เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 33: ลดเกณฑ์คะแนน เพียงเพื่อรับสวี่ชิวเข้าศึกษา

บทที่ 33: ลดเกณฑ์คะแนน เพียงเพื่อรับสวี่ชิวเข้าศึกษา

บทที่ 33: ลดเกณฑ์คะแนน เพียงเพื่อรับสวี่ชิวเข้าศึกษา


สวี่ชิวรู้สึกสงสัยเล็กน้อยว่าเกิดอะไรขึ้น หวังฝานอธิบาย “หัวหน้าหวังเป็นพวกกลัวเมีย! ภรรยาของเขาเป็นห่วงว่าเขาจะโดนพยาบาลสาวสวย, ผู้แทนยาคนสวย, หรือนักศึกษาแพทย์สาวๆ มายั่วยวน เขาก็เลยไม่เคยไปร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำเลย!”

สวี่ชิวเข้าใจแล้ว มีคำร่ำลือกันว่า นักศึกษาแพทย์ทุกคนจะมีภรรยาสี่คน คนแรกคือเพื่อนร่วมรุ่นสมัยมหาวิทยาลัย คนที่สองคือพยาบาลสาวสวยในโรงพยาบาล คนที่สามคือผู้แทนยาที่ทั้งสวยและเข้าใจโลก และคนสุดท้าย คือนักศึกษาแพทย์หญิงที่ตนเองเป็นผู้สอน...

แน่นอนว่า นี่เป็นเพียงเรื่องตลก ในความเป็นจริงแล้ว แพทย์โดยทั่วไปจะไม่แต่งงานกับผู้แทนยา ดังนั้นจึงมีเพียงสามคน

“จริงสิ ได้ยินมาว่าวันนี้เธอไปดูการผ่าตัดของท่านเมิ่งมาเหรอ? เป็นยังไงบ้าง ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อไปเลยล่ะสิ!” โจวหัว แพทย์เฉพาะทางอาวุโสของแผนกฉุกเฉินเอ่ยแซว สวี่ชิวพยักหน้า ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อจริงๆ นั่นแหละ

หลังจากคุยเล่นกันอีกสองสามประโยค สวี่ชิวก็เก็บของเลิกงาน เตรียมจะไปกินข้าวกับหวังผิง ไม่นานหลังจากที่สวี่ชิวจากไป โทรศัพท์ของโจวหัวก็ดังขึ้น เขามองดู และพบว่าเป็นเพื่อนร่วมรุ่นเก่าของเขาที่ทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลนานาชาติเฟรนด์ชิพ อีกฝ่ายก้าวหน้ากว่าเขามาก ตอนนี้เป็นถึงรองหัวหน้าแผนกแล้ว

“ลมอะไรหอบนายมาเนี่ย ถึงได้โทรหาฉันก่อน?” โจวหัวรับสายแล้วกล่าว อีกฝ่ายไม่ตอบคำทักทาย แต่กลับถามอย่างร้อนรน “สวี่ชิวของแผนกนาย เป็นคนยังไงกันแน่?”

“สวี่ชิว? เขาเพิ่งจะเลิกงานไป มีเรื่องอะไรรึเปล่า?”

“เชี่ย! นายนี่มันผ่านสงครามโลกครั้งที่สองมารึไง ทำไมถึงได้ใจเย็นขนาดนี้?”

โจวหัวตระหนักได้ทันทีว่าในคำพูดของอีกฝ่ายมีนัยยะแฝงอยู่ จึงรีบถาม “เกิดอะไรขึ้น?”

“นายยังไม่รู้อีกเหรอ? เมิ่งอิงอันน่ะ รู้จักใช่ไหม? ท่านเมิ่งผ่าตัดแล้วเกิดปัญหาขึ้นมา ไม่มีใครรับมือต่อได้! แล้วสวี่ชิวของแผนกนายก็ขึ้นไปจัดการต่อ ผ่าตัดจนเสร็จ แถมยังทำได้ดีกว่าท่านเมิ่งเสียอีก!”

“เชี่ย!” โจวหัววางสายโทรศัพท์ ทั้งตัวแข็งทื่อไปหมด เขานึกถึงคำพูดที่ตัวเองพูดกับสวี่ชิว ยังจะไปถามอีกฝ่ายว่า “ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อไปเลยล่ะสิ”... ในวินาทีนี้ โจวหัวรู้สึกอับอายจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี ตกใจน่ะตกใจจริง แต่เป็นสวี่ชิวที่ทำให้คนอื่นตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อต่างหาก!

ในห้องทำงาน คนอื่นๆ เห็นโจวหัวทำหน้าเหมือนเห็นผี ก็รีบถามว่าเกิดอะไรขึ้น โจวหัวเล่าเรื่องนี้ให้ฟังอีกครั้ง ห้องทำงานที่เมื่อครู่ยังอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุขของการเลิกงาน ก็พลันเงียบกริบลงในทันที

“ให้ตายสิ นี่มันไม่สมเหตุสมผลเลย...”

“สวี่ชิวโกงเกมรึเปล่า?”

“หลินเสีย, เมิ่งอิงอัน... นี่สวี่ชิวกะจะเตะตัดขาผู้เชี่ยวชาญทั่วประเทศ แล้วตบปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งทุกแขนงเลยรึไง?”

“เฮ้อ ก็นั่นมันสวี่ชิวนี่นา ไม่แปลกหรอก!”

“เลิกงานอะไรกัน ฉันไม่เลิกแล้ว รีบไปเร่งสปีดตัวเองดีกว่า ไม่งั้นพวกเราจะด้อยกว่าแพทย์ประจำบ้านอีกนะ ฮือๆๆ...”

“ฉันจะไปห้องผ่าตัดฝึกฝนฝีมือ...”

“ฉันต้องรีบปั่นบทความ!”

ภายใต้แสงอันเจิดจ้าของสวี่ชิว ทุกคนก็พลันตระหนักได้ว่าตัวเองมันไก่อ่อนแค่ไหน ดังนั้น เหล่าบุคลากรในแผนกฉุกเฉินจึงเริ่มบ้าคลั่งไปกับการแข่งขัน ทั้งด้านฝีมือการรักษา, บทความ, และทักษะการผ่าตัด... และนี่ ก็ส่งผลโดยตรงให้ในเดือนต่อมา แผนกฉุกเฉินมีผลงานตีพิมพ์ในวารสาร SCI เพิ่มขึ้นมาอีกหลายฉบับ

...

...

ราวหนึ่งทุ่ม สวี่ชิวนั่งอยู่บนโซฟาในบ้านของหวังผิง หวังผิงผู้ซึ่งในตอนกลางวันเป็นผู้กุมอำนาจทั้งแผนก ในตอนนี้กลับสวมผ้ากันเปื้อน พูดคุยหัวเราะกับภรรยาไปพลางล้างผักทำกับข้าวไปพลาง สวี่ชิวก็อยากจะเข้าไปช่วย แต่กลับถูกหวังผิงปฏิเสธด้วยประโยคที่ว่า “อย่ามารบกวนโลกสองเราของฉันกับภรรยานะ”

ทุ่มครึ่ง อาหารก็ถูกยกขึ้นโต๊ะ สวี่ชิวรอให้สองสามีภรรยาเริ่มตักอาหารก่อน ถึงได้เริ่มกินตามอย่างไม่นอบน้อยไม่โอหัง

หวังผิงค่อนข้างประหลาดใจ แพทย์หนุ่มคนนี้ ไม่เพียงแต่มีฝีมือทางการแพทย์ที่ยอดเยี่ยม การวางตัวในสังคมก็ยังไร้ที่ติ ทำให้คนรู้สึกสบายใจอย่างยิ่ง

กินข้าวไปได้ครึ่งทาง หวังผิงก็ไม่พูดจาเรื่อยเปื่อยอีกต่อไป เขาได้หยิบยกวัตถุประสงค์ที่แท้จริงในครั้งนี้ขึ้นมา “สวี่ชิว ฉันจำได้ว่า วุฒิการศึกษาของเธอตอนนี้ น่าจะเป็นปริญญาตรีใช่ไหม?” สวี่ชิวพยักหน้า “ใช่ครับ ก่อนหน้านี้ผมไม่ได้คิดจะเรียนต่อ มัวแต่หมกมุ่นอยู่กับการฝึกผ่าตัดครับ”

“ไม่น่าแปลกใจเลยที่ระดับทางคลินิกของเธอถึงได้แน่นขนาดนี้...” หวังผิงพูดจบ ก็เงียบไปกับคำพูดของตัวเอง จะเรียกว่าแน่นเฉยๆ ได้ยังไง... ทักษะต่างๆ ที่สวี่ชิวมีอยู่ในมือนั้น แต่ละอย่างล้วนต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงหลายสิบปีถึงจะสั่งสมขึ้นมาได้ไม่ใช่เหรอ?

หวังผิงเริ่มรู้สึกอยากได้ขึ้นมาแล้ว แพทย์หนุ่มแบบนี้... ไปอยู่ที่ไหนก็เป็นที่ต้องการตัว! เขาพูดอย่างตรงไปตรงมา “ไม่รู้ว่าเธอมีแผนจะเรียนต่อรึเปล่า?”

สวี่ชิวไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง หากยังคงอยู่ที่วุฒิปริญญาตรีต่อไป การเลื่อนตำแหน่งของเขาจะประสบกับอุปสรรคอย่างมาก เช่น จบปริญญาตรี อย่างน้อยต้องเป็นแพทย์ประจำบ้านสี่ปีถึงจะเลื่อนเป็นแพทย์เฉพาะทางได้ และอย่างน้อยต้องเป็นแพทย์เฉพาะทางห้าปี ถึงจะมีสิทธิ์เลื่อนเป็นรองศาสตราจารย์คลินิก แต่ทว่า หากเปลี่ยนเป็นวุฒิปริญญาโท ก็จะใช้เวลาเพียงสองปีในการเลื่อนตำแหน่งต่อไป!

แม้ว่าสวี่ชิวจะมีความเป็นไปได้สูงที่จะได้เลื่อนตำแหน่งในฐานะบุคลากรพิเศษ แต่การยกระดับวุฒิการศึกษาไว้ก่อน ก็จะช่วยลดคำครหาไปได้มาก เมื่อคิดได้ดังนั้น สวี่ชิวก็พยักหน้า “ตั้งใจจะสอบปริญญาโทอยู่ครับ”

ดวงตาของหวังผิงเป็นประกายขึ้นมาทันที เขาวางชามข้าวลง แล้วกล่าวอย่างจริงจัง “สวี่ชิว ฉันขอแนะนำตัวเองอย่างเป็นทางการ! ฉันจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทียนตูเสียเหอ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกฉุกเฉินโรงพยาบาลอันดับหนึ่งหลินไห่, ศาสตราจารย์คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยหลินไห่, อาจารย์ที่ปรึกษาระดับปริญญาเอก, สมาชิกคณะทำงานด้านมะเร็งปอดสมาคมแพทย์ต้าเซี่ย, รองประธานคณะทำงานด้านภาวะลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด, ต้าเซี่ย... ในฐานะผู้มีส่วนร่วมอันดับสี่ เคยได้รับ ‘รางวัลความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ รางวัลที่หนึ่ง’... มีผลงานวิจัยตีพิมพ์ในฐานะผู้เขียนหลักและผู้เขียนร่วมกว่า 80 ฉบับ...”

บนโต๊ะอาหาร ภรรยาของเขาที่กำลังฟังหวังผิงแนะนำตัวเองอย่างยืดยาว ก็ถึงกับงุนงงไปเลย นี่มันเรื่องอะไรกัน? ในวันปกติ มีแต่หัวหน้าแผนก, ผู้อำนวยการต่างๆ ที่มาจนหัวกระไดไม่แห้ง เพียงเพื่อจะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับหวังผิง อยากจะให้เขารับนักเรียนสักสองสามคน และในจังหวัดนี้ หากคิดจะเอาดีด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ตัวเลือกแรกก็ย่อมต้องเป็นหวังผิงอย่างแน่นอน มีแต่นักเรียนที่มาอ้อนวอนขอให้หวังผิงรับเป็นศิษย์! แต่ในวันนี้... เขากลับกำลังแนะนำตัวเอง เพื่ออ้อนวอนให้นักเรียนเลือกเขาเป็นอาจารย์!

ในใจของภรรยาเกิดคลื่นลมพัดโหมกระหน่ำ แต่เธอเป็นคนมีไหวพริบดี สะกดกลั้นความตกตะลึงไว้ แล้วรีบเข้าไปในห้องหนังสือเพื่อนำชาชั้นดีที่เก็บสะสมไว้ออกมาชง รินให้สวี่ชิวและหวังผิงคนละถ้วย

หลังจากรินชาเสร็จ ทั้งสองคนก็คุยกันเกือบจะเสร็จแล้ว สุดท้ายสวี่ชิวก็ไม่ได้ปฏิเสธ ในเมื่อตั้งใจจะทำงานที่โรงพยาบาลอันดับหนึ่งหลินไห่ต่อไปแล้ว การเลือกหวังผิงเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย

เพียงแต่... สวี่ชิวกล่าว “หัวหน้าหวังครับ ตอนนี้ผมถือว่าเป็นผู้สมัครสอบจากภายนอก ถ้าจะใช้เส้นทางโควตานักเรียนเรียนดี มันจะค่อนข้างยุ่งยากหน่อยครับ” หวังผิงพยักหน้า ค่อนข้างน่าปวดหัวอยู่เหมือนกัน ถ้าเป็นนักศึกษาที่เพิ่งจบใหม่ ก็ยังสามารถใช้โควตาเรียนต่อได้เลย แต่สำหรับศิษย์เก่าแล้ว มันซับซ้อนกว่ามาก แม้ว่าจะมีช่องทางสำหรับบุคลากรพิเศษอยู่ แต่ก็ล้วนต้องการรางวัลต่างๆ สวี่ชิวถือเป็นบุคลากรพิเศษอย่างแน่นอน แต่ทางคณะแพทย์ จะยอมรับแค่รางวัลระดับจังหวัดขึ้นไปเท่านั้น เส้นทางนี้จึงใช้ไม่ได้

หวังผิงจิบชา “เรื่องนี้เธอไม่ต้องกังวล เดี๋ยวฉันช่วยหาทางให้” สวี่ชิวคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าว “หัวหน้าหวังครับ ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นหรอกครับ ผมสอบใหม่ครั้งหนึ่งก็ได้ครับ” หวังผิงชะงักไปเล็กน้อย จริงด้วย นี่แหละคือวิธีที่เป็นทางการและสะดวกที่สุด!

“มั่นใจไหม?” หวังผิงถาม การสอบเข้าปริญญาโท สำหรับแพทย์ที่ทำงานแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หลังจากที่แพทย์ได้เข้าสู่การทำงานทางคลินิกแล้ว ความรู้ในสาขาของตนเองย่อมจะเชี่ยวชาญและชำนาญขึ้นเรื่อยๆ ในทางกลับกัน ความรู้ในสาขาอื่นๆ ก็จะค่อยๆ เลือนหายไป แต่ทว่า การสอบเข้าปริญญาโทนั้นสอบเนื้อหาทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์! แพทย์ที่ทำงานทางคลินิกไปสอบ ก็ไม่แน่ว่าจะได้คะแนนสูงกว่าผู้สมัครสอบคนอื่นๆ...

เขากล่าว “มหาวิทยาลัยหลินไห่ของเรา สามารถกำหนดเกณฑ์คะแนนเองได้ ถ้าเธอไม่ค่อยมั่นใจ ฉันจะไปคุยกับทางมหาวิทยาลัยให้ ลดเกณฑ์คะแนนรอบสัมภาษณ์ลงสักแปดสิบเก้าสิบคะแนน” สวี่ชิวประหลาดใจเล็กน้อย ลดเกณฑ์คะแนน เพียงเพื่อจะรับตัวเองเข้าศึกษา? ดูจากสีหน้าที่จริงจังของหวังผิงแล้ว นี่เขาจะเอาจริงสินะ!

จบบทที่ บทที่ 33: ลดเกณฑ์คะแนน เพียงเพื่อรับสวี่ชิวเข้าศึกษา

คัดลอกลิงก์แล้ว