เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 552 หงเทียนเจินเหริน

บทที่ 552 หงเทียนเจินเหริน

บทที่ 552 หงเทียนเจินเหริน


บทที่ 552 หงเทียนเจินเหริน

ลวี่หยางมิได้รอคอยที่เกาะโดดเดี่ยวนานนัก

สามวันให้หลัง ก็มีลำแสงเร้นกายหลายสายพุ่งฝ่าเวหาเข้ามา หยุดลงที่เบื้องนอกเกาะโดดเดี่ยว หนึ่งในนั้นสวมอาภรณ์หรูหรา บนศีรษะปรากฏตำแหน่งขุนนางสวรรค์เรืองรองหนึ่งสาย:

[ทูตสยบสมุทรแห่งราชสำนักเซียน] ขุนนางขั้นสอง!

หากเพียงเท่านั้นยังมิพอจะตื่นตะลึง เห็นเพียงยามนี้ ตำแหน่งขุนนางสายนี้แผ่พลังปราณเข้าออกไม่หยุดยั้ง เหนือท้องฟ้ากลับเผยตาข่ายแห่งมรรคผลให้เห็นด้วยตาเปล่า หยาดแสงแห่งมรรคผลนับหมื่นสายทอแสงลงมา ล้วนหลั่งรวมเข้าสู่ตำแหน่งขุนนางนั้น มิหยุดหนุนเสริมกระแสพลังของเจ้าของตำแหน่ง ยกระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเกือบแตะถึงขอบเขตหนึ่ง

ในขั้นวางรากฐานปลาย ก็จัดว่าไม่อ่อนแอแล้ว

ลวี่หยางเพียงลอบสังเกต ก็เข้าใจทันทีว่านี่คือผลจากการเสริมพลังของ บัญญัติแห่งมรรคาแคว้นเซียน โลกประวัติศาสตร์เทียมนี้ยกย่องราชสำนักเซียนเป็นใหญ่ [บัญญัติแห่งมรรคาแคว้นเซียน] มีขนาดเช่นนี้มิได้ยากนัก

ยิ่งไปกว่านั้น หากพูดกันตามจริง ก็ยังเทียบไม่ได้กับโลกปัจจุบันเลยด้วยซ้ำ

ในโลกปัจจุบัน นับแต่เขาครองอำนาจปกครองใต้หล้า บัญญัติแห่งมรรคาแคว้นเซียนก็แผ่ขยายครอบคลุมทั้งแผ่นดินใหญ่และโพ้นทะเล มีเพียงนิกายศักดิ์สิทธิ์กับนิกายกระบี่เท่านั้นที่ยังรักษาประตูสำนักไว้ได้

ทว่าแม้เป็นเช่นนี้ บัญญัติแห่งมรรคาแคว้นเซียน ก็ยังเสริมพลังแก่ผู้ฝึกตนตำแหน่งขุนนางอย่างใหญ่หลวง ถึงแม้จะยังไม่อาจให้สามารถข้ามขั้นต่อสู้ได้ แต่หากให้บรรลุถึงขอบเขตสูงสุดของระดับพลังของตน ก็ย่อมไม่เป็นปัญหา และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ผู้ฝึกตนตำแหน่งขุนนางนั้นมีจำนวนมาก

นี่คือระบบที่กลิ้งสะสมเช่นก้อนหิมะ ยิ่งกลิ้งยิ่งใหญ่ ยิ่งแพร่ออก ยิ่งค้ำจุนตนเอง

ขอบเขตของ บัญญัติแห่งมรรคาแคว้นเซียน ยิ่งใหญ่เพียงใด พลังของผู้ฝึกตนตำแหน่งขุนนางก็ยิ่งแข็งกล้าตามไปด้วย จนถึงวันที่รวมใต้หล้าเป็นหนึ่ง วันนั้นอาจทะยานขึ้นเป็นขุมพลังแข็งแกร่งที่สุดในทั้งสี่ฝ่าย

หากมิใช่เพราะเหตุนี้ เขาก็คงไม่ปล่อยให้จงกวงอยู่ภายนอกคนเดียวแน่

ถึงอย่างไร เวลานี้เขาก็เข้าสู่ “ประวัติศาสตร์เทียม” แล้ว หากจงกวงแสวงหาโอสถทองคำ เขาย่อมรับรู้ไม่ได้ แน่นอนลวี่หยางมั่นใจว่าจงกวงจะไม่ก่อเรื่องหุนหันพลันแล่น

อาจารย์ลุงจงกวงยังคงเฉลียวฉลาด เป็นเจินเหรินรุ่นเก่าของนิกายศักดิ์สิทธิ์ การแสวงหาโอสถทองคำนั้นยากจะปิดบัง หากเขากล้าลอง พระอัครมเหสีเซียวและเทียนฉิวก็กล้าบุกไปขัดขวาง บัดนี้บัญญัติแห่งมรรคาแคว้นเซียนแผ่ครอบทั่วใต้หล้า มีมันหนุนเสริม หากอาจารย์ลุงจงกวงจะแสวงหาโอสถทองคำขึ้นมา ก็ยังมิแน่ว่าจะเป็นคู่ต่อสู้ของพวกเขา

ดังคำกล่าวที่ว่า ผู้ที่รู้จักประเมินสถานการณ์คือยอดคน

ยามนี้ สถานการณ์ที่ตนผงาดขึ้นควบคุมใต้หล้าก็เป็นจริงแล้ว อาจารย์ลุงจงกวงหากไม่โง่ ก็คงไม่มีทางเสี่ยงมาขัดตนในยามนี้

“ตูม!”

ในชั่วพริบตา ค่ายกลของเกาะโดดเดี่ยวพลันเปิดออก ซั่วฮ่วนยิ้มพลางก้าวออกมา คารวะพลางกล่าวว่า “ท่านทูตเซียนเสด็จมาเยือน ข้าน้อยช่างรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง”

ในฐานะร่างที่เหมือนกันในประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน ซั่วฮ่วนปลอมเป็นซั่วหลานได้อย่างไร้ช่องโหว่ กิริยาคำพูดที่เปี่ยมด้วยความเคารพและถ่อมตนประหนึ่งซึมลึกถึงกระดูก จึงทำให้ผู้ถือสาสน์ทั้งสองไร้ความสงสัย ซ้ำยังผงกศีรษะอย่างหยิ่งยโส ก่อนจะตามซั่วฮ่วนเข้าไปในเกาะโดดเดี่ยวโดยไม่ระวังเลยสักนิด

แล้วทั้งสองก็ชะงักงันพร้อมกันในบัดดล

เพราะทันทีที่เข้าสู่เกาะ ก้าวเข้าสู่มหาตำหนัก ร่างของลวี่หยางก็สะท้อนเข้าสู่สายตาทั้งสองในบัดดล ภายในใจพลันบังเกิดความรู้สึกอันตรายรุนแรงอย่างหาคำใดเปรียบมิได้

ไม่ดีแล้ว...

ยังไม่ทันให้ทั้งสองได้ลงมือ เสียงของลวี่หยางก็ดังขึ้นอย่างเงียบเย็น:

“สหายนักพรตทั้งสอง พวกท่านเดิมทีคือศิษย์ใต้บัญชาข้า กลับชาติมาเกิดใหม่ครั้งหนึ่งแล้วก็แฝงตัวเข้าสู่ทุกสำนัก เหตุใดจึงได้ลืมเลือนเหตุและผลในอดีต ยังไม่รีบตื่นขึ้นมาอีกรึ?”

สิ้นคำ ทั้งสองก็ชะงักนิ่งในบัดดล

เพียงชั่วพริบตา ภายใต้ผลกระทบของ พรสวรรค์หุ่นเชิด ทั้งสองก็หวนระลึกถึงหลากเรื่องในภพชาติก่อน จากนั้นก็ทอดถอนใจยาว กล่าวด้วยความตระหนักว่า:

“เห้อ! มิคาดคิดว่าพวกเรากลับเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน!”

ชั่วขณะถัดมา เมื่อทั้งสองเงยหน้ามองลวี่หยางอีกครั้ง แววตาในดวงตาก็ไร้ความระแวง เต็มไปด้วยความจงรักภักดี

“ขอบคุณท่าน ที่ชี้แนะให้พวกเราทั้งสองกลับคืนสู่หนทางที่ถูกต้อง”

“เป็นเพียงเรื่องง่ายดาย” ลวี่หยางแสยะยิ้ม

ทั้งกระบวนหาได้ก่อคลื่นสะเทือนแม้แต่น้อย มีเพียงคลื่นเหตุและผลอันเบาบาง ที่ก็ถูกค่ายกลซึ่งวางไว้บนเกาะโดดเดี่ยวล่วงหน้ากลืนหายไปในความว่างเปล่า

หลังจากนั้นก็ไม่มีสิ่งใดให้ลังเลอีกต่อไป ผู้ฝึกตนตำแหน่งขุนนางหากสิ้นชีพ ตำแหน่งจะคืนกลับ ย่อมเผยความจริงออกมา ลวี่หยางจึงมิได้ลงมือกับผู้นั้น หากแต่หันสายตาไปยังผู้ฝึกตนอีกคนที่มาจากนิกายกระบี่ เพียงหนึ่งความคิด อีกฝ่ายก็เผยแววตาเด็ดเดี่ยว พร้อมพลีชีพออกมา ยินยอมให้ลวี่หยางลงมือ

“ตูม!”

ฝ่ามือหนึ่งฟาดลง ร่างของผู้ฝึกตนนั้นกลายเป็นเถ้าธุลีในบัดดล เกือบในเวลาเดียวกัน ลวี่หยางก็รู้สึกโล่งวาบ ภาพมากมายผุดขึ้นตรงหน้า

นั่นคือชีวิตของบุรุษผู้หนึ่ง

เขาเกิดในตระกูลใหญ่ของนิกายกระบี่ ตั้งแต่วัยเยาว์ก็อยู่ท่ามกลางผ้าแพรผืนงาม สำราญกินอยู่ ไร้ความกังวลในการฝึกฝน ดำเนินตามลำดับขั้นไปตามธรรมเนียม บรรลุถึงขั้นวางรากฐาน สุดท้ายรับหน้าที่ของตระกูล ออกทะเลเพื่อสั่งสมชื่อเสียง

ลวี่หยางมองเห็นชัดเจนถึงปลายทางที่เขาควรจะมี หากมิได้พบตน

วางรากฐานขั้นปลาย แสวงหาความสมบูรณ์มิสำเร็จ หมดอายุขัย ตายจากไป

และในระหว่างเส้นทางนั้น ความรู้แจ้งของเขา ประสบการณ์ของเขา เหตุและผลทั้งมวลที่เกี่ยวข้อง ล้วนปรากฏเด่นชัดต่อหน้าลวี่หยางในยามนี้

“แกร๊ก!”

พริบตาถัดมา ภาพทั้งหมดก็สลายลง

ลวี่หยางมองฝ่ามือตนเอง สีหน้าแน่นิ่ง ความรู้แจ้งผุดขึ้นในใจ เหตุและผลนั้นไม่เลว...น่าเสียดาย ข้าแข็งแกร่งกว่าเขา และเหตุและผลที่แบกไว้บนตัวข้าก็หนักหนากว่าเขา

เหตุและผลของอีกฝ่าย...ถูกเขากดทับจนแหลกสลาย

สุดท้ายแล้ว ยามนี้เขาอยู่ในระดับวางรากฐานสมบูรณ์ ความเป็นไปได้ในขั้นวางรากฐานขั้นปลาย เพียงเท่านี้ย่อมไร้คุณค่าโดยสิ้นเชิง

ทว่า

หากเป็นผู้ฝึกตนที่อยู่ในขั้นวางรากฐานสมบูรณ์ และในอนาคตแน่แท้สามารถบรรลุเป็นเจินจวินได้ ความเป็นไปได้ของเขา...สำหรับข้าแล้ว ย่อมมีค่ามากนัก!

คิดถึงตรงนี้ ไฟในใจของลวี่หยางก็ลุกโชนขึ้น

อย่างน้อยที่สุด ครั้งนี้ข้าก็พิสูจน์ได้แล้วว่า ต่อให้ไม่ใช่ร่างที่เหมือนกันของข้าเอง ก็ยังสามารถแย่งชิงความเป็นไปได้ของอีกฝ่ายได้ผ่านการสังหาร!

เกือบจะในพริบตานั้นเอง ลวี่หยางก็นึกไปถึงหงเทียนเจินเหรินขึ้นมาในบัดดล อีกฝ่ายดูเหมือนจะพิสูจน์ เพลิงบนสวรรค์ มาแล้วครั้งหนึ่ง และเคยล้มเหลวมาก่อน หากเขากล้าลองอีกย่อมแสดงว่ามีความมั่นใจเต็มเปี่ยม หากตนสามารถสังหารเขา แย่งชิงความเป็นไปได้นั้นมาได้ ย่อมถือเป็นการเสริมพลังครั้งใหญ่อย่างที่สุด!

ไม่...หากสังหารตรง ๆ ย่อมสิ้นเปลืองเกินไป

ลวี่หยางส่ายหน้า คิ้วขมวดแน่น

ต้องช่วยเขาแสวงหา เพลิงบนสวรรค์ ก่อน...แล้วรอจนถึงเสี้ยวลมหายใจก่อนที่เขาจะสำเร็จ ถึงค่อยลงมือสังหาร เช่นนั้นความเป็นไปได้ที่ช่วงชิงมาได้...จึงจะทรงคุณค่าสูงสุด!

คิดมาถึงตรงนี้ ลวี่หยางยังอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ

หงยวิ๋นเอ๋ย...หงยวิ๋น แม้ในอีกสายประวัติศาสตร์หนึ่ง เจ้าก็ยังมีคุณูปการมหาศาลกับข้าถึงเพียงนี้ เจ้าช่างเป็นหงยวิ๋นของข้าโดยแท้! (หงยวิ๋น แปลว่าโชคดิ)

ชาติที่แล้ว หัวเลี้ยวหัวต่อแห่งชัยชนะก็อาศัยเจ้า

ชาตินี้...ก็ยังต้องพึ่งเจ้าอีกอยู่ดี!

และในยามนั้นเอง ลวี่หยางก็พลันเลิกคิ้วขึ้น

ขณะนั้น เบื้องนอกเกาะโดดเดี่ยว สุริยันเรืองรองฟ้ากลางวัน แสงงามพลันหลั่งริน ราวโรยทองคำลงคลุมผืนน้ำ สะท้อนภาพอันลี้ลับ สูงส่งไกลโพ้นออกมาท่ามกลางทะเลสาบเงียบสงบ

ท่ามกลางภาพลักษณ์นั้น เงาร่างผู้หนึ่งยืนหยัดเงียบงัน

เขารูปลักษณ์สง่างาม สวมอาภรณ์ทองคำ มือซ้ายถือคัมภีร์เล่มหนึ่ง มือขวาประสานไว้เบื้องหลัง ที่เอวผูกอยู่ด้วยตราประทับขุนนาง มองดูน่าเกรงขามและสง่างาม

ใช่แล้ว คือท่านหงเทียนเจินเหรินผู้นั้น

ลวี่หยางลอบแปลกใจในใจ เพียงเพราะแม้ผู้นี้จะเป็นร่างที่เหมือนกันของหงยวิ๋น ทว่ากลับไร้ซึ่งอารมณ์อับเฉาที่บ่มเพาะมาห้าพันปีของหงยวิ๋นแม้แต่น้อย กลับแลดูเปี่ยมด้วยใจมุ่งมั่นฮึกเหิม หากไม่เพราะรูปโฉมเดียวกันกับหงยวิ๋นทุกประการ เขาแทบไม่กล้ายืนยันว่าคือคนเดียวกัน

อีกฝ่ายยืนอยู่เช่นนั้น มองเกาะโดดเดี่ยวเงียบงัน

ภายในเกาะ ลวี่หยางยืนอยู่หลังม่านค่ายกล สบตากับเขา

สีหน้าบุรุษผู้นั้นเปลี่ยนไปหลายครา จากแววฉงน สู่ความใคร่รู้ แล้วแปรเปลี่ยนเป็นความคาดหวังลึกล้ำที่มิอาจถ่ายทอดเป็นถ้อยคำ

ชั่วพริบตาเดียว เขาก้าวเดินออกมา

เพียงก้าวเดียว ร่างนั้นก็เดินพ้นเงาสะท้อนบนผิวน้ำ ยามก้าวออกมา กลับไร้ซึ่งสิ่งใดปรุงแต่ง พลังทั้งมวลคืนสู่ความเรียบง่ายบริสุทธิ์ เผยระดับพลังอันลุ่มลึกแห่ง วางรากฐานสมบูรณ์

เสียงแจ่มชัดดุจสายลม เอ่ยลอยมาแต่ไกล:

“ขอเรียนถามนามสหายนักพรต... เป็นผู้มาจากโลกภายนอกหรือ?”

จบบทที่ บทที่ 552 หงเทียนเจินเหริน

คัดลอกลิงก์แล้ว