- หน้าแรก
- ข้ามมิติพลิกแพลง ตำแหน่งเศรษฐีข้าขอรับ
- บทที่ 33 จู่ๆ ก็ได้คู่หมั้นมาแบบงงๆ
บทที่ 33 จู่ๆ ก็ได้คู่หมั้นมาแบบงงๆ
บทที่ 33 จู่ๆ ก็ได้คู่หมั้นมาแบบงงๆ
หลังจากสองแม่ลูกกระซิบกระซาบปรึกษากันอยู่พักหนึ่ง ไช่เสี่ยวเฟินก็หันกลับมายืนกรานหัวชนฝาอีกครั้งว่าจะให้ฉินเหวินซูแต่งงานกับลูกชายตนให้ได้
คุณตาฉินทั้งโกรธทั้งร้อนใจ จนหายใจไม่ทัน มือเหี่ยวย่นกุมหน้าอกแน่น ทำท่าเหมือนจะลมจับไปเสียเดี๋ยวนั้น
ซ่งเฉินรีบเข้าไปประคอง ลูบหลังเบาๆ เพื่อให้ท่านผ่อนคลาย “คุณปู่ฉินครับ ทำใจดีๆ ไว้ครับ ไหวไหมครับ?”
“ฉะ... ฉันไม่เป็นไร” จู่ๆ คุณตาฉินเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ มือที่สั่นเทาคว้าหมับเข้าที่ท่อนแขนของซ่งเฉินแล้วบีบแน่น
แววตาของชายชราเต็มไปด้วยความคาดหวังระคนรู้สึกผิด “เสี่ยวซ่ง... ช่วยปู่สักครั้งเถอะนะ”
“ช่วยอะไรครับ?” ซ่งเฉินยังจับต้นชนปลายไม่ถูก
แต่คุณตาฉินไม่ได้ตอบเขา กลับหันขวับไปมองไช่เสี่ยวเฟินด้วยสายตามุ่งมั่น “บอกความจริงกับพวกแกเลยแล้วกัน พ่อหนุ่มคนนี้คือ คู่หมั้น ที่ฉันหมั้นหมายไว้ให้หลานสาวตั้งแต่เด็ก เดิมทีตั้งใจว่ารอให้ซูซูอายุครบ 20 ปีค่อยให้แต่งงานกัน ไม่นึกว่าจะมาเกิดเรื่องบ้าๆ นี่เสียก่อน ครั้งนี้เขามาที่นี่ก็เพื่อมาจัดการเรื่องนี้โดยเฉพาะ”
ซ่งเฉินยืนงงเป็นไก่ตาแตก หะ? อะไรนะ? จู่ๆ เขากลายเป็นคู่หมั้นคู่หมายของฉินเหวินซูไปตั้งแต่เมื่อไหร่?
ฉินเหวินซูเองก็ตกตะลึงกับคำพูดของปู่ เธอกัดริมฝีปากแน่น ลอบมองซ่งเฉินแวบหนึ่ง แล้วเลือกที่จะปิดปากเงียบไม่คัดค้าน
เธอไม่รู้ว่าสิ่งที่ปู่พูดเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ แต่ถ้าต้องเลือกว่าจะแต่งงานกับใคร ระหว่างปู่หาให้ กับหลี่ต้าเฉียง... เธอย่อมเลือกอย่างแรกโดยไม่ต้องคิด
หลี่ต้าเฉียงเทียบกับชายหนุ่มตรงหน้าไม่ได้เลยสักนิด คนหนึ่งหล่อเหลาบุคลิกดี อีกคนหน้าตาน่าเกลียดแถมท่าทางหื่นกาม
พอรู้ตัวว่ากำลังคิดอะไรอยู่ แก้มซีดเผือดของฉินเหวินซูก็ซับสีเลือดจางๆ
ฉินเหวินคังได้ยินปู่พูดแบบนั้นก็ตาโต รีบตะโกนสนับสนุนเสียงดัง “ปู่พูดถูกแล้ว! พี่ซ่งคือคู่หมั้นของพี่สาวผม พี่สาวต้องแต่งงานกับเขาเท่านั้น ห้ามแต่งกับคนอื่น!”
“ฉันไม่เชื่อ! ถ้ามีคู่หมั้นทำไมไม่รีบบอกแต่แรก ทำไมเมื่อสองวันก่อนถึงยอมตกลงจะแต่งกับฉัน!” หลี่ต้าเฉียงโวยวายด้วยความกังขา พลางถลึงตาใส่ซ่งเฉินอย่างกินเลือดกินเนื้อ
ในสายตาของเขา ไอ้หน้าหล่อที่โผล่มาปุบปับนี่คือศัตรูหัวใจที่มาแย่งเมีย เขาอยากจะพุ่งเข้าไปซัดหน้ามันให้หงายหลัง
เมื่อมีข้ออ้างแล้ว คุณตาฉินก็เริ่มใจเย็นลง อธิบายอย่างใจเย็น “ก็เพราะก่อนหน้านี้เหวินซูยังเด็ก ฉันตั้งใจจะรอให้หลานอายุ 20 ค่อยคุยเรื่องแต่งงาน ใครจะไปนึกว่าแกจะหน้าด้านใช้บุญคุณมาบีบบังคับกันแบบนี้ แค่ช่วยหลานฉันขึ้นจากน้ำก็จะมัดมือชกให้แต่งงานด้วย ยุคนี้มันสังคมใหม่แล้วนะ การแต่งงานจะฝืนใจฝ่ายหญิงไม่ได้!”
“ซูซู หลานบอกพวกเขาไปซิ ว่าหลานเต็มใจจะแต่งงานกับสหายชายคนนี้ไหม?”
คุณตาฉินดึงตัวหลานสาวออกมาจากด้านหลัง ฉินเหวินซูก้มหน้ามองพื้น ส่ายหน้าเบาๆ แต่ตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “หนูไม่แต่งค่ะ”
หลี่ต้าเฉียงทำหน้าเจ็บปวดรวดร้าว ราวกับถูกหญิงคนรักทรยศหักหลัง “ยุวปัญญาชนฉิน คุณทำกับผมแบบนี้ได้ยังไง ผมอุตส่าห์ช่วยชีวิตคุณ เนื้อตัวคุณก็ถูกผมทั้งกอดทั้งลูบคลำไปหมดแล้ว นอกจากผม ยังจะมีผู้ชายหน้าไหนยอมแต่งงานกับคุณอีก!”
คำพูดหยาบคายนี้ทำให้ฉินเหวินซูหน้าซีดเผือด หลายวันมานี้สองแม่ลูกตระกูลหลี่ใช้ข้ออ้างนี้มากดดันเธอไม่หยุดหย่อน ชาวบ้านในกองพลก็พากันซุบซิบนินทา เธอทนสายตาดูถูกเหยียดหยามไม่ไหวจึงต้องยอมจำนน
แต่ในใจลึกๆ เธอไม่เคยยินยอม ในวัยสาวแรกแย้มเธอก็เคยฝันถึงชายในอนาคต ไม่ว่าจะสุภาพอ่อนโยนหรือสูงใหญ่หล่อเหลา แต่ต้องไม่ใช่ชายบ้านนอกที่หยาบกระด้างและน่ารังเกียจอย่างหลี่ต้าเฉียงแน่นอน
ดังนั้นเมื่อปู่มาถึงและยืนกรานคัดค้าน เธอจึงตัดสินใจที่จะสู้เพื่อตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย
ไช่เสี่ยวเฟินเท้าสะเอว มองฉินเหวินซูด้วยสายตาดูแคลน “ลูกชายฉันพูดถูก ยุวปัญญาชนฉินอย่าทำเป็นไม่รู้ดีชั่ว ลูกฉันยินดีรับผิดชอบก็ถือว่าบุญหัวแล้ว ถามหน่อยเถอะว่าไอ้คู่หมั้นกำมะลอนั่น ถ้ารู้ว่าเธอโดนลูกชายฉันจับนิดจับหน่อยจนช้ำไปทั้งตัวแล้ว มันยังจะเอาเธออยู่ไหม?”
ฉินเหวินซูเผลอมองไปทางซ่งเฉินโดยสัญชาตญาณ สายตาของไทยมุงทุกคนก็พุ่งเป้าไปที่ซ่งเฉินเช่นกัน บ้างก็รอสมน้ำหน้า บ้างก็เวทนา
“เสี่ยวซ่ง...” คุณตาฉินขยับปากเรียกไร้เสียง หวังให้ชายหนุ่มช่วยกู้หน้าหลานสาว
เขาไม่ได้คิดจะจับคู่ให้ทั้งสองคนจริงๆ แค่หมดหนทางแล้ว จึงต้องยืมชื่อซ่งเฉินมาเป็นข้ออ้างเพื่อปฏิเสธหลี่ต้าเฉียง
ซ่งเฉินตกกระไดพลอยโจนเข้าให้แล้ว พอสบตาวิงวอนของคุณตาฉิน และเห็นน้ำตาคลอเบ้าของเด็กสาววัย 18 ปีที่กำลังมองมา เขาก็ปฏิเสธไม่ลง
อายุ 18 ปี ถ้าเป็นโลกปัจจุบันก็ยังเป็นแค่นักเรียนมัธยมปลาย เขาจะทนดูอนาคตของเด็กสาวคนหนึ่งพังพินาศไปต่อหน้าต่อตาได้อย่างไร
“ผมไม่ถือสาครับ” ซ่งเฉินประกาศก้อง “เมื่อเทียบกับชีวิตคน เรื่องหยุมหยิมพวกนี้มันไร้สาระมาก ถ้าพวกคุณยังกล้าบีบบังคับคู่หมั้นของผมอีก ผมจะไป แจ้งความกับตำรวจ ข้อหาข่มขู่คุกคามและพยายามบังคับขืนใจให้แต่งงาน!”
คำพูดของซ่งเฉินหนักแน่นดุจหินผา โดยเฉพาะคำว่า ‘แจ้งความ’ ทำเอาทุกคนในที่นั้นตะลึงงัน
“เรื่องแค่นี้ถึงกับต้องแจ้งตำรวจเลยเหรอ ตำรวจเขาจะสนใจเหรอ?”
“ไม่รู้สิ แต่พ่อหนุ่มคนนี้พูดจาฉะฉานมีหลักการ ไม่แน่ตำรวจอาจจะเอาเรื่องจริงก็ได้นะ ถ้าโดนจับเข้าคุกนี่ขายขี้หน้าตายชัก”
“หัวหน้ากองพลไปไหน ทำไมยังไม่มา ถ้าเรื่องถึงโรงพัก กองพลเราหมดสิทธิ์ลุ้นรางวัล ‘กองพลก้าวหน้า’ ประจำปีนี้แน่”
ไม่นานนัก หลี่โหย่วเกิน หัวหน้ากองพลผลิตหลี่เจียหยิง ก็ได้รับข่าวและรีบบึ่งมาอย่างหน้าตาตื่น
เขาขมวดคิ้วเป็นปม เอามือไพล่หลังแหวกฝูงชนเข้ามา “เงียบ! เงียบเดี๋ยวนี้! ใครช่วยเล่าซิว่ามันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น?”
ความจริงหลี่โหย่วเกินรู้เรื่องที่บ้านยุวปัญญาชนฉินมากันแล้ว แต่ไม่อยากยุ่งเรื่องผัวๆ เมียๆ เลยแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น กะให้เคลียร์กันเอง
แต่พอสายข่าววิ่งไปบอกว่า คู่หมั้นของยุวปัญญาชนฉินมาแล้ว แถมขู่จะแจ้งจับหลี่ต้าเฉียงเข้าคุก
แบบนี้ยอมไม่ได้เด็ดขาด! ถ้าคนในกองพลมีประวัติอาชญากรรม การประเมินผลงาน ‘กองพลก้าวหน้า’ ในอีกสามปีข้างหน้าเป็นอันโมฆะ เขาจึงต้องรีบแจ้นมาทันที
ซ่งเฉินเดินยิ้มเย็นเข้าไปหาหลี่โหย่วเกิน “คุณคงเป็นหัวหน้ากองพลสินะครับ ผมแซ่ซ่ง เป็นคู่หมั้นของฉินเหวินซู ผมมาที่นี่เพราะได้ยินว่ามีคนใช้อำนาจบาตรใหญ่บีบบังคับให้คู่หมั้นผมแต่งงานด้วย หัวหน้ากองพลลองตรองดูสิครับ พฤติกรรมแบบนี้มันต่างอะไรกับพวกโจรป่า? ต่างอะไรกับพวกนายทุนเจ้าที่ดินหน้าเลือดในยุคเก่า?”
“คนที่มีความคิดล้าหลัง ต่ำตม และกดขี่สตรีเพศแบบนี้ ผมว่าสมควรส่งตัวไปสถานีตำรวจเพื่อดัดนิสัยและรับการอบรมใหม่ให้เข็ดหลาบ หัวหน้ากองพลเห็นด้วยกับผมไหมครับ?”
ซ่งเฉินเปิดฉากด้วยการโยนข้อหาฉกรรจ์ทางการเมืองใส่หน้า หลี่โหย่วเกินถึงกับไปไม่เป็น เหงื่อกาฬไหลพลั่กเต็มหน้าผาก “เอ่อ... สหายซ่ง มีอะไรค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันดีกว่าครับ สหายตำรวจเขางานยุ่ง คงไม่มีเวลามาจัดการเรื่องขี้ปะติ๋วพรรค์นี้หรอกมั้งครับ”
“หัวหน้ากองพลพูดเล่นแล้ว ตำรวจคือผู้รับใช้ประชาชน จะละเลยความเดือดร้อนของประชาชนได้ยังไงครับ? เอาอย่างนี้ ถ้าคุณไม่เชื่อ งั้นเราไปคุยกันที่สถานีตำรวจตอนนี้เลย ให้ตำรวจมาเป็นคนตัดสิน ถ้าตำรวจบอกว่าซูซูสมควรแต่งงานกับหลี่ต้าเฉียง ผมก็ยินดีน้อมรับคำตัดสิน”
รอยยิ้มบนหน้าซ่งเฉินยังคงเดิม แต่วาจาที่เอ่ยออกมาคือการข่มขู่อย่างเปิดเผย!