เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 418 ทางเลือกของซั่วฮ่วน

บทที่ 418 ทางเลือกของซั่วฮ่วน

บทที่ 418 ทางเลือกของซั่วฮ่วน


บทที่ 418 ทางเลือกของซั่วฮ่วน

เจียงเป่ย เหนือทะเลเมฆเชื่อมฟ้า

เมื่อแสงเร้นสายหนึ่งพุ่งลงมา เซี่ยงเยี่ย หงจวี่ และลวี่หยางก็ทยอยลงแตะพื้น ณ หน้าผาเพลิงศักดิ์สิทธิ์ ลวี่หยางมองสำรวจทัศนียภาพแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์ด้วยความรู้สึกที่ห่างหายไปเนิ่นนาน

เป็นดังคาด มองออกไปเบื้องหน้าล้วนมีแต่ความมีชีวิตชีวา สิ่งมีชีวิตแย่งชิงเบ่งบานแข่งขันกันทั่วหล้า

เขายังแลเห็นผู้หนึ่งที่คุ้นตายิ่งนัก

'อิ๋นซานเจินเหริน...'

อีกฝ่ายหาได้รู้สึกถึงสายตานั้นแม้แต่น้อย

เมื่อเห็นฉากนี้ ลวี่หยางก็อดมิได้ที่จะเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นในใจ ผู้วางรากฐานซึ่งเคยอยู่สูงเกินเอื้อม มายามนี้กลับแลดู...ธรรมดาเสียแล้ว

'และยังมี...เจินเหรินบรรพกาล!'

ลวี่หยางหาได้ลืมภาพที่เคยเห็นผ่านพรสวรรค์ หุ่นเชิด มาก่อน เจินเหรินบรรพกาลนามมู่ฉางเซิง ผู้นั้นยังคงถูกขังอยู่ในแดนลับหลอมวิชา

บุคคลนี้เรียกได้ว่าโดนจ้าววิถีแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์เล่นงานจนยับเยิน ลำบากยากเข็ญสร้างสวรรค์แห่งความมิมีขึ้นมาด้วยตนเอง หวังจะใช้เป็นทางสู่โอสถทองคำ ผลกลับกลายเป็นว่าวิญญาณ แก่นสำคัญที่สุด ถูกมือไร้รูปของจ้าววิถีนั้นโยนเข้าแดนลับหลอมวิชาไปเสียเฉยๆ สุดท้ายจึงกลายเป็นว่า...เสียเวลาถึงห้าพันปีโดยเปล่าประโยชน์

'อืม...ต้องอยู่ห่างจากเจ้าคนโชคร้ายให้มากหน่อย'

อย่าให้เลือดเปื้อนตัวข้า

ขณะลวี่หยางครุ่นคิด เซี่ยงเยี่ยก็เหลือบมอง “ผู้บำเพ็ญเพียรนอกฟ้า” ผู้นี้อยู่เช่นกัน ในใจแอบหัวร่อเยาะเย้ย 'อะไรนะ “ผู้บำเพ็ญเพียรนอกฟ้า”!? มั่วทั้งเพ!'

คิดว่าตนดูไม่ออกหรือ?

'เจ้านี่เข้ามาในทะเลเมฆเชื่อมฟ้าราวกับกลับบ้านตัวเอง แถมยังตรงดิ่งมาที่ผาเพลิงศักดิ์สิทธิ์ได้ทันที หากไม่ใช่เจินเหรินของนิกายศักดิ์สิทธิ์ล่ะก็ให้มันรู้ไป!'

'นี่เจ้าคิดจะตัดขาดสัมพันธ์งั้นรึ?'

เซี่ยงเยี่ยลูบคางพลางขบคิด 'แต่นี่มัน...นิกายศักดิ์สิทธิ์ของข้าจะมีเจินเหรินผู้ยิ่งใหญ่โผล่มาอีกคนตั้งแต่เมื่อไรกัน? เหมือนกับกระโดดออกมาจากก้อนหินยังไงยังงั้น...'

การบำเพ็ญเพียรนั้นแต่ไหนแต่ไรไม่เคยเป็นเรื่องของคนเพียงผู้เดียว

ตั้งแต่ขั้นรวมลมปราณ วางรากฐาน แดนมงคล จนถึงแก่นแท้ทองคำ ล้วนต้องอาศัยทรัพยากร ต้องพึ่งพาผู้อื่น ต้องเข้าไปแย่งชิง ชิงทรัพย์ ชิงโอกาส ชิงโชควาสนา

อาจารย์ผู้ถ่ายทอดมรรค, สหายร่วมบำเพ็ญ, และศัตรูคู่แข่ง ผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหลาย ย่อมต้องมีครบทั้งสามสิ่งนี้ไม่ใช่หรือ? หากเป็นเพียงผู้บำเพ็ญขั้นต้นหรือขั้นกลาง จะไม่เป็นที่จับตามองก็คงไม่แปลก ทว่าผู้อยู่ถึงขั้นปลายแห่งรากฐาน หรือแม้แต่วางรากฐานสมบูรณ์ เจินเหรินผู้ยิ่งใหญ่ ในใต้หล้าย่อมต้องมีชื่อเสียงอยู่บ้างเป็นธรรมดา

จะเป็นไปได้อย่างไร...ที่ไม่มีใครรู้จักเลย?

'ผู้นี้...ข้าต้องเคยรู้จักแน่!'

เซี่ยงเยี่ยคิดว่าตนเองก็ถือว่าผ่านร้อนผ่านหนาวมานาน แม้แต่เจินจวินแห่งนิกายคือ “จงกวง” ยังอยู่ได้ไม่นานเท่าเขา มองไปทั่วทั้งนิกายศักดิ์สิทธิ์เวลานี้ เกรงว่าจะมีเพียง “หงจวี่” เท่านั้นที่มีอายุยืนยาวกว่าเขา

'…หืม?'

จู่ๆ ความคิดหนึ่งก็ผุดวาบขึ้นในใจเซี่ยงเยี่ย

'ข้าไม่รู้จักก็ช่างมันเถอะ...แต่หงจวี่น่ะไม่เหมือนกัน ผู้นั้นอาศัยอยู่ใต้ร่มบารมีของเทียนยุ่นหมิงกวงเจินจวิน มีอายุขัยยืนยาวไม่ต่ำกว่าห้าพันปีเข้าไปแล้ว!'

ขอบเขตวางรากฐานสมบูรณ์...หากเวียนว่ายตายเกิดห้าชาติ ก็ยังเพียงแค่พันห้าร้อยปีเท่านั้น

โดยเหตุผลแล้ว หงจวี่น่าจะส่งเจินเหรินของนิกายศักดิ์สิทธิ์รุ่นแล้วรุ่นเล่าไปหมดแล้ว หากผู้นี้คือเจินเหรินใหญ่ของนิกายจริง เขาย่อมไม่มีทางไม่รู้จัก!

'หรือเขาจงใจปิดบัง?'

'แล้วผู้ใด...จะมีอำนาจบังคับให้เขาปิดบัง?'

เซี่ยงเยี่ยไล่เรียงความคิดเหมือนค่อยๆ คลี่ไหมออกทีละเส้น ก่อนจะมีชื่อหนึ่งผุดขึ้นในใจเขาอย่างกะทันหัน

'...หงยวิ๋น?'

แค่คิดถึงชื่อนั้น สิ่งแรกที่ผุดขึ้นในใจเซี่ยงเยี่ยคือ

'ไม่มีทาง!'

เรื่องราวของหงยวิ๋นถือเป็นที่กล่าวขานเลื่องลือในหมู่เจินเหรินแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์ หากจะมีการจัดอันดับ “สิบเรื่องตลกประจำปีของนิกายศักดิ์สิทธิ์” ล่ะก็...ประวัติชีวิตของหงยวิ๋นย่อมต้องครองอันดับหนึ่งอย่างแน่นอน!

เซี่ยงเยี่ยแม้ปัดความคิดเรื่อง “หงยวิ๋น” ออกในคราวแรกโดยสัญชาตญาณ แต่เมื่อค่อยๆ ตัดความเป็นไปได้อื่นออกไปทีละข้อ ในใจก็อดคิดไม่ได้ว่า 'หรือจะเป็นหงยวิ๋นจริงๆ? อืม...อย่างไรเสียก็คือเจินจวินกลับชาติมาเกิด จะมองข้ามเขาไม่ได้เด็ดขาด'

เขาครุ่นคิดอยู่ในใจ ทว่าใบหน้ายังคงสงบเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“สหายพึ่งมาถึง แล้วยังเพิ่งประมือกับศิษย์พุทธะผู้นั้นมาอีก เห็นทีควรพักฟื้นอยู่ ณ ที่แห่งนี้ก่อนสักระยะ รอให้สรรพสิ่งสงบดีแล้ว ค่อยสนทนาอีกครั้งเถิด”

“ขอบคุณสหายมาก”

ลวี่หยางประสานมือคารวะ จากนั้นก็เดินทางไปยังถ้ำพำนักซึ่งเซี่ยงเยี่ยจัดเตรียมไว้ให้ เมื่อเข้าสู่ห้องสงบ ก็เรียกธงหมื่นวิญญาณออกมาอีกครั้ง

ท่ามกลางธงที่สะบัดโบก สายลมวิญญาณแผ่วพลิ้ว เงาร่างของซั่วฮ่วนก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า

“คารวะท่านผู้อาวุโส”

ซั่วฮ่วนคารวะด้วยความเคารพ แววตาแฝงด้วยความคาดหวัง

ลวี่หยางเห็นดังนั้น ใบหน้าก็พลันเคร่งขรึม เอ่ยด้วยเสียงมั่นคงว่า “เรื่องของสหายนั้น ข้ามีวิธีอยู่สองทาง...ขึ้นอยู่กับเจ้าจะเลือกทางไหน”

“ขอท่านชี้แนะด้วยเถิด”

ลวี่หยางเป็นคนรักษาคำมั่น หากรับปากจะชักนำซั่วฮ่วนในชาตินี้ เขาย่อมเตรียมแผนไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว โดยเฉพาะในยามนี้ ปัญหาของซั่วฮ่วนยิ่งไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาแม้แต่น้อย

ลวี่หยางยกสองนิ้วขึ้นกล่าวอย่างชัดถ้อยว่า “หนทางแรก เจ้าสละแดนมงคลหลิงซวีเสีย ข้าจะช่วยแยกสำนึกรู้ของเจ้าออก จากนั้นส่งดวงจิตไปเกิดใหม่ รอจนจบสิ้นวัฏจักรชาติภพ ลบเลือนร่องรอยแห่งฟ้าภายนอก แล้วข้าค่อยนำสำนึกรู้ของเจ้ากลับคืนมา ถึงเวลานั้น เจ้าก็จะสามารถบำเพ็ญมรรคใหม่ได้อีกครั้ง”

แผนนี้นับเป็น หนเดียวจบสิ้น

ด้วยหุ่นเชิดที่ลวี่หยางถือครอง เขาสามารถติดตามดวงจิตของซั่วฮ่วนได้แม้ต้องข้ามแดนยมโลก และหากผ่านการชำระของยมโลกหนึ่งคราแล้ว แม้แต่เจ้าอสูรอั้งเซียวก็หมดหนทางจะจัดการซั่วฮ่วนได้อีกต่อไป

แม้การแยกสำนึกรู้ออกจะมีโอกาสล้มเหลวสูง หากพลาดแม้เพียงน้อยก็อาจถึงแก่ดับสูญในบัดดล แต่ลวี่หยางก็สามารถใช้วิธี เสี่ยงทายตรวจชะตา เพื่อหลีกเลี่ยงเคราะห์นี้ได้

'ว่าตามตรง ด้วยวิธีนี้ แม้ไร้แก่นแท้ทองคำ ก็ยังสามารถทำให้ดวงจิตเป็นอมตะได้ไม่ต่างจากการเวียนเกิดของเจินจวิน หากเรื่องนี้แพร่ออกไป ไม่รู้จะมีเจินเหรินวางรากฐานมากมายเพียงใดที่อิจฉา... เสียแต่ วิธีนี้นอกจากข้า ผู้ครอบครองคัมภีร์ร้อยชาติแล้ว ย่อมไร้ความหมายต่อผู้ใด'

และยิ่งกว่านั้น...

“ข้าเลือกข้อสองขอรับ”

ไม่เกินคาดของลวี่หยาง ซั่วฮ่วนแทบไม่ลังเลแม้แต่น้อยในการปฏิเสธแผนแรก ด้วยไม่มีทางที่เขาจะสละความหวังในการฟื้นฟูแดนหวนซวีลงได้

แม้จะมีปัญหา... ก็ไม่อาจละทิ้ง

ลวี่หยางเพียงสั่นศีรษะเล็กน้อย “แผนที่สอง เจ้าจะรักษาแดนมงคลหลิงซวีไว้ได้ แต่ต้องเลิกฝึกเคล็ด《คัมภีร์วิถีหมื่นวิญญาณคืนสู่แดนเดิม》เสีย”

ซั่วฮ่วนได้ฟังหาได้ค้านไม่ เพียงแต่ฉายแววกังวลออกมาบนใบหน้า “หากไร้คัมภีร์วิถีหมื่นวิญญาณคืนสู่แดนเดิม ข้าผู้เป็นผู้บำเพ็ญจากฟ้าภายนอก จะยังมีหวังแสวงหาโอสถทองคำได้อีกหรือ?”

“เปลี่ยนวิชาเสียก็สิ้นเรื่อง”

ลวี่หยางระดมจิตพลัน รวบรวมเคล็ดวิชาหนึ่งออกมาจากจิตเทวะ แล้วส่งให้ซั่วฮ่วน

《วิถีเซียนบัญชาสัจจะ》!

“นี่คือ…”

“คือเคล็ดวิชาที่ใช้เพื่อแสวงหาตำแหน่งมรรคผลในโลกเซวียนหลิง” ลวี่หยางยิ้มเหยียด “เหล่าเจินจวินต่างเร้นกาย โลกเซวียนหลิงจึงยังตั้งตระหง่านอยู่มิได้เคลื่อนไปไหน”

ตามหลักแล้ว หากเทียบกับประสิทธิภาพของสี่ขุมพลังยิ่งใหญ่ โลกเซวียนหลิงควรถูกแปรเปลี่ยนและกลืนกินไปจนหมดสิ้นนานแล้ว ทว่าเหตุการณ์ใหญ่ที่จงกวงก่อขึ้นอย่างฉับพลัน ดึงเอาเจินจวินทั้งหลายให้จากไปพร้อมกัน ผลที่ได้ก็คือ การย่อยกลืนโลกเซวียนหลิงกลับหยุดชะงักอยู่กลางคัน เหลือเพียงเปลือกว่างเปล่าไว้ ณ ที่นั้น

แผนของลวี่หยางเรียบง่ายยิ่ง

ละทิ้ง《คัมภีร์วิถีหมื่นวิญญาณคืนสู่แดนเดิม》ที่ถูกอั้งเซียววางกับดักไว้ แล้วหันมาให้ซั่วฮ่วนกลืนกินโลกเซวียนหลิงแทน ด้วยหนทางนี้... เพื่อแสวงหาโอสถทองคำและขึ้นสู่ตำแหน่งมรรคผล!

ซั่วฮ่วนพลันเบิกตาขึ้นเล็กน้อย “สำเร็จได้หรือไม่?”

“…พอมีหวังอยู่บ้างกระมัง!” ลวี่หยางกล่าวด้วยสีหน้ามั่นใจ ทว่าภายในใจกลับครุ่นคิดอีกอย่าง

'หวังบัดซบสิ… ตายแน่!'

หากซั่วฮ่วนเลือกวิธีแรก เขาก็จะยินดีช่วยอย่างสุดใจ ทว่าวิธีที่สอง...หมายความว่าซั่วฮ่วนยังมิได้หลุดพ้นจากแผนการที่อั้งเซียววางล้อมไว้

เช่นนั้นก็หมดหนทาง

หลังผ่านเรื่องราวในสวรรค์เจ็ดยอแสงมาแล้ว ลวี่หยางก็เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า บางครา… จำต้องถอยเชิงยุทธ์ หากไม่อาจก้าวพ้นกระดานหมากของศัตรู ย่อมไม่มีวันคว้าชัย

ดังนั้น เมื่อซั่วฮ่วนเลือกหนทางที่สอง เขาก็ถือเสียว่า… ไม่มีทางรอดอีกแล้ว

แต่ก็ไม่เป็นไร

ตามที่ลวี่หยางคำนวณไว้ ตราบใดที่เขาเริ่มต้นใหม่ แล้วใช้ คัมภีร์ร้อยชาติ ล้างดวงจิตกับแดนมงคลของซั่วฮ่วนเสียรอบหนึ่ง ก็คงไม่เกิดปัญหาอันใด

เช่นนั้นแล้ว… เหตุใดลวี่หยางจึงยังต้องเสนอทางเลือกที่สองออกมาอีก?

คำตอบง่ายดาย หากซั่วฮ่วนไม่มุ่งแสวงหาโอสถทองคำ แล้วลวี่หยางจะใช้เขา ล่ออั้งเซียว ออกมาได้อย่างไร?

'ซั่วฮ่วนสหาย… เมื่อเจ้าตัดสินใจเลือกวิธีที่สอง วาสนาย่อมตกอยู่ในชาติหน้า เช่นนั้นในชาตินี้ ข้ายืมใช้เจ้าหน่อย… ก็คงไม่เป็นไรกระมัง?'

แดนยมโลก สถานที่ที่มิอาจจะเอ่ยถึงได้

ภายในมหาตำหนักอันสูงตระหง่าน อั้งเซียวนั่งขัดสมาธิอย่างสงบ เฝ้ามองแม่น้ำแห่งจิตวิญญาณเบื้องหน้าซึ่งไหลเอื่อยผ่านไปอย่างไม่รู้จบ สายตาเฉกเช่นกำลังชมของล้ำค่าล้ำโลก

ทันใดนั้น เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย

“หืม?”

บัดนี้เขามิอาจมองเห็นโลกปัจจุบันได้แม้แต่น้อย กระทั่งแขนขาก็มิอาจยื่นออกจากตำหนักแห่งนี้ ทว่า ผ่านทางความรู้สึกที่เชื่อมโยงกับ ตำแหน่งมรรคผล สายหนึ่ง กลับยังพอสัมผัสได้อยู่บ้าง

คิ้วของเขาจึงขมวดแน่น

“อุปสรรคแห่งญาณรู้... ถูกทำลายแล้วรึ ซั่วฮ่วน?”

สีหน้าของอั้งเซียวปรากฏความขุ่นหมองอย่างเห็นได้ชัด ซั่วฮ่วนคือหมากสำคัญที่เขาใช้เพื่อช่วงชิง ตำแหน่งมรรคผล และล่อลวงเข้าสู่แดนยมโลก เดิมทีไม่ควรจะเกิดปัญหาใดๆ ได้

ทว่า มันกลับมีปัญหา

ความรู้สึกที่ทุกอย่างหลุดพ้นจากการควบคุมเช่นนี้ ทำให้เขารู้สึกยากจะยอมรับ

ตลอดสามสิบปีที่ผ่านมา เขาก็หาใช่ว่าอยู่นิ่งเฉยไม่ทำสิ่งใด หากแต่ขาดอยู่เพียงโอกาสเบิกทางสำคัญข้อเดียว จึงยากจะสำเร็จผล…

แต่แล้วในขณะนั้นเอง สายตาเขาก็พลันไหววูบ

เบื้องหน้าตำหนัก ณ ท่ามกลางแม่น้ำวิญญาณอันกว้างใหญ่

“อะมิตาภพุทธ…”

ภายในกลุ่มจิตวิญญาณที่เพิ่งถึงแก่กาลจากไป ดวงจิตดวงหนึ่งของผู้บำเพ็ญขั้นวางรากฐานพลันกระโจนออกมา กายวิญญาณแผ่ประกายพุทธธรรมเรืองรอง เปล่งเสียงหนักแน่นว่า

“ภิกษุผู้น้อย กว่างหมิง ขอคารวะต่อท่านผู้เฒ่าอั้งเซียว!”

จบบทที่ บทที่ 418 ทางเลือกของซั่วฮ่วน

คัดลอกลิงก์แล้ว