- หน้าแรก
- ระบบสร้างเทพ เริ่มต้นด้วยการถล่มวังหลวง
- บทที่ 36 - ท่านมหาจอมคนชักกระบี่ฟันหัวโล้น
บทที่ 36 - ท่านมหาจอมคนชักกระบี่ฟันหัวโล้น
บทที่ 36 - ท่านมหาจอมคนชักกระบี่ฟันหัวโล้น
บทที่ 36 - ท่านมหาจอมคนชักกระบี่ฟันหัวโล้น
คำว่า "เทียนซือ" (ปรมาจารย์แห่งสวรรค์) ในความหมายกว้างๆ เป็นเพียงฉายาเกียรติยศที่ผู้คนมอบให้นักพรตผู้มีวิชาอาคมแก่กล้า
แต่ในความหมายเฉพาะเจาะจง นับตั้งแต่จางเต้าหลิงในสมัยราชวงศ์ฮั่น คำว่าเทียนซือก็กลายเป็นคำเรียกเฉพาะที่สืบทอดกันในตระกูลจาง
เริ่มตั้งแต่ราชวงศ์ซ่ง ลูกหลานตระกูลจางเริ่มขึ้นมาเป็นผู้นำลัทธิเต๋าทางตอนใต้ และในช่วงกลางถึงปลายราชวงศ์ซ่ง สำนักเขียนยันต์ต่างๆ ก็มารวมตัวกันรอบๆ จนก่อเกิดเป็นนิกาย "เจิ้งอีเต้า"
ตั้งแต่นั้นมา เขาหลงหูซาน (เขามังกรเสือ) แทบจะผูกขาดคำว่าเทียนซือไว้แต่เพียงผู้เดียว
จนกระทั่งราชวงศ์หยวนล่มสลาย
จูหยวนจางปฏิรูปการปกครอง ก่อตั้งราชวงศ์หมิง
ปีแรกแห่งรัชศกหงอู่ เทียนซือรุ่นที่สี่สิบสองนามว่าจางเจิ้งฉางเดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อถวายพระพร
จักรพรรดิหมิงไท่จู่ตรัสว่า "สวรรค์คือผู้สูงสุด จะมีอาจารย์ได้อย่างไร?" จึงสั่งยกเลิกคำนำหน้า "เทียนซือ" แล้วเปลี่ยนเป็น "เจิ้งอีซือเจี้ยวเจินเหริน" (นักพรตผู้สืบทอดคำสอนที่เที่ยงแท้) โดยมีชื่อตำแหน่งเต็มๆ ว่า "เจิ้งอีซือเจี้ยวฮู่กั๋วฉานจู่ทงเฉิงฉงเต้าหงเต๋อต้าเจินเหริน"
พูดง่ายๆ คือ ข้าเป็นโอรสสวรรค์ (ฮ่องเต้) เจ้าเป็นอาจารย์ของสวรรค์ แปลว่าเจ้าใหญ่กว่าฮ่องเต้อย่างข้าสองรุ่นงั้นสิ?
เจอจักรพรรดิผู้ก่อตั้งราชวงศ์กดดันขนาดนี้ เขาหลงหูซานก็ต้านไม่ไหว สุดท้ายต้องยอมถูกถอดชื่อเทียนซือ เปลี่ยนมาเรียกว่าเจิ้งอีซือเจี้ยวเจินเหริน แน่นอนว่าเพื่อความสะดวก ปัจจุบันผู้คนมักเรียกท่านว่า "ต้าเจินเหริน" (ท่านมหาจอมคน)
แต่ คนที่มาปรากฏตัวที่แม่น้ำซางกานตอนนี้ไม่ใช่เทียนซือรุ่นก่อนคนนั้น
ท่านผู้นั้นสำเร็จเป็นเซียนไปก่อนที่รัชศกหงอู่จะสิ้นสุด ตอนนี้ตำแหน่งต้าเจินเหรินตกทอดมาถึงรุ่นถัดไปแล้ว
จะเทียนซือก็ดี หรือต้าเจินเหรินก็ช่าง
เมื่อเผชิญหน้ากับตัวตนระดับนี้ แผนการชิ่งหนีของจางเคอจำต้องพับเก็บไป เพราะถึงแม้ตาแก่คนนี้จะยิ้มแย้มแจ่มใส แต่กระบี่วิเศษในมือท่านชักออกจากฝักมาครึ่งหนึ่งแล้ว
จางเคอไม่สงสัยเลย ขอแค่เขาขยับหนี วินาทีถัดมากระบี่เล่มนั้นคงฟันฉับลงมาที่ตัวเขาแน่!
ยิ่งไปกว่านั้น แค่ลังเลอยู่ครู่เดียว แม่น้ำซางกานตอนนี้ก็ถูกกองกำลังต่างๆ ล้อมกรอบไว้ถึงสามชั้นนอกสามชั้นใน
เพียงแต่พอเห็นจุดจบของอสรพิษเบ็ด พวกที่อยู่รอบนอกเลยได้แต่กล้าๆ กลัวๆ ไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้ามา
"เรื่องราวความเป็นมา ข้ารู้หมดแล้ว แม้เรื่องนี้ความผิดจะไม่ได้อยู่ที่เจ้าฝ่ายเดียว แต่การที่น้ำท่วมวังต้องห้ามก็เป็นฝีมือเจ้า คนตายเป็นหมื่น ไร้ที่อยู่อาศัยหลายแสน พื้นที่เกษตรกรรมเสียหายคณานับ ไม่ว่าจะกฎสวรรค์หรือคุณธรรม เจ้าก็หนีโทษตายไม่พ้น!"
ขณะที่จางเคอกำลังใช้ความคิด ต้าเจินเหรินที่ยืนอยู่ริมฝั่งก็เอ่ยปาก:
"แต่ ใครใช้ให้ลิขิตสวรรค์ผันแปรเล่า?
ในเมื่อเบื้องบนเลือกเจ้า งั้นเรื่องราวในอดีตก็พักไว้ก่อน! อย่างน้อย ก่อนที่ฝุ่นจะหายตลบ ทั้งราชสำนักและสวรรค์จะไม่มาหาเรื่องเจ้า
โบราณว่าปรบมือข้างเดียวไม่ดัง หนทางข้างหน้าลำพังเจ้าคนเดียวคงเดินไปได้ไม่ไกล แต่ต้าหมิงและสำนักเจิ้งอีเต้าจะช่วยแบ่งเบาภาระของเจ้า
ศาลเจ้าของเจ้าจะได้รับการแต่งตั้งเป็นวัดหลวงในทุกหัวเมือง ได้รับการกราบไหว้บูชาสูงสุด สามขุนเขาแห่งป๋าเต๋าและท้องพระคลังหลวงจะเปิดต้อนรับเจ้า อยากได้อะไรหยิบได้ตามสบาย แม้สงครามทวยเทพเราจะแทรกแซงไม่ได้ แต่เรารับรองได้ว่าจะมีแค่เทพระดับเดียวกันเท่านั้นที่มาแย่งชิงกับเจ้าได้
ทุกอย่าง มีคนจัดการเตรียมไว้ให้พร้อมสรรพ
เจ้าแค่เอาชนะ ชิงตำแหน่งเทพมาให้ได้ แล้วทำหน้าที่ในฐานะเทพเจ้า
ตกลงไหม?"
มีเรื่องดีขนาดนี้ด้วยเหรอ? แวบแรกจางเคอคิดว่านี่เป็นกับดักของพวกเจ้าถิ่นจอมเจ้าเล่ห์ แต่ก็ส่ายหัวปฏิเสธความคิดนั้น
ต้าเจินเหรินคือใคร? อดีตเทียนซือ ผู้นำนิกายเต๋า คนระดับนี้คำไหนคำนั้น จะมาพูดพล่อยๆ เหรอ? ไม่กลัวโดนฟ้าผ่ารึไง?
อีกอย่าง ทุกคำพูดอ้างถึงต้าหมิง ดูท่าทางก่อนจะมาหาเขาคงตกลงกันเสร็จสรรพแล้ว เขาแค่พยักหน้า หรือไม่ก็โดนผ่าเป็นสองท่อน
มองดูกระบี่วิเศษที่แขวนอยู่เหนือหัว แม้จะยังไม่ฟันลงมา แค่ปราณกระบี่ที่เฉียดผ่านก็ทำเอาหัวจางเคอล้านไปแถบหนึ่ง หนังหัววิญญาณมังกรแสบร้อนไปหมด
"ยังมีความแค้นอยู่อีกรึ?"
ต้าเจินเหรินขมวดคิ้วเล็กน้อย กดกระบี่อาคมในมือต่ำลงมาอีก
แม้ว่ามองในมุมของมังกรหนุ่ม ฝ่ายผิดคือราชสำนัก ต้าหมิงไปสร้างวังต้องห้ามทับที่วังเก่าของศัตรูราชันย์มังกรเฒ่าบนห้วงทุกข์ที่แห้งเหือด แล้วยังไม่ยอมให้เขาขนสมบัติย้ายบ้าน... สุดท้ายยังโลภมาก คิดจะเลียนแบบราชวงศ์ก่อน เอาพ่อลูกมังกรมาสะกดดวงเมือง... เรียกได้ว่าเลวระยำตำบอน
แต่ในฐานะมนุษย์ เรื่องนี้มันพูดยาก
แน่นอน นั่นไม่สำคัญ ที่จะโทษก็ต้องโทษราชครู ไปลอกการบ้านเขามาทั้งดุ้นยังลอกมาผิดๆ ถูกๆ แถมยังปล่อยให้หลุดออกมาตัวหนึ่ง
แค่นั้นยังไม่พอ ใครจะไปคิดว่าความหวังในการกอบกู้กฎสวรรค์ดันมาตกอยู่ที่มังกรตัวนี้
มีความแค้นฝังลึกอยู่ก่อน แม้จะยื่นข้อเสนอดีงามขนาดนี้ แต่ในใจต้าเจินเหรินก็ยังตุ้มๆ ต่อมๆ ถ้าเกิดไอ้หมอนี่มันบ้าเลือดขึ้นมา จะให้ฆ่าทิ้งจริงๆ เหรอ?
จะไม่เป็นเซียน ไม่เป็นอมตะกันแล้วเหรอ?
จะมาเกลือกกลิ้งในโลกีย์ รอแก่ตายแล้วไปเวียนว่ายตายเกิดงั้นเหรอ?
แม้ต้าเจินเหรินจะมีตบะแก่กล้า แต่ใจที่ว้าวุ่นก็ทำเอาตาแดงก่ำ กระบี่วิเศษที่สลักลวดลายสุริยันจันทราดาราจักรจึงอดไม่ได้ที่จะจ่อลงไปที่หัวจางเคอเป็นการข่มขู่
ทว่า ไม่มีใครคาดคิด จู่ๆ พื้นแม่น้ำซางกานก็ยกตัวสูงขึ้น
ดันเท้าจางเคอ ยกตัวเขาขึ้นมาหนึ่งนิ้ว
แต่ไอ้หนึ่งนิ้วนี่แหละ ที่ทำให้จางเคอพุ่งชนกระบี่กำราบมารชื่อก้องโลกเข้าอย่างจัง ไม่มีโอกาสได้ดิ้นรน หัวแบะทันที วิญญาณมังกรแตกสลาย
"..."
เมื่อกี้ยังดีๆ อยู่ วินาทีถัดมาหัวหลุดจากบ่า
มองดูวิญญาณมังกรที่สลายไป และตราประทับที่หลงเหลืออยู่ หลังเงียบไปชั่วอึดใจ ต้าเจินเหรินก็ระเบิดโทสะ ชักกระบี่ฟันเปรี้ยงลงไปที่พระรูปหนึ่งที่กำลังจะหันหลังหนีข้างๆ "ไอ้โล้น! ไปตายซะ!"
กระบี่เดียว ภูเขาพัง แผ่นดินแยก พระสงฆ์กลุ่มนั้นและตัวซวยที่ยืนอยู่ทิศเดียวกันตายเรียบ แต่มันก็แค่นั้น วินาทีถัดมาโลกก็หยุดนิ่ง และจางเคอที่ยืนมองเหตุการณ์หลังความตายด้วยใบหน้ามืดทะมึน ก็ถูกเตะออกจากเกม
"..."
"แม่งเอ๊ย ไอ้พวกหัวโล้นใจดำ!"
บนเตียงในห้องนอน จางเคอลุกพรวดขึ้นมา กำหมัดแน่น ริมฝีปากสั่นระริก
อุตส่าห์อดทนจนเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ ดันเจี้ยนทำท่าจะจบสวยอยู่แล้วเชียว
ผลคือวินาทีสุดท้าย ดันโดนลอบกัด
แต่ ก็คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าในแม่น้ำซางกาน ถิ่นของตัวเองแท้ๆ ยังจะโดนลอบกัดได้อีก ดันพุ่งไปชนกระบี่เทพปราบมารที่สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นเข้าจังๆ
กระบี่ผ่านคอขาด
ไม่มีโอกาสให้ดิ้นรนสักนิด
พระสงฆ์... ตอนนี้พอตั้งสติย้อนคิดดู เมื่อกี้ต้าเจินเหรินพูดถึงราชสำนัก พูดถึงนักพรต แต่ไม่ได้พูดถึงพระเลยสักคำ... ก็เพราะแบบนี้เลยลงมือฆ่าแกงกันเลยเหรอ?
ก็พอเข้าใจได้
ในประวัติศาสตร์ จูหยวนจางเริ่มสร้างฐานอำนาจจากทางใต้ แน่นอนว่าเจิ้งอีเต้าที่เป็นฐานที่มั่นของลัทธิเต๋าต้องมีส่วนร่วม พอเข้าใจได้ว่าทำไมถึงถูกถอดตำแหน่งเทียนซือ แต่อิทธิพลของนักพรตในต้าหมิงไม่ได้ลดน้อยลงเลย แถมในยุคต่อมายังพุ่งถึงจุดสูงสุด
แน่นอน รัชสมัยหย่งเล่อเป็นแค่ช่วงเสียสมดุล อิทธิพลในราชสำนักลดลงฮวบฮาบ
เดิมทีก็อดมื้อกินมื้อกันอยู่แล้ว กะว่าไหนๆ ก็ยุคสิ้นธรรมแล้ว ปล่อยจอยแม่งเลย แต่ใครจะคิดว่าเกิดอุบัติเหตุ แล้วก็กลายเป็นอย่างที่จางเคอเห็น วัดวาอารามถูกกีดกันออกจากวงจร
สำเร็จหรือไม่ คนที่ได้เสวยสุขก็มีแต่ต้าหมิงกับพวกนักพรต
สองขาใหญ่นั่นพวกเขาแตะต้องไม่ได้ งั้นในเมื่อแก้ปัญหาไม่ได้ ก็จัดการคนที่สร้างปัญหาซะเลย
แน่นอน การทำแบบนี้พวกพระต้องเจอกับการกวาดล้างที่โหดเหี้ยมแน่ แต่ใครจะกลัวล่ะ?
[จบแล้ว]