- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งทีขอใช้ชีวิตดี๊ดีในวันสิ้นโลกด้วย ระบบตุนเสบียง
- บทที่ 5 - กระเป๋าหรูแลกบะหมี่ถ้วย
บทที่ 5 - กระเป๋าหรูแลกบะหมี่ถ้วย
บทที่ 5 - กระเป๋าหรูแลกบะหมี่ถ้วย
บทที่ 5 - กระเป๋าหรูแลกบะหมี่ถ้วย
“เซียวเฉิน เปิดประตูโว้ย!” เจ้าอ้วนเฝิงแหกปากตะโกนลั่นทางเดิน
เซียวเฉินหยิบหูฟังครอบศีรษะตัดเสียงรบกวน แล้วหันกลับไปจดจ่อกับเกมตรงหน้า
ประตูอัลลอยเสริมใยเหล็กกล้า ต่อให้เจ้าอ้วนไปหาซื้อสว่านไฟฟ้ามาเจาะก็ไม่มีทางสะเทือน
พอเห็นว่าทุบไปก็ไร้เสียงตอบรับ เจ้าอ้วนเฝิงก็เริ่มของขึ้น “เซียวเฉิน อย่ามาแกล้งตายนะเว้ย ฉันรู้นายอยู่ข้างใน เมื่อวานฉันอุตส่าห์ไปช่วยนายแบกของหลังแอ่น แถมบัตรเครดิตฉันนายก็เอาไปรูด ของพวกนั้นมันต้องมีส่วนของฉันด้วยสิวะ”
ปัง! ปัง! ปัง!
“เซียวเฉิน เพื่อนฝูงเขาทำกันแบบนี้เหรอวะ บล็อกไลน์ฉันอีก นายมันไม่ใช่คนแล้ว เปิดเดี๋ยวนี้!”
ความเงียบงันคือคำตอบเดียวจากห้อง 1201
เสียงโวยวายไปรบกวนห้องข้าง ๆ จนต้องตะโกนด่าออกมา “เฮ้ย! เลิกทุบสักที หนวกหูโว้ย คนจะหลับจะนอน”
เจ้าอ้วนเฝิงรีบปรับสีหน้าเป็นยิ้มแหย ๆ ขอโทษขอโพยทันที
นี่คือนิสัยถาวรที่ติดตัวมาจากการเป็นพนักงานเสิร์ฟร้านฟาสต์ฟู้ด เจอใครด่าต้องขอโทษไว้ก่อน หัวหดเหมือนเต่า
แต่พออยู่กับเซียวเฉินกลับทำตัวกร่าง วางท่าเป็นพี่ใหญ่
เจ้าอ้วนกัดฟันกรอด จ้องประตูตาเขม็ง อยากจะทุบต่อให้พังคามือ แต่ก็กลัวห้องข้าง ๆ จะออกมาเล่นงาน ลังเลอยู่พักใหญ่สุดท้ายก็ได้แต่เดินคอตกกลับลงไป
เซียวเฉินไม่ได้รับรู้เรื่องราวพวกนี้เลย
หูฟังราคาเหยียบสองพันที่เพิ่งถอยมาเมื่อวานทำหน้าที่ของมันได้ดีเยี่ยม ตัดเสียงรบกวนจากโลกภายนอกจนเงียบกริบ ให้เขาดำดิ่งสู่โลกของเกมได้อย่างเต็มที่
ปกติของฟุ่มเฟือยแบบนี้เซียวเฉินไม่มีทางควักกระเป๋าซื้อแน่
แต่นาทีนี้เงินทองคือเศษกระดาษ จะซื้อหูฟังหรือซื้อเครื่องบินก็ค่าเท่ากัน
ไม่ใช่แค่หูฟัง เขาจัดเต็มทั้งเครื่องเพลย์สเตชัน 6 รุ่นล่าสุดและแผ่นเกมอีกกองพะเนิน เตรียมพร้อมสำหรับการผลาญเวลาอันยาวนานในยุควันสิ้นโลก
ขณะที่เซียวเฉินกำลังเสวยสุขดุจราชาอยู่บนชั้น 28 บรรยากาศในห้อง 2306 กลับหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ
โม่เสี่ยวถงหิวจนตาลาย ขาสั่นพั่บ ๆ แทบไม่มีแรงเดิน
สองวันที่ผ่านมา เธอไล่ขออาหารจากเพื่อนทุกคน ได้มาแค่บะหมี่ถ้วยเดียวกับบิสกิตไม่กี่ชิ้น
ที่น่าเจ็บใจที่สุดคือกินบะหมี่ไปได้ครึ่งเดียว เธอก็ดันกระแดะเททิ้งลงชักโครกเพราะทนรสชาติไม่ได้
ตอนนี้พอท้องร้องประท้วงโครกคราก เธอก็อยากจะตบหน้าตัวเองสักฉาด
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เธอจะยอมงมบะหมี่อืด ๆ จากคอห่านขึ้นมากินให้หมดเกลี้ยง
เธอหยิบมือถือส่งข้อความหาหลงปิงปิง ห้อง 2308 : ‘ปิงปิง ช่วยฉันด้วย ฉันหิวจนจะเป็นลมแล้ว’
เงียบ... ไร้สัญญาณตอบรับ
เธอกดวิดีโอคอลไปหา อีกฝ่ายก็ไม่รับสาย
เธอเริ่มสงสัยว่าหลงปิงปิงไม่ได้ไม่เห็นข้อความ แต่จงใจเมินเธอต่างหาก
พอทักไปหาเพื่อนห้อง 2305 กับ 2307 ผลลัพธ์ก็เหมือนโยนหินลงทะเล เงียบกริบ
ความหิวทำให้เธอต้องทิ้งศักดิ์ศรี ลุกเดินโซซัดโซเซไปเคาะประตูห้องตรงข้าม
เคาะอยู่นานก็ไม่มีใครเปิด
พอไปเคาะห้อง 2305 กว่าประตูจะแง้มออกมาได้ก็ปาเข้าไปสิบกว่านาที
ทันทีที่ก้าวเข้าไป กลิ่นหอมฉุยของอาหารก็ลอยมาเตะจมูก “มี่มี่... เธอทำกับข้าวเหรอ หอมจัง”
ฟ่านมี่มี่หน้าเจื่อน ยิ้มแห้ง ๆ “จะเอาอะไรมาทำล่ะ ฉันเองก็หิวจนผอมไปหลายกิโลแล้วเนี่ย”
โม่เสี่ยวถงมองหน้าเพื่อนที่ยังดูอิ่มเอิบ ปากมันแผล็บมีคราบน้ำมันติดอยู่ ก็รู้ทันทีว่ายัยนี่ตอแหล
กวาดตามองรอบห้องกลับไม่เห็นเศษอาหารสักชิ้น
สายตาเหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มใต้เตียง เธอกำลังจะก้มลงดู แต่ฟ่านมี่มี่รีบเอาตัวมาบังไว้ “เอ่อ... ฉันไม่มีของกินจริง ๆ นะ เธอลองไปยืมปิงปิงดูสิ ก่อนหมอกลงฉันเห็นยัยนั่นหอบขนมมาเพียบเลย”
โม่เสี่ยวถงไม่ใช่คนโง่ เธอดูออกว่าฟ่านมี่มี่ถ่วงเวลาเปิดประตูเพื่อซ่อนของกินไว้ใต้เตียง
ความผิดหวังแล่นริ้วขึ้นมาจุกอก แม้จะหิวเจียนตาย แต่ศักดิ์ศรีมันค้ำคอ
เธอกัดฟันพูด “ช่างเถอะ ฉันกินน้ำลูบท้องเอาก็ได้ รัฐบาลคงไม่ทิ้งเราหรอก อีกวันสองวันคงมีคนมาช่วย”
พูดจบก็ปรายตามองเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด แล้วสะบัดหน้าเดินหนี
ฟ่านมี่มี่เริ่มรู้สึกผิด ลึก ๆ แล้วเธอก็ขอบคุณโม่เสี่ยวถงที่คอยช่วยเหลือตอนเธอเพิ่งเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ ถ้าไม่มีเพื่อนคนนี้ เธอคงอยู่ไม่ได้จนถึงทุกวันนี้
คิดได้ดังนั้น เธอจึงล้วงบิสกิตชิ้นเล็ก ๆ ออกจากกระเป๋าเสื้อ “เสี่ยวถง... ฉันเหลือแค่นี้จริง ๆ เธอเอาไปเถอะ”
แค่บิสกิตชิ้นเดียว ความโกรธของโม่เสี่ยวถงก็มลายหายไปสิ้น “ขอบใจนะมี่มี่ เธอนี่ดีที่สุดเลย ไว้รอดไปได้ฉันจะเลี้ยงชุดใหญ่เลยนะ”
พอประตูปิดลง ฟ่านมี่มี่ก็ถอนหายใจ ลากกระทะไฟฟ้าออกมาจากใต้เตียง ในนั้นมีบะหมี่ต้มใส่ไข่หอมฉุย
“เฮ้อ... สุดท้ายก็ใจอ่อนจนได้ แม่ต้องด่าฉันแน่ ๆ เลย” บ่นพึมพำพลางซดเส้นบะหมี่เข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย
ติ๊ง!
เสียงไลน์กลุ่มดังขึ้น
ชื่อกลุ่ม : ‘แก๊งนางฟ้า (ไม่มีโม่เสี่ยวถง)’
เธอมีกลุ่มแบบนี้อยู่สามกลุ่ม สลับกันไปมา
กลุ่ม ‘ไม่มีหลงปิงปิง’ กลุ่ม ‘ไม่มีโหย่วลี่หยา’
เธอเชื่อว่าอีกสามคนก็คงมีกลุ่ม ‘ไม่มีฟ่านมี่มี่’ เหมือนกัน
วิถีผู้หญิงก็แบบนี้แหละ ต้องมีพื้นที่ไว้สำหรับนินทาคนที่ตัวเองหมั่นไส้
หลงปิงปิง : ‘ลี่หยา มี่มี่ ยัยเสี่ยวถงไปขอของกินพวกเธอไหม’
โหย่วลี่หยา : ‘มาเคาะห้องฉันเหมือนกัน แต่ฉันทำเป็นไม่อยู่ ปกติก็ไม่รู้จักซื้อตุน ทำกับข้าวก็ไม่เป็น ดีแต่สั่งเดลิเวอรี่ สมน้ำหน้า ให้หิวตายซะบ้าง’
หลงปิงปิง : ‘ฉันก็หมดเกลี้ยงแล้ว อุตส่าห์แบ่งบะหมี่ของโปรดให้ไปซองนึง ยังไม่รู้จักพอ จะมาขอเพิ่มอีก ของฉันวันนี้ก็จะหมดแล้วเนี่ย’
ฟ่านมี่มี่อ่านแล้วพิมพ์ตอบกลับไป : ‘เมื่อกี้ฉันสงสารเลยให้ขนมชิ้นสุดท้ายไปแล้ว เฮ้อ... ตอนนี้ฉันเองก็ไม่มีจะกินแล้วเหมือนกัน ทำไงดีเนี่ย’
พิมพ์ไปมืออีกข้างก็คีบไข่ต้มเข้าปาก เคี้ยวตุ้ย ๆ น้ำซุปกระเด็นเลอะมุมปาก
เธอมั่นใจว่าตอนนี้ทั้งหลงปิงปิงและโหย่วลี่หยา ก็คงกำลังนอนกินขนมสบายใจเฉิบไปพลางพิมพ์โกหกไปพลางเหมือนกัน
มารยาหญิงร้อยเล่มเกวียน สิบประโยคเชื่อได้แค่ครึ่งประโยค
แต่ทุกคนก็เลือกที่จะรักษาน้ำใจ (จอมปลอม) ไม่ฉีกหน้ากัน
โหย่วลี่หยา : ‘ฉันก็หมดเกลี้ยงเหมือนกัน เมื่อไหร่ทหารจะมาช่วยเนี่ย อยากกินหมูกระทะจะแย่แล้ว’
หลงปิงปิง : ‘อย่าพูดถึงของกินสิ ยิ่งพูดยิ่งหิว’
ฟ่านมี่มี่โซ้ยบะหมี่คำโต รสชาติของบะหมี่ซองที่เคยยี้ วันนี้กลับอร่อยล้ำเลิศประหนึ่งอาหารฮ่องเต้ เธอพิมพ์ส่งไปว่า : ‘หิวเหมือนกัน ฮือ ๆ น่าสงสารพวกเราจัง’
...
วันที่สาม
เซียวเฉินตื่นขึ้นมาบิดขี้เกียจจนกระดูกลั่น
ในขณะที่คนอื่นกำลังเผชิญนรกวันสิ้นโลก ชีวิตของเขากลับเหมือนพักร้อนในรีสอร์ตหรู
กินอิ่ม นอนอุ่น เล่นเกมโต้รุ่ง ตื่นสายโด่ง ชีวิตดี๊ดีจนน่าหมั่นไส้
หยิบมือถือมาดู ข้อความในกลุ่มพุ่งทะลุ 999+ อีกแล้ว
แต่หัวข้อสนทนาเปลี่ยนไป จากการแลกเปลี่ยนข่าวสาร กลายเป็นการขอทานออนไลน์
พวกสายดราม่า : ‘พี่ ๆ ใจดีทุกคนคะ หนูเพิ่งย้ายมาใหม่ ยังไม่ได้ซื้อเครื่องครัวเลย หิวมาสามวันแล้ว ใครมีเศษอาหารเหลือแบ่งปันบ้างไหมคะ จะเป็นพระคุณอย่างสูง’
พวกสายเปย์ : ‘รับซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซองละร้อยหยวน! มีเท่าไหร่รับไม่อั้น จ่ายสดโอนไว!’
พวกสายเนียน : ‘ผมมีเหลากานมา (น้ำพริกเผาจีน) ขวดนึง ใครมีหมั่นโถวเอามาแจมกันไหม แบ่งคนละครึ่ง อร่อยเหาะ’
[จบแล้ว]