เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22 - ปรมาจารย์นักปรุงยา

บทที่ 22 - ปรมาจารย์นักปรุงยา

บทที่ 22 - ปรมาจารย์นักปรุงยา


บทที่ 22 - ปรมาจารย์นักปรุงยา

ตู้ซิงเหอพูดสามประโยค เล่นเอาระบบ CPU ไหม้

เธอปล่อยให้มันไปคิดทบทวนให้ดี ส่วนตัวเองแวะไปดูความคืบหน้าที่ร้านอาวุธ

อาวุธที่หาซื้อได้ในร้านอาวุธทั่วไปย่อมไม่อาจเรียกว่าศาสตราวุธเทพเจ้าได้ เว้นแต่จะโชคดีเจอปรมาจารย์ช่างตีดาบผ่านมาแถวนี้ แล้วบังเอิญเห็นตู้ซิงเหอ รู้สึกว่านางเป็นอัจฉริยะทางกระบี่ที่หาได้ยากในรอบพันปี มีวาสนาต่อกัน จึงยอมตีดาบเทพที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลกให้นาง

ทว่า เมื่อตู้ซิงเหอเดินไปถึงร้านอาวุธ เลิกม่านเดินเข้าไป พร้อมกับกะว่าจะดูอาวุธที่เหมาะกับซินเย่ว์ด้วย กลับพบว่าช่างตีดาบหน้าเตาหลอมกำลังลูบคลำกระบี่เก่าของนางด้วยความตื่นเต้น:

"เถ้าแก่! สุดยอดไปเลย! แม้แต่กระบี่ของศิษย์สายตรงสำนักจิ่วหยางท่านก็หามาได้ ต่อไปเรามีช่องทางทำเงินเพิ่มอีกทางแล้ว ติดอยู่แค่แม่พิมพ์ลายกานกวรเวกนี่แกะยากชะมัด ข้าจุดตะเกียงแกะมาทั้งวัน ในที่สุดก็ได้แม่พิมพ์แบบหนึ่งต่อหนึ่งมาจนได้ ตอนนี้หลอมกระบี่ได้แล้ว"

ตู้ซิงเหอ: "......"

เอาเถอะ คนที่ขายหน้าคือสำนักจิ่วหยาง ไม่เกี่ยวกับผู้บำเพ็ญเพียรอิสระอย่างตู้ซิงเหอ

เถ้าแก่เห็นนางก็ทักทายอย่างขัดเขิน ชวนคุยแก้เก้อ "สหายเซียนมาเช้าจัง กระบี่ยังตีไม่เสร็จเลย! ว่าแต่ สหายเซียนเป็นถึงศิษย์สายตรงสำนักจิ่วหยาง ไยต้องหลอมกระบี่ทิ้งด้วยเล่า? วันนี้กลับมา หรือว่าจะเสียใจภายหลังอยากขอกระบี่คืน? โชคดีที่เขายังไม่ได้เริ่มหลอม!"

"ไม่กลัวที่จะบอกพวกท่านหรอก สำนักจิ่วหยางแจกกระบี่ให้ศิษย์ตามลำดับชั้นก็จริง แต่ศิษย์สายตรงส่วนใหญ่อาจารย์จะพาไปเลือกวัสดุและคุมการตีดาบด้วยตัวเอง สร้างกระบี่ที่มีเล่มเดียวในโลกและเหมาะกับแนวทางของศิษย์คนนั้นที่สุด กระบี่ลายกานกวรเวกเหินเวหาเล่มนี้ นอกจากข้าแล้วไม่มีศิษย์คนอื่นใช้หรอก ก็ดี ถือว่าทำของเลียนแบบขำๆ ไป"

ตู้ซิงเหอยิ้ม ตอบแล้วหันไปมองเตาหลอมที่ไฟลุกโชนด้านข้าง ถามว่าหลอมกระบี่ได้หรือยัง?

เถ้าแก่รีบตอบ "ได้สิ สหายเซียนจะลงมือเองหรือ?"

นางเดินเข้าไป หยิบกระบี่ที่วางอยู่บนโต๊ะยาวโยนเข้าเข้าเตาหลอม แสงไฟฉาบไล้ใบหน้าของนางเป็นสีนวลตา ให้ความรู้สึกงดงามอย่างบอกไม่ถูก แม้แววตาจะสงบนิ่งเย็นชาผลักไสคนห่างไกลพันลี้ ก็ไม่อาจบดบังความน่าตื่นตะลึงนั้นได้

"สหายเซียนช่างใจกว้าง พวกข้าเลียนแบบไม่ได้จริงๆ"

เถ้าแก่ชื่นชม

ตู้ซิงเหอไม่ยี่หระ "ท่านคิดว่ามันเป็นของดีถึงได้เสียดาย แต่สำหรับข้ามันไร้ประโยชน์ ข้ายังรีบจะเอากระบี่เล่มใหม่ไปฝึกอยู่นะ"

"สหายเซียนวางใจ อีกสามวันมารับได้เลย"

ได้รับคำมั่นจากเถ้าแก่ นางก็เดินดูของในร้านต่ออีกหน่อย เขาถือโอกาสแนะนำ "สหายเซียนไม่ลองดูคทาวิเศษที่เพิ่งเข้ามาใหม่นี่หน่อยหรือ? ยาวหกฟุตหนึ่งนิ้ว หนักยี่สิบสามชั่งแปดตำลึง ว่ากันว่าสร้างจากกระดูกตัวซวนหนี (ลูกมังกร) ผสมกับไม้จากเขาหลีจู๋ มีทั้งความดุดันและยืดหยุ่น..."

"ว่ากันว่าเป็นซวนหนี แล้วจริงๆ ล่ะ?"

ตู้ซิงเหอย้อนถาม

เถ้าแก่กระซิบ "จริงๆ คือสิงโต"

ตู้ซิงเหอส่ายหน้า ตัดคทาและคราดทิ้งไปก่อน

นางกลับไปที่โรงเตี๊ยม เก็บตัวบำเพ็ญเพียรอีกสามวัน

วันที่ไม่มีกระบี่ในมือ นางก็ฝึกเคล็ดวิชาในคัมภีร์กระบี่นิชาง——แม้จะเรียนรู้วิธารักษาคนไม่เป็นสับปะรด แต่เรื่องการใช้พลังวิญญาณทำร้ายคนกลับรุดหน้าไปมาก

ตู้ซิงเหอให้เซินสุ่ยไปจับหนูเป็นๆ มา ตัดขาหน้ามัน แล้วให้ซินเย่ว์รักษา

แผลจากมีดดาบทั่วไป ผู้บำเพ็ญเพียรธาตุน้ำรักษาได้ง่ายดาย เห็นผลเร็วและดีเยี่ยม แต่พอนางใช้เคล็ดวิชานิชางปัดผ่านขาหนู พยายาม "รักษา" มัน แผลตรงนั้นกลับมีเกล็ดน้ำแข็งบางๆ เกาะอยู่ คราวนี้พอให้ซินเย่ว์มารักษา กลับไม่ดีขึ้นเลย

ซินเย่ว์สรุปผล "พลังวิญญาณของอาจารย์รุนแรงมาก ใครโดนเข้าไปไม่ตายก็พิการ"

"อืม แต่จริงๆ ฉันอยากจะรักษามันนะ... เธอลองบอกซิว่ารักษาหนูยังไง?"

ในเมื่ออาจารย์ถาม ซินเย่ว์ก็ตอบอย่างตั้งใจ:

"ตอนที่ข้าอยากรักษาอีกฝ่าย จะสัมผัสได้ถึงการไหลเวียนของชีพจร ประสานส่วนที่เสียหายของบาดแผลเข้าด้วยกัน แต่แผลที่อาจารย์รักษาไปแล้ว ไม่ว่าข้าจะพยายามแค่ไหน ก็ต่อไม่ติดเจ้าค่ะ"

ตู้ซิงเหอพอจะเข้าใจแล้ว แม้เธอจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับรากปราณน้ำ แต่ไม่รู้ทำไม การรักษามักจะให้ผลตรงกันข้าม ก็ไม่เป็นไร ถือว่าเสียสกิลรักษาไปหนึ่ง แต่ได้สกิลซัพพอร์ตที่ทำให้ศัตรูติดสถานะ 'ห้ามรักษา' มาแทน ใช้ในการต่อสู้ก็น่าจะได้ผลดี

ตบเข่าฉาด เธอ ลุกขึ้นไปรับกระบี่ที่ร้าน

เถ้าแก่เห็นนางเป็นผู้หญิง เคยถามว่าอยากได้ลวดลายแบบไหน นางบอกว่าไม่ต้อง "กระบี่บินที่จะเรียกว่าอาวุธวิเศษได้ อักขระลวดลายบนตัวกระบี่ล้วนสืบทอดมาจากตระกูลหรือสำนัก มีผลทางกลยุทธ์ ตัวคนเดียวอย่างข้า ถ้าจะเอาแค่สวยงามก็ไม่จำเป็น"

ดังนั้นกระบี่ที่ตีออกมาใหม่ จึงดูเรียบง่ายธรรมดายิ่งกว่าก่อนหลอมเสียอีก

แต่พอตู้ซิงเหอหยิบมาลองน้ำหนัก ก็รู้ว่าฝีมือช่างตีดาบไม่เลวเลย

กระบี่ยาวสามฟุตเก้านิ้ว หนักสามสิบตำลึงสองสลึง

ใบกระบี่ขาวนวลกระจ่าง คมกริบซ่อนเร้น ดุจกองหิมะทับถม

เถ้าแก่อธิบาย "เพราะสหายเซียนบอกว่าขอแบบเรียบง่ายที่สุด ช่างตีดาบสลักชื่อท่านเสร็จก็ไม่ได้ลงสี ท่านดูสิว่าจะให้ลงสีอะไร?"

ตู้ซิงเหอควงกระบี่เล่นหนึ่งรอบ ถึงจะเห็นชื่อตัวเองที่โคนกระบี่

เพราะไม่ได้ลงสี ต้องใช้นิ้วลูบไล้ถึงจะสัมผัสได้ถึงความขรุขระของลายเส้น ปกติมองไม่เห็นหรอก "ไม่ต้องลงสี แบบนี้ดีแล้ว"

ยื่นหมูยื่นแมว ตู้ซิงเหอเก็บกระบี่เข้าฝัก

ระหว่างทางกลับโรงเตี๊ยม ตู้ซิงเหอเร่งระบบอีกครั้ง ถามว่าคิดระเบียบการอะไรออกมาได้หรือยัง

"ฉันจะสร้าง 'ตำหนักอย่ามาบ้าแถวนี้' ให้เป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่งที่สุด เหมือนถังเหล็ก กวาดล้างพวกหนอนบ่อนไส้ออกไปให้หมด ไม่มีใครวางยาพิษได้"

ระบบจะว่ายังไงได้?

อยากป้องกันพิษไม่ใช่ทำไม่ได้ แต่ต้องรู้ว่าเป็นพิษอะไร ต้องแจ้งเพื่อปรับแต่งเฉพาะ

ดังนั้นตู้ซิงเหอจึงวิ่งไปที่สมาคมการค้าอีกรอบ ซื้อข้อมูลเขามารที่ละเอียดกว่าเดิม พอระบบถามว่านางจะกันการวางยาพิษในบ่อน้ำ ฝังชะมดเชียงใต้ต้นไม้ หรือวางยาในอาหาร นางก็ตอบว่า "มีหมอกพิษพวยพุ่งมาจากทุกทิศทางแม้กระทั่งพื้นดิน แหล่งน้ำแถวนั้นก็มีพิษ จิบเดียวถึงตาย"

......

ระบบเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งคำถามเจาะลึกจิตวิญญาณออกมา: 【โฮสต์ สภาพแวดล้อมแบบนี้ไม่เหมือนวังหลัง แต่เหมือนสุสานใต้ดินมากกว่านะ】

มีแต่สุสานจักรพรรดิที่ป้องกันโจรขุดสุสานอย่างแน่นหนาเท่านั้นแหละ ถึงจะเต็มไปด้วยก๊าซพิษ หรือกระทั่งปรอท

ตู้ซิงเหออ้างเหตุผลอย่างมั่นใจ "ฮ่องเต้บ้านฉันชอบอยู่สุสานใต้ดิน เย็นสบายดี ไว้หลบร้อน พระอาทิตย์ส่องไม่ถึง"

คำพูดบางคำฟังดูเหมือนผายลม แต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้

ในประวัติศาสตร์ ฮ่องเต้ที่งมงายมีให้เห็นเกลื่อนกลาด ขนาดเอาสนมมาทำยาอายุวัฒนะยังมี หรือออกบวชเป็นพระ เป็นถึงเจ้าเหนือหัวแต่ลงไปเทศนาธรรมในวัดด้วยตัวเอง เทียบกันแล้ว... การชอบนอนในสุสานใต้ดิน ก็ดูสมเหตุสมผลอยู่

"โบราณว่าไว้ ถ้าฉันรวยฉันก็ประสาทแดกแบบนี้ได้เหมือนกัน"

"และฮ่องเต้รุ่นที่สอง (ตี้เอ้อร์ไต้) ก็คือคนที่มีทุนทรัพย์จะประสาทแดกที่สุด ผลาญชาติ ทำลายแผ่นดิน!"

ระบบยอมจำนนอีกครั้ง ตู้ซิงเหอได้สิ่งที่ต้องการ สามอาจารย์ศิษย์ออกเดินทางอีกครั้ง ขายม้าทิ้งแล้วนั่งเรือเหาะไปเขามาร

'เขามาร' (เสียหลิ่ง) เป็นชื่อเรียกของชาวบ้าน ชื่อทางการคือ 'เทือกเขาปาโยวหนาน' (ปาโยวหนานหลิ่ง) เรือเหาะไม่เพียงจอดแค่รอบนอก แต่เพราะบนเขามีพิษที่จะกระทบต่อความเสถียรของเรือเหาะ จึงต้องบินอ้อมเป็นระยะทางไกล กินเวลามากขึ้น พอลงจอดแล้วนักเดินทางยังต้องเดินเท้าต่ออีกระยะหนึ่ง

การนั่งเรือเหาะครั้งนี้ ตู้ซิงเหอรวยกว่าครั้งก่อนมาก สามารถเปิดห้องเดี่ยวให้สามคนอาจารย์ศิษย์เบียดกันได้

ศิษย์อาจารย์ตระกูล 'ซิน' (ซินเย่ว์) เป็นคนพูดน้อย ทั้งสองนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรอยู่ในห้อง ส่วนเซินสุ่ยออกไปคุยกับผู้โดยสารคนอื่น สืบข่าว

การแบ่งงานกันทำแบบนี้ ทำให้ตู้ซิงเหอรู้สึกว่าเธอยิ่งดูเหมือนคณะเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎกที่ชมพูทวีปเข้าไปทุกที

ผ่านไปครู่ใหญ่ เซินสุ่ยก็หิ้วของกินร้อนๆ สามชามกลับมา

"ซุปซี่โครงข้าวโพด เกี๊ยวน้ำซุปเปรี้ยว และข้าวหน้าปลาดิบแช่แข็ง อาจารย์กับศิษย์พี่อยากกินอันไหน? ข้าเห็นพวกเขากินกันอย่างเอร็ดอร่อย เลยไปถามว่าหาของกินได้ที่ไหน ที่แท้บนเรือเหาะมีโรงอาหาร อยู่ตรงกลางเรือ จุคนได้เป็นร้อย อาหารวิญญาณขายแพง แต่อาหารธรรมดาราคาถูกมาก"

อาหารวิญญาณปรุงจากสมุนไพรวิญญาณและเนื้อสัตว์อสูร ข้าวก็เป็นข้าววิญญาณที่ปลูกในนาวิญญาณ แถมพ่อครัวต้องเป็นผู้บำเพ็ญเพียร พลังวิญญาณข้างในมีประโยชน์ต่อผู้บำเพ็ญเพียรอย่างมาก รสชาติยิ่งไม่ต้องพูดถึง ดังนั้นต่อให้บรรลุขั้นงดอาหาร (ปี้กู่) แล้ว ผู้บำเพ็ญเพียรที่มีฐานะดีก็ยังกินอาหารวิญญาณอยู่

เทพวานรระดับจินตนาทิ้งมรดกหินวิญญาณไว้ให้ลูกหลานจำนวนหนึ่ง ไม่มากนัก อย่างมากก็ทำให้ลูกหลานมีกล้วยกินไม่อั้นตลอดชาติ ตู้ซิงเหอฮุบไว้ส่วนหนึ่งเป็นค่าธรรมเนียม ที่เหลือคืนให้เซินสุ่ยหมด กลัวว่ามันจะจนจนต้องไปขายตูดลิงอีก

เซินสุ่ยรับไว้อย่างเบิกบานใจ สิ่งแรกที่ทำคือควักเงินเลี้ยงอาจารย์

"เอาเกี๊ยวน้ำซุปเปรี้ยวมาให้ฉัน"

ตู้ซิงเหองดอาหารได้อย่างอิสระมานานแล้ว แต่นี่เป็นน้ำใจของลูกศิษย์

คนอื่นตั้งใจกตัญญูเธอก็รับไว้ มีบุญคุณต่อกันแต่เอาแต่ปฏิเสธท่าเดียว เดี๋ยวจะกลายเป็นการเพาะเลี้ยงหมาป่าตาขาวที่ไม่รู้จักบุญคุณคน

นางรับชามร้อนๆ มา น้ำซุปสีแดงสดโรยด้วยงาขาวคั่วบด น้ำมันงาลอยฟฟ่องส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย กลิ่นหอมของพริกหอมและโป๊ยกั๊กผสมผสานอยู่ในน้ำซุป คีบเกี๊ยวตัวอ้วนกลมขึ้นมา กัดเข้าไปรสชาติเปรี้ยวเผ็ด ผสมกับไส้เนื้อที่สดใหม่เข้มข้น เจริญอาหารดีแท้

"คนบนเรือเหาะเยอะมาก ข้าจำคำสั่งอาจารย์ได้ว่าให้ดูเยอะๆ พูดน้อยๆ ไม่รู้เรื่องทางโลกอาจจะก่อเรื่องได้"

"ด้านหลังมีหอปรุงยา ห้องปรุงยาข้างในปล่อยเช่าได้ ผู้บำเพ็ญเพียรแถวนั้นแต่ละคนตาอยู่ที่กระหม่อม (หยิ่งยะโส) ไม่คุยกัน บรรยากาศไม่คึกคักเหมือนที่อื่นบนเรือเลย"

เซินสุ่ยไม่ได้ไปเดินเล่นเฉยๆ เขาจดราคาเช่าห้องปรุงยามาบอกด้วย เผื่ออาจารย์จะได้ใช้

ตู้ซิงเหอ: "พวกนั้นคือนักปรุงยา"

การหลอมอาวุธ การเขียนยันต์ และการปรุงยา ล้วนเป็นมรดกการบำเพ็ญเพียรที่ล้ำค่า สำนักเล็กๆ กอดวิชาพวกนี้ไว้ค่อยๆ สร้างฐานะได้ อยู่สุขสบายไปวันๆ ไม่ถ่ายทอดให้คนนอกง่ายๆ เป็นรากฐานในการทำมาหากิน

นักปรุงยาสถานะสูงส่ง ย่อมมีความหยิ่งทะนง

"แต่บนเรือเหาะมีห้องปรุงยาให้เช่าด้วย สมาคมการค้านี่ไม่ธรรมดา"

"ห้องปรุงยาหายากมากเหรอ?"

ซินเย่ว์ถาม

นางมาจากครอบครัวชาวนา ความรู้น้อยนิด ได้ตู้ซิงเหอฉุดดึงเข้าสู่เส้นทางเซียน จึงมีความกระหายใคร่รู้อย่างมาก

แต่พอถามจบ ซินเย่ว์ก็ก้มหน้า กลัวอาจารย์รำคาญที่ถามมาก

ตู้ซิงเหอตอบรับในลำคอ "ห้องปรุงยาจะมีเตาหลอมและเชื้อไฟเตรียมไว้ให้ ศาสตร์นี้ลึกซึ้ง และใช้เงินเยอะ ค่าเช่าที่เจ้าบอกถูกกว่าที่ฉันคิดไว้มาก... สมาคมการค้าอาจจะตั้งใจผูกมิตรกับนักปรุงยาก็ได้"

ยาปรุงเสร็จก็ต้องขาย ผ่านสมาคมการค้าสะดวกและสบายใจที่สุด

ตู้ซิงเหอเหลือบมองนาง เห็นท่าทางเช่นนั้นจึงกล่าวว่า "พรสวรรค์ของเจ้าไม่ว่าจะไปสำนักไหนก็เป็นอัจฉริยะที่เขาแย่งตัวกัน ถ้าพวกผู้อาวุโสรู้ว่าศิษย์รากปราณฟ้ามากราบผู้บำเพ็ญเพียรที่เพิ่งสร้างรากฐานได้ไม่นานเป็นอาจารย์ คงโกรธจนชักกระบี่มาฟันข้าตาย อย่าดูถูกตัวเอง สงสัยก็ถาม แค่ไม่กี่ประโยค ข้าไม่รำคาญหรอก"

ถ้าเป็นในนิยาย ซินเย่ว์ถือว่าเป็นตัวละครสำคัญเชียวนะ

ถ้าไม่มีนางคอยถามนู่นถามนี่ จะอธิบายการตั้งค่าโลกได้ยังไง?

"ข้าไม่ต้องการให้คนอื่นเป็นอาจารย์ ข้าจะเป็นลูกศิษย์ของท่านเท่านั้น อาจารย์คือเซียนที่แท้จริงในใจข้า"

ซินเย่ว์พูดเสียงอู้อี้ ใบหน้าเล็กๆ ฉายแววดื้อรั้น

ตู้ซิงเหอเบนสายตาไปทางอื่น เธอรู้สึกว่าบทสนทนานี้เหมือนสนมยศต๋าอิงที่เพิ่งเข้าวังมาในการคัดเลือกนางสนม เจอสาวใช้ที่ซื่อสัตย์จนหน้ามืดตามัว เชื่อมั่นว่าเจ้านายจะได้เป็นที่โปรดปรานเหนือใครในวังหลัง

ในความเป็นจริง ตอนนี้แม้แต่อาหารวิญญาณบนเรือเหาะเธอยังซื้อไม่ไหวเลย

"ฉันจะไปดูบนเรือสักหน่อย ซินเย่ว์อย่าเดินเพ่นพ่าน อยู่ฝึกวิชาในห้อง"

เซินสุ่ยกระตือรือร้น "อาจารย์ แล้วข้ามีหน้าที่อะไร?"

ตู้ซิงเหอคิดสักพัก "ถ้าไม่ไหวจริงๆ แกก็ไปหาต้นไม้ห้อยโหนเล่นไป"

เซินสุ่ยลูบหน้าแล้วเดินตามไป เขาคิดว่าตัวเองแปลงเป็นผู้หญิงคิดถูกแล้ว อาจารย์ลำเอียงเข้าข้างผู้หญิงจริงๆ ถ้าหน้าตาเป็นผู้ชายแล้วตามตื๊ออาจารย์ เกรงว่าจะไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะร่วมโต๊ะกินข้าว

แต่อาจารย์ก็ยังมีเขาอยู่ในใจ รู้ว่าเขาชอบนอนบนต้นไม้

ภายใต้การนำทางของเซินสุ่ย ตู้ซิงเหอก็หาหอปรุงยาบนเรือเหาะเจอได้อย่างง่ายดาย

ต่างจากที่อื่นบนเรือเหาะ ในหอปรุงยาอบอวลไปด้วยกลิ่นสมุนไพรวิญญาณนานาชนิด หลับตาลงเหมือนเดินเข้าไปในร้านยาจีนสักแห่ง เธอเห็นพนักงานบนเรือกำลังขนเตาหลอมยาออกมา จึงสงสัย "นี่กำลังทำอะไร?"

เจ้าของหอ (เก๋อจู่) ยืนสั่งการอยู่ตรงนั้น พอเห็นผู้โดยสารมาถาม นึกว่าเป็นนักปรุงยาเหมือนกัน จึงอธิบายอย่างกระตือรือร้น "ท่านปรมาจารย์ชุนสือได้เห็ดหลินจือหยกใสคุณภาพดีเยี่ยมมาล็อตหนึ่ง เลยจะให้ลูกศิษย์มาปรุงยา 'รวมจิตแก้พิษ' (จู้หุนเจี่ยตู๋ตาน) โดยท่านจะชี้แนะด้วยตัวเอง... สหายนักปรุงยา ได้ฟังคำชี้แนะของท่านสักสองสามประโยค ถือว่าคุ้มค่าตั๋วเรือแล้ว"

เซินสุ่ยร้องเอ๊ะ "ไหนบอกว่านักปรุงยามีน้อย? ไม่กลัวโดนคนอื่นขโมยวิชาเหรอ?"

"ถ้าการปรุงยาแค่มองสองสามทีก็เป็นแล้ว วิชาชีพนี้คงไม่หายากขนาดนี้หรอก ความลึกล้ำข้างในอย่าว่าแต่แค่มองเลย ต่อให้อาจารย์จับมือสอน คนที่เรียนรู้เรื่องก็ยังมีน้อย" เจ้าของหอยิ้มหวาน "ข้าเองก็เป็นนักปรุงยา แต่เทียบกับปรมาจารย์ชุนสือไม่ได้เลย สูตรยารวมจิตแก้พิษไม่ใช่ความลับ แต่ให้คนนอกวงการได้ไป ก็ปรุงไม่สำเร็จหรอก"

"ท่านรู้เยอะจัง เก่งสุดๆ ไปเลย พูดให้ข้าเปิดหูเปิดตาอีกหน่อยได้ไหม?"

เจอพวกผู้บำเพ็ญเพียรวางท่าสูงส่งมาเยอะ เจ้าของหอเพิ่งเคยเจอผู้บำเพ็ญเพียรที่ซื่อใสขนาดนี้เป็นครั้งแรก ภายใต้คำเยินยออันจริงใจ เจ้าของหอก็เริ่มหลงตัวเอง:

"ดูท่า พวกเจ้าคงเป็นผู้บำเพ็ญเพียรรุ่นใหม่ที่เพิ่งออกมาท่องโลกสินะ! ยาแบ่งเป็นสี่ระดับ เจวี๋ย (สุดยอด) เทียน (ฟ้า) เสวียน (ลึกลับ) ตี้ (ดิน) ยาระดับต่ำบางอย่าง ก็แค่เอาสมุนไพรวิญญาณมาบดรวมกันปั้นเป็นก้อนตามสูตร ดีกว่าเคี้ยวสมุนไพรสดนิดหน่อย อย่างน้อยปริมาณสมุนไพรแต่ละอย่างก็ไม่ผิดเพี้ยน แต่สรรพคุณยาก็งั้นๆ กินนานๆ พิษจากยาจะสะสม"

"ยาแก้พิษเหมือนกัน ข้าปรุงออกมาได้ระดับดิน นานๆ ทีสมองแล่น บรรพบุรุษคุ้มครอง อาจจะปรุงได้ระดับเสวียน แต่ปรมาจารย์ชุนสือลงมือทีไร ออกมาเป็นระดับฟ้าทุกที!"

"เคล็ดลับพวกนี้ ใช้ตามองอย่างเดียว ขโมยไปไม่ได้หรอก"

เจ้าของหอพูดด้วยความหวังดี ให้เซินสุ่ยตัดใจ แล้วตั้งใจชมบารมีปรมาจารย์ดีกว่า

ฟังคำยกย่องของเจ้าของหอ ตู้ซิงเหอก็ครุ่นคิด

วิชาปรุงยาแน่นอนว่าเป็นของดีที่ไม่ถ่ายทอดให้คนนอก แต่เธอจะขโมยวิชาไม่ได้จริงๆ หรือ?

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 22 - ปรมาจารย์นักปรุงยา

คัดลอกลิงก์แล้ว