- หน้าแรก
- ข้ามมิติพลิกแพลง ตำแหน่งเศรษฐีข้าขอรับ
- บทที่ 15 ยกแสตมป์ให้ซ่งเฉิน
บทที่ 15 ยกแสตมป์ให้ซ่งเฉิน
บทที่ 15 ยกแสตมป์ให้ซ่งเฉิน
ซ่งเฉินจัดแจงวางซาลาเปา หมั่นโถว และโจ๊กหมูลงบนโต๊ะเล็กทีละอย่าง “หิวแย่แล้วล่ะสิ รีบกินเร็วเข้า”
เจียงหงฉีจ้องมองซาลาเปากับหมั่นโถวสีขาวนวลบนโต๊ะ รวมถึงโจ๊กที่ส่งกลิ่นหอมฉุยของเนื้อหมู เขาต้องกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
“อาซ่งครับ ของพวกนี้มันดีเกินไป ผมกินไม่ลงหรอกครับ” เขาฝืนใจละสายตา หันหน้าหนีจากอาหารบนโต๊ะ
“เจ้าเด็กคนนี้นี่ จะให้ฉันพูดยังไงกับเธอดีนะ” ซ่งเฉินถอนหายใจอย่างระอา ก่อนจะตัดสินใจหยิบซาลาเปาไส้เนื้อยัดใส่มือเด็กชายแล้วจ่อไปที่ปาก
“รีบกินซะ ถ้าเธอไม่กิน อาจะเอาของพวกนี้ไปทิ้งให้หมดเลยนะ”
เมื่อกลิ่นหอมของซาลาเปามาจ่ออยู่ที่ปาก บวกกับคำขู่ของซ่งเฉิน ในที่สุดเจียงหงฉีก็อดใจไม่ไหว กัดลงไปคำเล็กๆ
ทันทีที่ลิ้มรสความอร่อยของซาลาเปาที่ห่างหายไปนาน ขอบตาของเขาก็แดงก่ำ น้ำตาไหลพรากหยดลงมาทีละเม็ด
ซ่งเฉินช่วยเช็ดน้ำตาบนแก้มเด็กน้อยอย่างเบามือ “ร้องไห้ทำไมหื้ม? ซาลาเปาไม่อร่อยเหรอ? ถ้าไม่อร่อยก็ไม่ต้องกิน มาลองกินโจ๊กผักใส่หมูเส้นนี่ดู”
“มะ... ไม่ใช่ครับ มันอร่อยมาก ผมแค่ไม่ได้กินซาลาเปาอร่อยๆ แบบนี้มานานมากแล้ว” เจียงหงฉีสะอื้นไห้พลางอธิบาย
เมื่อก่อนตอนที่พ่อยังอยู่ พ่อมักจะหิ้วแป้งสาลีและเนื้อหมูกลับมาให้แม่ทำซาลาเปาให้พวกเขากินเสมอ
แต่ตั้งแต่พ่อจากไป แล้วแม่ก็ตามตากับยายกลับบ้านเดิม พวกเขาก็กลายเป็นเด็กที่ไม่มีใครต้องการ
จังหวะนั้นเอง จางจวี๋ก็เดินเข้ามาพร้อมหิ้วกล่องข้าวมาด้วย “หงฉี น้าเอาข้าวมาส่งแล้วจ้ะ”
สิ้นเสียง เธอก็เห็นเจียงหงฉีกำลังถือซาลาเปาไส้เนื้อกินอยู่ จึงร้องทักด้วยความแปลกใจ “อ้าว นี่พวกเธอกินกันแล้วเหรอ”
ความจริงเธอตั้งใจจะมาดูอาการของหนูหงเยี่ยนตั้งนานแล้ว แต่ที่บ้านเธอก็มีลูกต้องดูแล ต้องทำกับข้าวให้ลูกกินก่อน
กว่าคนในบ้านจะกินข้าวเย็นเสร็จ เธอถึงปลีกตัวหิ้วกับข้าวที่เตรียมไว้มาโรงพยาบาลได้
“น้าจางมาแล้วเหรอครับ นี่เป็นมื้อเย็นที่อาซ่งซื้อมาให้ครับ” เจียงหงฉีตอบอย่างเกรงใจ
จางจวี๋มองซ่งเฉินด้วยสายตาซาบซึ้ง “เสี่ยวซ่ง วันนี้ต้องขอบคุณเธอมากจริงๆ นะ”
“พี่จางไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ เด็กสองคนนี้น่าสงสาร ผมช่วยได้ก็ช่วยครับ” ซ่งเฉินตอบพร้อมรอยยิ้ม
ทั้งสองคุยสัพเพเหระกันครู่หนึ่ง จางจวี๋ก็เริ่มไล่ซ่งเฉินกลับ “วันนี้รบกวนเธอมาทั้งวันแล้ว ฟ้ามืดแล้วรีบกลับเถอะ เดี๋ยวคนที่บ้านจะเป็นห่วง ส่วนทางนี้เดี๋ยวน้าดูแลต่อเอง”
“เอางั้นก็ได้ครับ งั้นผมขอกลับก่อน พรุ่งนี้อาจะมาเยี่ยมใหม่นะ” พูดจบซ่งเฉินก็ยิ้มพลางหยิกแก้มเจียงหงฉีเบาๆ แล้วเดินออกจากห้องพักผู้ป่วยไปอย่างคล่องแคล่ว
เดิมทีเขาตั้งใจจะอยู่เฝ้าไข้หนูหงเยี่ยนในคืนนี้ แต่ในเมื่อจางจวี๋มาแล้ว เขาจึงไม่ดึงดัน
พูดกันตามตรง เขากับเด็กสองคนนี้เพิ่งเจอกันครั้งแรก ย่อมเทียบไม่ได้กับเพื่อนบ้านที่เห็นกันมาเป็นสิบปี ความไว้ใจและความอุ่นใจย่อมต่างกัน
เมื่อซ่งเฉินกลับไปแล้ว จางจวี๋จึงได้คุยเรื่องของเขาให้เจียงหงฉีฟัง
“หงฉี คุณอาคนเมื่อกี้ ที่จริงแล้วก็คือคนที่อยากจะขอซื้อแสตมป์จากเธอนั่นแหละ วันนี้โชคดีมากที่ได้เขาช่วยไว้ เธอต้องสำนึกในบุญคุณของเขารู้ไหม”
ดวงตาของเจียงหงฉีเบิกกว้างด้วยความตกใจ หันไปมองจางจวี๋ราวกับไม่อยากจะเชื่อ “ก็น้าบอกว่าเขาเป็นเพื่อนของน้านี่ครับ?”
“เอ่อ... ก็ถือว่าเป็นเพื่อนนั่นแหละ เสี่ยวซ่งเขาเป็นคนดี น้าเองก็คุยกับเขาถูกคอ” จางจวี๋แตะจมูกแก้เก้อ
เจียงหงฉีคาดไม่ถึงเลยว่าซ่งเฉินจะเป็นคนเดียวกับคนที่อยากได้แสตมป์
แต่เขาไม่เข้าใจ ทำไมอีกฝ่ายถึงไม่เคยเอ่ยปากเรื่องแสตมป์กับเขาเลยสักคำ?
ดูจากความช่วยเหลือที่ซ่งเฉินมอบให้สองพี่น้อง ต่อให้เขายกแสตมป์ให้ฟรีๆ ก็ยังถือว่าไม่มากเกินไปเลย
จางจวี๋เห็นแววตาสงสัยของเด็กน้อย จึงยิ้มแล้วบอกว่า “ก็เขาเป็นคนจิตใจดีไงล่ะ แบบนี้เขาเรียกว่า ‘ทำคุณไม่หวังผลตอบแทน’ แต่หงฉีเองก็อย่าเป็นคนอกตัญญูล่ะ ขายแสตมป์พวกนั้นให้อาซ่งเขาไปเถอะ”
เจียงหงฉีพยักหน้า แล้วก็ส่ายหน้า “ไม่ขายครับ ผมจะยกให้อาซ่ง”
“โธ่ เจ้าเด็กคนนี้ อาซ่งของเธอเขาไม่ขาดแคลนเงินหรอก แต่จะว่าไปค่ารักษาพยาบาลของหงเยี่ยน เสี่ยวซ่งก็น่าจะเป็นคนออกให้ก่อน ถ้าอย่างนั้นเธอยกแสตมป์ให้เขาไปเลยก็ดีเหมือนกัน”
ซ่งเฉินตื่นแต่เช้ามืดในวันรุ่งขึ้น เพราะนัดกับเฉินหมิงไว้ตอนตีห้า
เฉินหมิงมารอที่จุดนัดพบตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง รอจนถึงตีห้าเป๊ะถึงเห็นซ่งเฉินเดินทอดน่องมาอย่างไม่รีบร้อน
เขาตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่ รีบวิ่งเข้าไปต้อนรับ “น้องชาย ในที่สุดก็มา ของได้ครบไหม?”
“อยู่นี่หมดแล้วครับ พี่เฉินนับดูได้เลย” ซ่งเฉินพูดพลางหาวหวอดๆ
เฉินหมิงใช้เวลาครู่หนึ่งในการตรวจสอบสินค้าทั้งหมด เมื่อพบว่าไม่มีปัญหาจึงยื่นเงินให้ซ่งเฉิน “งั้นพี่ไปก่อนนะ ต้องรีบเอาของไปปล่อยที่ตลาดมืด อ้อ! ถ้าของหมดแล้วพี่จะติดต่อเธอได้ที่ไหนล่ะ?”
“ช่วงสองวันนี้ผมอาจจะไม่ค่อยว่าง ถ้าพี่ต้องการอะไร ให้เขียนโน้ตแปะไว้ที่มุมกำแพงตรงนี้ แล้วผมจะมาบอกเวลานัดรับของอีกที” ซ่งเฉินตรองดูแล้วเสนอวิธีนี้
เฉินหมิงพยักหน้ารับคำ “ได้ เอาตามนี้เลย”
ในเมื่อตื่นเช้าแล้ว ซ่งเฉินก็ไม่อยากกลับไปนอนต่อ จึงข้ามกลับไปโลกปัจจุบันเพื่อซื้ออาหารเช้าแล้วตรงดิ่งไปโรงพยาบาล
เมื่อคืนเจียงหงฉีต้องคอยลุกขึ้นมาเช็กไข้น้องสาวเป็นระยะ พอซ่งเฉินไปถึงโรงพยาบาลจึงเห็นเขายังฟุบหลับอยู่ข้างเตียง
พอได้ยินเสียงเปิดประตู เขาก็ลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างระแวดระวัง นัยน์ตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยสีแดง “อาซ่ง?”
“ตื่นแล้วเหรอ งั้นมากินข้าวเช้ากัน วันนี้มีเกี๊ยวกับโจ๊กนะ” ซ่งเฉินยิ้มพลางวางของลงบนโต๊ะ
หลังจากกินมื้อเช้าเสร็จ เจียงหงฉีก็มองซ่งเฉินด้วยท่าทางบิดไปบิดมาเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง “อาซ่งครับ ผมมีเรื่องอยากจะบอก”
“เรื่องอะไรล่ะหืม?” ซ่งเฉินถามด้วยความสงสัย
“น้าจางบอกว่าอาชอบสะสมแสตมป์ ผมเลยอยากจะมอบแสตมป์ที่บ้านให้อาครับ” ใบหน้าเล็กๆ ของเจียงหงฉีฉายแววจริงจังเคร่งขรึม
ซ่งเฉินได้ยินดังนั้นก็ลิงโลดในใจ นึกว่าเรื่องนี้ต้องยื้อกันอีกยาว ไม่นึกเลยว่าเจ้าตัวเล็กจะเอ่ยปากยกให้เองแบบนี้
ฟ้าดินเป็นพยาน เมื่อวานที่เขาช่วยเด็กสองคนนี้ไม่ได้ทำเพื่อหวังแสตมป์เลยจริงๆ เป็นความเมตตาล้วนๆ แต่ก็นับว่าเป็นลาภลอยที่น่ายินดี
ซ่งเฉินลูบหัวเจียงหงฉีอย่างเอ็นดู “อาไม่รับฟรีหรอก อาขอซื้อต่อจากเราแล้วกัน”
เจียงหงฉีส่ายหน้าดิก “ไม่เอาครับ ผมอยากยกให้อา เพื่อตอบแทนที่อาช่วยผมกับน้องสาวเมื่อวานนี้”
ซ่งเฉินไม่ได้เถียงต่อ กะว่าถึงเวลาค่อยแอบยัดเงินใส่มือให้ทีหลัง
เจียงหงเยี่ยนได้รับการดูแลตลอดคืนจนไข้ลดสนิทแล้ว หมอบอกว่าสามารถออกจากโรงพยาบาลได้เลย
เธอรู้จากพี่ชายแล้วว่าอาคนนี้เป็นคนพาเธอมาส่งโรงพยาบาลเมื่อวาน จึงส่งยิ้มเขินอายให้ “ขอบคุณค่ะคุณอา”
เสียงเล็กๆ ของเด็กหญิง บวกกับดวงตากลมโตที่จ้องมองมา ทำเอาหัวใจของชายฉกรรจ์อย่างซ่งเฉินละลายกลายเป็นน้ำ
“หนูหงเยี่ยนไม่ต้องขอบคุณหรอกจ้ะ ยังมีตรงไหนไม่สบายอีกไหมคะ?” เสียงของซ่งเฉินเปลี่ยนเป็น ‘เสียงสอง’ โดยอัตโนมัติ จนเจียงหงฉีต้องหันมามองด้วยความประหลาดใจ
“อาซ่งครับ เจ็บคอหรือเปล่าครับ? เดี๋ยวผมไปเทน้ำให้”
ซ่งเฉิน: ...
ให้ตายเถอะ เจ้าเด็กบ้านี่ไม่มีความน่ารักเอาซะเลย
ซ่งเฉินอาสาไปส่งสองพี่น้องกลับบ้าน ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าประตูบ้าน ก็ต้องเจอกับการโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว รองเท้าเหม็นเน่าข้างหนึ่งลอยละลิ่วตรงดิ่งมาทางพวกเขา!