่ออกมา

แต่ นางประหม่าเกินไป

ตอนกระบี่นางบินออกจากถุงมิติ นางก็จับมันไม่ได้ ทำให้มันบินขึ้นฟ้าโดยตรง

ชายชุดดำมองปฏิกิริยาของเสี่ยวอวิ๋นหลัวอย่างดูหมิ่นและเพ่ยเหลียนเสวี่ยก็ฉวยโอกาสนี้เหวี่ยงกระบี่ใส่คอเขา แต่ เขาสามารถใช้คึวามสามารถเขาและกระโดดกลับเข้าหมอกหนาได้!

พอร่างชุดดำหายไปในหมอกหนา เสียงหัวเราะของชายคนอื่นก็มาจากทางอื่น

“กระบี่นี้ดีจริงๆ แต่คนที่ใช้กระบี่..กลับเป็นขยะ..ฮ่าๆ”

พอได้ยิน เสี่ยวอวิ๋นหลัวก็นึกถึงกระบี่นาง แต่ตอนนางเงยหน้าหามัน มันก็หายไปแล้ว

“..”

ชั่วขณะนั้น นางยืนตัวแข็ง

เฟิงหยูเตี่ยถอยมาข้างนาง ประกบนางไว้ตรงกลาง”แม่นางเสี่ยว อยู่ใกล้ข้ากับแม่นางเพ่ยไว้ พวกมันมีกันอย่างน้อยสี่ และระดับบ่มเพาะของคนคนนั้นก็คือก่อตั้งรากฐานขั้นกลาง

จบบทที่ ตอนที่ 39 นางเอกโตในเรือนกระจก

คัดลอกลิงก์แล้ว