- หน้าแรก
- ข้ามมิติพลิกแพลง ตำแหน่งเศรษฐีข้าขอรับ
- บทที่ 45 โฉนดที่ดินมาแล้ว และการคืนห้องเช่า
บทที่ 45 โฉนดที่ดินมาแล้ว และการคืนห้องเช่า
บทที่ 45 โฉนดที่ดินมาแล้ว และการคืนห้องเช่า
วันรุ่งขึ้นหลังจากกลับมาถึงเมือง C ซ่งเฉินก็ได้รับโทรศัพท์จากจ้าวซวี่เอ๋อร์
“คุณซ่งคะ โฉนดที่ดินของคุณออกมาเรียบร้อยแล้วนะคะ ว่างเมื่อไหร่แวะมารับได้เลยค่ะ อ้อ... ทางเราจัดคนเข้าไปทำความสะอาดใหญ่ให้แล้ว คุณสามารถหิ้วกระเป๋าเข้าอยู่ได้ทันทีเลยค่ะ”
“โอเคครับ ลำบากคุณแย่เลย” ซ่งเฉินฉีกยิ้มกว้าง แววตาฉายประกายแห่งความสุข
ในที่สุดเขาก็มี ‘บ้าน’ เป็นของตัวเองในเมืองที่เขาใช้ชีวิตมานานถึง 7 ปี ความรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูกเอ่อล้นขึ้นมาเต็มอก
“ไม่ลำบากเลยค่ะ มันเป็นหน้าที่ของฉันอยู่แล้ว” น้ำเสียงของหญิงสาวปลายสายดูสดใสขึ้นเล็กน้อย ฟังออกว่าเธอกำลังอารมณ์ดีเช่นกัน
ซึ่งก็เป็นความจริง จ้าวซวี่เอ๋อร์ที่ถือโทรศัพท์อยู่อีกฝั่งกำลังยิ้มจนแก้มปริ
จะว่าไป ตอนที่เธอเรียนจบใหม่ๆ การหางานไม่ใช่เรื่องง่ายเลย สุดท้ายต้องจำใจมาสมัครงานเป็นพนักงานขายบ้านเพื่อแก้ขัดไปก่อน
เดิมทีเธอตั้งใจจะทำแค่รอผ่านโปร ได้ใบรับรองการฝึกงานแล้วค่อยลาออกไปหางานใหม่ ใครจะไปคิดว่าดวงจะเฮงขนาดนี้ เดือนเดียวขายบ้านได้ตั้งสามหลัง! แค่ค่าคอมมิชชันอย่างเดียวก็เป็นตัวเลขที่เธอไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึง
ความจริงเธอไม่ได้ใช้เทคนิคอะไรเลย แค่บังเอิญโชคดีมาเจอลูกค้าที่ตั้งใจจะซื้อโครงการนี้อยู่แล้วสามคนรวด เธอแค่พาเดินดูห้องนิดหน่อย พวกเขาก็ตัดสินใจจองทันที
เรื่องเดียวที่ทำให้เธอกลุ้มใจ คือตอนนี้เพื่อนร่วมงานหลายคนเริ่มหมั่นไส้ และแสดงท่าที ‘กีดกัน’ เธอออกจากกลุ่มอย่างเห็นได้ชัด
จ้าวซวี่เอ๋อร์สะบัดหัวไล่เรื่องรกสมองทิ้งไป ก่อนจะพูดเสียงหวานใส่โทรศัพท์ต่อ “คุณซ่งคะ หากมีปัญหาเรื่องบ้านโทรมาสอบถามฉันได้ตลอดเวลาเลยนะคะ แล้วก็... ถ้ามีเพื่อนๆ สนใจอยากซื้อบ้าน ก็แนะนำมาหาฉันได้นะคะ”
“อืม ได้ครับ” ซ่งเฉินรับคำแบบแบ่งรับแบ่งสู้
เพื่อนฝูงรอบตัวเขาตอนนี้ยังไม่มีปัญญามาซื้อบ้านหรูระดับนี้หรอก แต่เรื่องของอนาคตใครจะไปรู้
“งั้น... งั้นไม่รบกวนเวลาแล้วค่ะ สวัสดีค่ะ” จ้าวซวี่เอ๋อร์รออยู่สองสามวินาที เมื่อเห็นว่าปลายสายเงียบไป จึงเป็นฝ่ายกดวางสาย
เพื่อนร่วมงานหญิงสองคนที่ยืนอยู่ไม่ไกล เห็นท่าทางออดอ้อนของเธอก็หันไปซุบซิบกัน แล้วปรายตามองมาทางเธอด้วยสายตาเหยียดหยาม
จ้าวซวี่เอ๋อร์เม้มปากแน่นด้วยความน้อยใจ อยากจะเดินเข้าไปเถียงให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็กลัวว่าถ้าแตกหักกันแล้วจะอยู่ยากกว่าเดิม
ในขณะที่เธอกำลังทำตัวไม่ถูก เกาทาว ก็โผล่เข้ามา และดุลูกน้องช่างเม้าท์สองคนนั้นไปพอเป็นพิธี
“ซวี่เอ๋อร์ อย่าไปสนพวกนั้นเลย พวกหล่อนแค่อิจฉาที่เธอทำยอดได้ดีกว่า” เกาทาวเดินเข้ามาปลอบใจด้วยรอยยิ้ม
จ้าวซวี่เอ๋อร์มองเขาด้วยความซาบซึ้ง “ขอบคุณค่ะพี่ทาว พี่ใจดีจังเลย”
เกาทาวโบกมือ “โธ่ เรื่องเล็กน้อย เวลางานก็ไม่ควรมาอู้งานอยู่แล้ว ถ้าทุกคนขยันได้ครึ่งของเธอ ยอดขายแผนกเราคงพุ่งกระฉูดไปแล้ว”
“ฉันไม่เก่งหรอกค่ะ แค่โชคดีเฉยๆ” จ้าวซวี่เอ๋อร์เขินจนต้องทัดผมที่หู
“โชคก็ถือเป็นความสามารถอย่างหนึ่งนะ... จริงสิ ซวี่เอ๋อร์ เย็นนี้ว่างไหม? พี่มีตั๋วหนังเหลืออยู่ใบหนึ่ง ไปดูด้วยกันไหม?” เกาทาวปูทางมาตั้งนาน ในที่สุดก็เผยเจตนาที่แท้จริง
“คะ?” จ้าวซวี่เอ๋อร์ตาโตด้วยความตกใจ “ดูหนังเหรอคะ... คือ... ฉันไม่ค่อยสะดวกค่ะ”
เธอเริ่มใจคอไม่ดี หลายวันมานี้เธอพอจะดูออกว่าเกาทาวปฏิบัติกับเธอพิเศษกว่าคนอื่น ตอนแรกนึกว่าเพราะเธอทำยอดได้ดีเลยเอ็นดู แต่พอชวนไปดูหนังแบบนี้ ชัดเจนแล้วว่าเขาคิดไม่ซื่อ
“มีนัดแล้วเหรอ?” เกาทาวหน้าตึงขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อถูกปฏิเสธ
“อะ... ใช่ค่ะ นัดเพื่อนไว้แล้ว” จ้าวซวี่เอ๋อร์กะพริบตาปริบๆ โกหกคำโตออกไป
เกาทาวฝืนยิ้ม “งั้นเหรอ... งั้นไว้วันหลังค่อยนัดกันใหม่”
พอลับหลังหัวหน้า จ้าวซวี่เอ๋อร์ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เธอกลัวแทบตายว่าเมื่อกี้เขาจะพูดอะไรที่มันล้ำเส้นกว่านี้ เธอไม่รู้จะปฏิเสธยังไงดี
ทำงานที่เดียวกัน แถมเขาเป็นหัวหน้าโดยตรง ขืนปฏิเสธไปตรงๆ ต่อไปจะมองหน้ากันติดได้ยังไง บรรยากาศการทำงานคงอึดอัดพิลึก
“เฮ้อ... จะทำยังไงดีนะ” จ้าวซวี่เอ๋อร์เคาะหัวตัวเองด้วยความกลุ้มใจ
หรือว่าเธอควรจะหาแฟนสักคน? ถ้ามีแฟนเป็นตัวเป็นตน เกาทาวคงยอมถอยไปเอง
จู่ๆ ภาพของผู้ชายคนหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว... จ้าวซวี่เอ๋อร์หน้าแดงซ่าน รีบเอามือปิดแก้มตัวเอง
บ้าจริง! ทำไมถึงไปนึกถึงคุณซ่งเขานะ คนรวยระดับนั้นจะมาแลตามองเธอได้ยังไง
หล่อ รวย สปอร์ตขนาดนั้น ป่านนี้คงมีแฟนสวยระดับดาราไปแล้วมั้ง ไม่มีทางหลุดมาถึงมือเธอหรอก
ทางด้านซ่งเฉิน หลังจากวางสายจากสาวเซลล์ขายบ้าน เขาก็รีบโทรหาเจ้าของห้องเช่าทันที
เสียงแหลมสูงแสบแก้วหูดังลอดออกมาจากโทรศัพท์ “ฮัลโหล ว่าไงเสี่ยวซ่ง โทรมามีอะไร?”
“คุณป้าครับ ผมจะแจ้งย้ายออกนะครับ โทรมาบอกล่วงหน้า”
“อะไรนะ!” เสียงของป้าเจ้าของหอตวาดแว้ดขึ้นมาทันที
“นึกจะย้ายก็ย้ายได้ไง สัญญายังไม่หมดนะยะ! บอกไว้ก่อนเลยว่าฉันไม่คืนเงินมัดจำให้เด็ดขาด ในสัญญาระบุไว้ชัดเจนแล้ว”
ซ่งเฉินเดาไว้อยู่แล้วว่าต้องมาไม้นี้ จึงตอบกลับด้วยรอยยิ้มเย็น “ทราบครับ ผมไม่ได้จะขอเงินมัดจำคืน”
พอได้ยินว่าไม่ต้องควักเนื้อ ป้าแกก็เสียงอ่อนลง “งั้นจะย้ายออกเมื่อไหร่? ก่อนย้ายฉันต้องเข้าไปตรวจห้องนะ”
“น่าจะสิ้นเดือนครับ เดี๋ยวผมจะทักไปบอกล่วงหน้าหนึ่งวัน”
ของในห้องเช่าไม่ได้มีค่าอะไรมาก แต่มีของส่วนตัวสำคัญๆ ที่ต้องจัดเก็บ อันไหนไม่ใช้ก็ทิ้ง อันไหนจะเอาก็ขนไป
อีกอย่าง บ้านใหม่ยังต้องซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าและของใช้เข้าบ้านอีกนิดหน่อย ต้องเผื่อเวลาจัดการตรงนี้ด้วย
“ทำไมย้ายกะทันหันแบบนี้ เวลาแค่นี้ฉันจะไปหาคนเช่าใหม่ทันได้ยังไง ฉันเสียหายนะยะ เสี่ยวซ่ง เธอทำแบบนี้มัน ไม่แฟร์เลยนะ” ป้าเจ้าของหอเริ่มบ่นกระปอดกระแปด หวังจะรีดไถเงินชดเชยเพิ่ม
ซ่งเฉินไม่อยากเสียเวลามาต่อล้อต่อเถียงเพื่อเงินไม่กี่พันหยวน จึงตัดบท “งั้นหักค่าเสียหายจากค่าเช่าล่วงหน้าที่เหลืออยู่ไปเลยครับ”
เรื่องนี้เขายอมรับว่าผิดที่ย้ายออกกะทันหัน แต่ค่าเช่าที่จ่ายล่วงหน้าไปอีกเดือนกว่าๆ เขาตั้งใจจะทิ้งให้แกอยู่แล้ว
แต่จะพูดตรงๆ ไม่ได้ ขืนบอกว่า ‘ยกให้’ ยัยป้าหน้าเลือดนี่ต้องได้คืบจะเอาศอกแน่นอน
เสียงหัวเราะชอบใจดังลั่นเหมือนลิงได้แก้ว “ฮ่าๆๆๆ โอเค! ตกลงตามนี้ พ่อหนุ่มนี่นิสัยดีใช้ได้เลยนะเนี่ย ไม่เสียแรงที่ป้าเอ็นดูมาตลอด”
ซ่งเฉิน: ...
สมองเสื่อมหรือเปล่าป้า? เอ็นดูตอนไหนวะ? ตั้งแต่มาอยู่ เคยเห็นแต่ป้ามาทวงค่าเช่าล่วงหน้า กับด่ากราดเรื่องค่าน้ำค่าไฟเนี่ยนะ?
ช่างเถอะ... ไหนๆ ก็จะไปแล้ว ถือว่าทำบุญให้เจ้ากรรมนายเวร จบกันด้วยดีก็แล้วกัน