เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 อะไรนะ?เจ้าไม่ได้เข้าไปในคลังงั้นหรอ?

บทที่ 12 อะไรนะ?เจ้าไม่ได้เข้าไปในคลังงั้นหรอ?

บทที่ 12 อะไรนะ?เจ้าไม่ได้เข้าไปในคลังงั้นหรอ?


บทที่ 12

อะไรนะ?เจ้าไม่ได้เข้าไปในคลังงั้นหรอ?

เมืองตงซาน หอหวังเจียง

เดิมทีหลังจากตกกลางคืนสถานที่แห่งนี้ควรจะสว่างไสวเป็นช่วงเวลาที่ธุรกิจเฟื่องฟู แต่ในเวลานี้มีควันหนาทึบไปทั่วเมืองมีแม้แต่เสียงตะโกนฆ่าฟัน ไม่มีใครสนใจที่จะนั่งดื่มชาหรือต้มเหล้าหรือพูดถึงเรื่องอื่นๆ

ภายในห้องส่วนตัวยอดหอคอยหวังเจียง ชายหนุ่มและหญิงสาวสองคนสวมเสื้อผ้าหรูหรานั่งอยู่ตรงกันข้ามกัน ด้านหลังชายหนุ่มมีผู้คุ้มกัน 4 คนสวมชุดเกราะยืนอยู่

สาวใช้คนสวยที่อยู่ข้างๆนางก้มหน้าลงและยืนตรงอยู่ตรงนั้น

เมื่อมองไปยังสถานการณ์ในเมือง ใบหน้าหล่อๆของชายหนุ่มดูไม่สบอารมณ์อย่างชัดเจน ได้ยินเพียงเขาเอ่ยขึ้นอย่างโกรธเคือง

“หลี่มู่ฟาน ช่างมีหัวคิดยิ่งนักแค่พริบตาเดียวก็สามารถสร้างความวุ่นวายในเมืองได้ดูเหมือนว่าตัวข้านั้นจะดูถูกเขาเกินไป!”

หญิงสาวที่นั่งอยู่มีใบหน้างดงาม นางหัวเราะเบา        “ฝ่าบาท ทรงกล่าวว่าหลายวันมานี้เขาซ่อนตัวอยู่ในเมือง และคนคนนี้ดูเหมือนจะมีความสามารถมากขึ้นอีกหลายส่วน”

สีหน้าของชายหนุ่มยิ่งดูน่าเกลียดจริงๆ นางยิ้มพลางส่ายหัวกล่าวว่า “ท่านไม่ต้องคิดมาก ในเมืองมีทหารชั้นยอด 10,000 คน ฝ่าบาทเพียงส่งคนไปเฝ้าประตูเมืองให้หนาแน่นขึ้น ตามวิธีที่เราตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าเขาจะมี 3 หัวหรือแขนก็ไม่สามารถหลบหนีได้”

เมื่อชายคนนั้นได้ยินสีหน้าของเขาผ่อนคลายลงเล็กน้อยหันไปพูดกับ 2 คนที่อยู่ข้างหลังว่า “พวกเจ้านำป้ายของข้าไปที่ประตูเมืองและบอกนายทหารรักษาเมืองว่าหากเจอผู้หลบหนีให้พามาหาข้าทันที!”

“พ่ะย่ะค่ะ”

คนทั้ง 2 ที่อยู่ด้านหลังรับปากและหายลับไปในห้องส่วนตัว   เมื่อหญิงสาวเห็นดังนั้นดวงตาของนางก็ส่องประกายยากที่จะสังเกตเห็น นั่งมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นแม่น้ำ      หยุนชางที่ไหลผ่านช่องแคบ

“ฝ่าบาท เมื่อเสด็จข้ามช่องแคบไปก็จะเป็นดินแดนของเผ่าเอลฟ์ ข้าได้ยินมาว่าที่นั่นมีสินค้ามากมายและอุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยความงามของเผ่าเอลฟ์ที่ถือกำเนิดขึ้นมา ท่านจะพาข้าไปที่นั่นได้หรือไม่?”

ชายหนุ่มส่ายหัวและกล่าวว่า “เรื่องนี้ค่อนข้างยาก เผ่าเอลฟ์เป็นพวกสูงส่งและถือว่าเผ่าของเราเป็นทาส แม้ว่าตัวข้าเองได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ แต่การไปมานั้นยังคงมีความลำบากมากมาย หากเจ้าอยากไปรอถึงช่วงการส่งเครื่องบรรณาการให้กับเผ่าเอลฟ์พวกเราค่อยไปด้วยกัน”

หญิงสาวได้ยินดังนั้นก็มองเขาอย่างเฉยเมยยิ้มบางๆและส่ายหน้าเบาๆ “เช่นนั้นก็ดีวันหน้าค่อยว่ากันใหม่ พวกเรามาดูกันเถอะว่าคนผู้นั้นจะก่อความวุ่นวายได้มากแค่ไหน”

ชายคนนั้นหันไปมองที่เมืองตงซานที่มีควันหนาทึบและกล่าวด้วยใบหน้าเคร่งขรึมว่า “ชายผู้นั้นทำให้เมืองใหญ่ของอาณาจักรปั่นป่วนและทำลายความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรกับเผ่าพันธุ์ต่างแดน หากข้าจับตัวได้ จะต้องกุดหัวของเขาเท่านั้น!”

แต่ยังไม่ทันจะพูดจบ เสียงตะโกนอย่างเร่งรีบก็ดังขึ้นนอกห้อง

“ฝ่าบาท!พระชายา!แย่แล้วที่นี่ไฟไหม้..”

อีกด้านหนึ่ง  หลี่มู่ฟานที่สวมชุดเกราะและถือดาบยาวกำลังขี่ม้าอยู่ ด้านหลังของเขานำทหารจากค่ายองครักษ์เดินอย่างสบายๆบนถนนที่วุ่นวายของเมืองตงซาน ซึ่งตรงกันข้ามกับฉากฝูงไก่บินและสุนัขกระโดดไปมา

“รายงานขอรับ”

ทหารคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเขาคุกเข่าลงข้างหนึ่งและกล่าวด้วยความเคารพว่า “ทูลฝ่าบาท!ตามคำสั่งของท่าน หัวหน้าจางเถี่ยพาเหล่าพี่น้องไปจุดไฟเผาสถานที่สำคัญในเมือง เช่น ยุ้งฉางคฤหาสน์เจ้าเมือง ฟาร์มม้าและหอหวังเจียง หัวหน้าจางยังขอให้ข้ากลับมาถามท่านว่าจะทำอย่างไรต่อไป?”

หลี่มู่ฟาน ไม่ตอบและถามกลับไปว่า “พวกเจ้าเผาคลังแล้วได้อะไรกลับมาบ้าง?”

ทหารอึ้งไปเล็กน้อย “รายงานฝ่าบาท พวกเราไม่ได้เข้าไปในคลังเงิน หัวหน้าจางเห็นว่าไฟในคลังลุกโชนมากจึงพาพวกเราไปจุดไฟที่อื่น”

“อะไรนะ!พวกเจ้าไม่ได้เข้าไปในคลังเงินอย่างนั้นหรอ?”

จบบทที่ บทที่ 12 อะไรนะ?เจ้าไม่ได้เข้าไปในคลังงั้นหรอ?

คัดลอกลิงก์แล้ว