- หน้าแรก
- เซียนจำลองข้ามภพ
- ตอนที่ 27 ทำไมต้องเป็นเจ้าอีกแล้ว?
ตอนที่ 27 ทำไมต้องเป็นเจ้าอีกแล้ว?
ตอนที่ 27 ทำไมต้องเป็นเจ้าอีกแล้ว?
ตอนที่ 27 ทำไมต้องเป็นเจ้าอีกแล้ว?
"ฝ่ามือเมฆาอัคคี!"
หนึ่งในสี่เคล็ดวิชาระดับกลางที่เสิ่นชิงซานมอบให้เฉินอี้ในโลกจำลอง
การใช้วรยุทธ์นี้จำเป็นต้องขับเคลื่อนปราณวิญญาณเพื่อสร้างฝ่ามือยักษ์ที่เกิดจากความว่างเปล่าขึ้นกลางอากาศ
ไม่ว่ามือของเฉินอี้จะขยับอย่างไร ฝ่ามือปราณนั้นก็จะขยับตามแบบเดียวกันทุกประการ
เมื่อผสานกับวิชากำลังภายในธาตุไฟอย่าง 'เคล็ดเพลิงผลาญใจ' ฝ่ามือเมฆาอัคคีก็จะถูกห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงอันบ้าคลั่ง!
ฝ่ามือขนาดยาวหกเมตรฟาดลงมาจากระยะไกล คว้าจับร่างของสือซานไว้ในอุ้งมือ
เฉินอี้โคจรวิชาภายนอกระเบิดพลังปราณเลือดเพื่อเสริมพละกำลัง และชูมือขวาขึ้นสูงในท่าขย้ำ
ฝ่ามือเพลิงขยับตามการเคลื่อนไหวของเฉินอี้ ยกสือซานลอยขึ้นกลางอากาศ
"อ๊าก!! ไฟ! ไฟ! พี่เฉินอี้! ไว้ชีวิตด้วย! ข้ายอมเป็นกรรมกรให้ท่าน! เป็นทาสท่านก็ได้!!"
เฉินอี้แค่นเสียงเย็นชา แววตาไร้ความลังเล
"ข้าไม่มีนิสัยชอบกดขี่คนอื่น! ถ้าตอนแรกเจ้าปล่อยพวกเราพี่น้องไป วันนี้เจ้าก็คงไม่ต้องมาเจอหายนะแบบนี้!"
ท่ามกลางความทรมานในกองเพลิง หัวใจของสือซานเต็มไปด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง
แม้กระทั่งตอนตาย เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมเฉินอี้ ที่เมื่อวานยังเป็นแค่กรรมกรแบกหามที่ท่าเรือ ถึงกลายมาเป็นผู้กุมชะตาชีวิตเขาและทำลายพรรคหินดำได้ง่ายดายขนาดนี้
สือซานจะไปรู้จักพลังของคุณสมบัติ "เครื่องจำลอง" ได้อย่างไร และยิ่งไม่มีทางรู้ว่าเฉินอี้มีระบบคุณสมบัติอยู่กับตัว
เมื่อเฉินอี้พูดจบ สือซานก็แทบจะถูกเผาจนเกรียม
ต้าชุนทำจมูกฟุดฟิด
"หอมจังเลยพี่อี้"
เฉินอี้พูดไม่ออก
"อันนี้กินไม่ได้... ไปกันเถอะ กลับบ้านกัน ข้าจะพาเจ้าไปกินมื้อใหญ่ที่โรงเตี๊ยมเยว่ไหลในตัวอำเภอ!"
เฉินอี้โยนซากดำตอตะโกของสือซานทิ้งไปอย่างไม่แยแส แล้วพาต้าชุนมุ่งหน้าสู่แม่น้ำชิง
เมื่อมาถึงแม่น้ำชิง สายตาของเฉินอี้กวาดมองผิวน้ำ เขาเห็นไอปีศาจเป็นเส้นสายสีดำเข้มลอยอ้อยอิ่ง
"ปีศาจแม่น้ำตนนั้น นั่งเรือไม่ปลอดภัย เดินเลียบฝั่งไปดีกว่า"
แม่น้ำชิงไหลผ่านแคว้นชิงโจว ซึ่งเป็นที่มาของชื่อแคว้น
ทั้งอำเภอชิงเหอที่พวกเขาอยู่ตอนนี้ และอำเภอไป๋หยุนที่เป็นบ้านเกิด ล้วนขึ้นตรงต่อเขตปาหลิงในแคว้นชิงโจว
สองอำเภอนี้อยู่ติดกัน แห่งหนึ่งอยู่ต้นน้ำ อีกแห่งอยู่ปลายน้ำ
โลกนี้ไม่มีระบบนำทาง การหลงทางเป็นเรื่องง่าย
แต่การเดินทวนกระแสน้ำขึ้นไปช่วยแก้ปัญหานั้นได้
"ต้าชุน ข้ายังไม่รู้เลยว่าชื่อเต็มเจ้าชื่ออะไร"
"ข้าชื่อต้าชุน!"
"ไม่มีใครแซ่ 'ต้า' หรอก..."
"คนในหมู่บ้านชอบเรียกข้าว่า 'ไอ้ยักษ์งี่เง่า! ไอ้ยักษ์งี่เง่า!' ไปๆ มาๆ ก็เลยกลายเป็นต้าชุน"
"เอ่อ... จะว่าไป ข้าก็ควรขอโทษเจ้าเหมือนกัน ตอนเด็กๆ ข้าก็เคยรังแกเจ้าเหมือนเด็กคนอื่น"
"จริงเหรอ? ข้าจำไม่ได้แล้ว!"
"คนเราไม่มีชื่อจริงไม่ได้ เจ้าเป็นคนหมู่บ้านเดียวกับข้า งั้นก็คงแซ่ 'เฉิน' เหมือนกัน เอาเป็น 'เฉินต้าชุน' ดีไหม?"
"แต่ต้าชุนแปลว่า 'ยักษ์งี่เง่า' ไม่ใช่เหรอ? ข้าขอชื่อ เสี่ยวชุนได้ไหม? ฟังดูน่ารักกว่าตั้งเยอะ!"
"ก็ได้ งั้น 'เฉินเสี่ยวชุน'!"
เฉินอี้และเฉินเสี่ยวชุน—คนหนึ่งสูงโปร่ง อีกคนกลมดิก—เดินมุ่งหน้าสู่บ้านเกิดไปตามตลิ่งหญ้าริมแม่น้ำ
หลังจากถูกกดขี่ข่มเหงมาสามเดือน ในที่สุดทั้งสองก็หลุดพ้นจากพรรคหินดำและชำระแค้นได้อย่างสมบูรณ์
เมื่อผ่านตัวอำเภอชิงเหอ ทั้งสองแวะเข้าไปในเมืองเพื่อกินดื่มและพักผ่อน
ลูกค้าในโรงเตี๊ยมต่างกำลังวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการล่มสลายของพรรคหินดำ
"ได้ยินหรือยัง? พรรคหินดำที่ยึดท่าเรือศาลาสิบลี้นอกเมืองถูกกวาดล้างแล้ว! ที่ทำการพรรคไม่เหลือแม้แต่ไม้ซีกเดียว ทุกอย่างถูกรื้อเกลี้ยง!"
"พรรคไหนทำล่ะ? ใครกล้าไปแตะต้องน้องเขยท่านนายอำเภอ?"
"ไม่ใช่พรรค และไม่ใช่ตระกูลไหนในอำเภอเราด้วย ได้ยินว่าเป็นฝีมือคนคนเดียว!"
"คนเดียว?! คุณพระช่วย หรือจะเป็นปรมาจารย์ยุทธ์พเนจรอย่างที่นักเล่านิทานว่าไว้?"
"พรรคหินดำซวยจริงๆ ที่ไปแหย่ผู้ยิ่งใหญ่เข้า ได้ยินว่านายอำเภอโกรธมาก แต่ก็ทำได้แค่โกรธ ไม่กล้าทำอะไร!"
ข่าวลือก็เกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้
สมาชิกพรรคหินดำบางส่วนที่รอดชีวิต หลังจากหนีกระเจิงไปคนละทิศละทาง ก็คุยโม้โอ้อวดถึงความเก่งกาจของเฉินอี้เกินจริง ไม่างั้นจะดูเหมือนพวกเขานั้นไร้น้ำยาที่ปกป้องพรรคไม่ได้
ส่วนพวกกรรมกรท่าเรือที่หนีออกมาได้ ก็เที่ยวป่าวประกาศเรื่องวีรบุรุษนามว่า "เฉินอี้" ที่ช่วยชีวิตพวกเขา และก็อวยไส้แตกเช่นกัน บอกว่าเฉินอี้มีความเร็วประดุจเสือดาว พละกำลังประดุจหมี และความคล่องแคล่วประดุจลิง
ปากต่อปาก จากสิบเป็นร้อย เรื่องราวยิ่งเล่าก็ยิ่งเกินจริง
ตอนนี้ชาวบ้านอำเภอชิงเหอเชื่อกันสนิทใจว่า...
...ผู้ที่ถล่มพรรคหินดำคือยอดจอมยุทธ์ผู้เหาะเหินเดินอากาศได้
เขาเห็นกรรมกรถูกพรรคหินดำกดขี่แล้วเกิดความเวทนา
จึงฟาดฝ่ามือเพียงครั้งเดียว พรรคหินดำก็กลายเป็นจุณ
เมื่อได้ยินว่าสือซานมีเส้นสายกับนายอำเภอชิงเหอ เฉินอี้ก็กังวลเล็กน้อย
แต่ผิดคาด นายอำเภอกลับเชื่อข่าวลือพวกนั้นและไม่ยอมล่วงเกินปรมาจารย์ยุทธ์เพียงเพื่อเห็นแก่น้องเขยที่ทำตัวเป็นนักเลงหัวไม้
แม้เขาจะไม่เคยได้ยินชื่อ "เฉินอี้" มาก่อน
แต่โลกห้าดินแดนกว้างใหญ่ไพศาล ใครจะรู้ว่าอาจมีจอมยุทธ์เร้นกายชื่อนี้จริงๆ?
เมื่อเข้าใจสถานการณ์ เฉินอี้ก็โล่งใจ
เขาเคยกังวลว่าการเปิดเผยชื่อจริงจะนำปัญหามาให้
แต่เมื่อพิจารณาจากข่าวลือที่เว่อร์วังในอำเภอชิงเหอ คงไม่มีใครเชื่อมโยงเขาเข้ากับ "ยอดจอมยุทธ์" ผู้นั้นแน่
ชื่อซ้ำหรือชื่อพ้องเสียงไม่ใช่เรื่องแปลก
หลังจากพักผ่อนได้สองวัน เฉินอี้ซื้อรถม้าในตัวอำเภอ เขาบังคับม้า ส่วนต้าชุนนั่งข้างใน แล้วเดินทางต่อ...
อำเภอไป๋หยุนได้ชื่อนี้เพราะมีเทือกเขาไป๋หยุนล้อมรอบชายแดน
เทือกเขาสลับซับซ้อน ยอดเขาสูงตระหง่านเรียงราย เมื่อใดที่ฝนภูเขาตั้งเค้า ยอดเขาโดยรอบจะถูกปกคลุมด้วยม่านหมอก ดูราวกับแดนสวรรค์
แม้ทิวทัศน์จะงดงาม แต่แนวคิดเรื่องการท่องเที่ยวไม่มีในโลกนี้
ดังนั้น อำเภอไป๋หยุนจึงเป็นเพียงสถานที่ยากจนธรรมดาๆ แห่งหนึ่ง
ครึ่งเดือนหลังจากออกจากท่าเรือพรรคหินดำ เฉินอี้และต้าชุนเดินทางอย่างไม่เร่งรีบ แวะกินดื่มตลอดทาง ตอนนี้พวกเขาเข้าใกล้อำเภอไป๋หยุนแล้ว
ภายใต้ผลของคุณสมบัติ "สัมผัสไอปีศาจ" เฉินอี้เห็นร่องรอยไอปีศาจบนถนนเป็นระยะๆ
อย่างไรก็ตาม การมีไอปีศาจในสถานที่หนึ่งไม่ได้แปลว่ามีปีศาจอยู่ตรงนั้นในเวลานั้น
หากปีศาจเดินผ่าน ไอปีศาจจะตกค้างอยู่ในจุดนั้นนานถึงสิบวันหรือครึ่งเดือน ซึ่งคุณสมบัติ "สัมผัสไอปีศาจ" ของเฉินอี้ยังคงตรวจจับได้
เผ่ามารมีอยู่ทั่วไปในห้าดินแดน เล่าลือกันว่าพวกมันอาศัยการกินมนุษย์เพื่อเพิ่มพลังบำเพ็ญเพียร ทำให้เป็นศัตรูคู่อาฆาตของเผ่ามนุษย์
นี่คือเหตุผลที่ต้ากานจัดตั้งหน่วยปราบมารขึ้นในที่ต่างๆ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากปีศาจโดยเฉพาะ
เมื่อเข้าสู่เขตอำเภอไป๋หยุน เฉินอี้สังเกตเห็นร่องรอยไอปีศาจมากยิ่งขึ้น
เมื่อประกอบกับสิ่งที่เขาได้รู้ในการจำลองครั้งที่สอง เขารู้ว่าเป็นเพราะหน่วยปราบมารและที่ว่าการอำเภอไป๋หยุนทำตัวเป็นร่มคุ้มกันให้เผ่ามารในท้องถิ่น
ข่าวดีคือ ด้วยร่มคุ้มกันแบบนี้ อาชญากรรมของเผ่ามารจึงถูกจัดระเบียบและต้องมีการ "รายงาน" ดังนั้นพวกมันจึงไม่สามารถโจมตีนักเดินทางตามอำเภอใจได้
เพราะถ้าทำแบบนั้น นายอำเภอจะหาแพะรับบาปมาปิดคดีได้ยาก
ดังนั้น เฉินอี้จึงปลอดภัยกว่าเมื่ออยู่ในอำเภอไป๋หยุน
แต่ยังมีพวกโจรภูเขาอยู่
"ภูเขานี้ข้าสร้าง! ต้นไม้นี้ข้าปลูก..."
เมื่อเห็นสวีหลิงหลง ผู้มีรูปร่างนูนล้นทะลักเหมือนตัวอักษร "ทู" ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าอีกครั้งพร้อมสมุนโจร เฉินอี้ดึงบังเหียนรถม้าให้หยุดอย่างพูดไม่ออก
"ทำไมต้องเป็นเจ้าอีกแล้ว..."
สวีหลิงหลงใช้ค้อนยักษ์เกาหัวและถามด้วยความงุนงง
"ทำไมถึงพูดว่า 'อีกแล้ว' ล่ะ?"
[จบตอน]