- หน้าแรก
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 356 ศิษย์พุทธะกว่างหมิง?
บทที่ 356 ศิษย์พุทธะกว่างหมิง?
บทที่ 356 ศิษย์พุทธะกว่างหมิง?
บทที่ 356 ศิษย์พุทธะกว่างหมิง?
เบื้องบนท้องฟ้าเวิ้งว้าง ทะเลเมฆพลันปั่นป่วน
ทั้งที่ควรเป็นดินแดนซึ่งฤดูกาลไม่อาจแตะต้อง หากในยามนี้กลับมีเกล็ดหิมะอันประหลาดโปรยปรายลงมาอย่างแผ่วเบา... สายตาที่ทอดมองไปกลับเห็นเพียงความหม่นมัว แม้แต่เสียงลมยังคล้ายหยุดนิ่ง
ความเงียบงันอันยิ่งใหญ่
กลางทะเลเมฆ ปรากฏบุรุษหนุ่มในอาภรณ์งามล้ำ นั่งขัดสมาธิ ประสานมือทำมุทรา ถือไว้ซึ่งจันทร์กระจ่างหนึ่งดวงอันขาวนวลในฝ่ามือ สะท้อนรัศมีเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกเป็นสาย
จันทร์ดวงนั้นเปรียบดั่งศูนย์กลางแห่งความเย็นเยียบในฟ้าดิน แสงกระจ่างล้อมรอบเขาดุจม่านหมอก แปรเปลี่ยนไปมาระหว่างภาพแห่งต้นหงส์เหมันต์ จานหยก คางคกน้ำแข็ง และสรรพสิ่งอื่นอีกนับมิถ้วน ทั้งหมดล้วนเลือนลางรางรอย คล้ายเพียงภาพมายาที่พลันดับวับไปในพริบตา... แล้วกลับรวมเป็นหนึ่งอีกครา ทำให้จันทร์ดวงนั้นทวีความสว่างยิ่งขึ้นไปอีก สะท้อนเงาหน้าของเขา นิ่งเงียบ ไร้ความรู้สึก
‘เหมันต์เร้นลับ!’
ยอดวิชานี้คือวิชาเทพลำดับที่สามของลวี่หยาง ต่อเนื่องจาก เจ้าแห่งศาสตรา และ หว่านจินกง ครานี้อยู่ในขอบเขตแห่ง ทองซิน เป็นหนึ่งในวิชาเทพที่แปรมาจากความอัศจรรย์ ถือธรรม
บัดนี้ปรากฏอยู่ในฝ่ามือของลวี่หยาง
โดยไม่ต้องกระทำสิ่งใด รัศมีจันทร์พลันไหลรินออกมาทีละสาย... รับรู้ฟ้าดิน ประทับทับลงบนร่างเงารูปของเด็กหนุ่มในชุดนักบวชเบื้องล่าง
“สหายนักพรตแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์ท่านใดกัน?!”
อรหันต์ฝูหลงเงยหน้าขึ้น ส่งเสียงคำรามแหลมคมออกมาอย่างไม่อาจกลั้น ใจยังเต็มไปด้วยความตกตะลึง แท้จริงแล้วตนวางเหยื่อล่อศิษย์ขั้นรวมลมปราณ... กลับกลายเป็นตนเองถูกคนอื่นล่อซะอย่างนั้น!
อีกฝ่ายพลังบ่มเพาะย่อมเหนือกว่าตนอยู่ขั้นหนึ่ง
เท่านั้นยังไม่พอ ยังกล้าวางกับดัก แถมลงมือลอบโจมตี ที่สำคัญคือที่นี่อยู่ในเขตเจียงเป่ย ไม่ต้องเดาให้เสียเวลา ต้องเป็น ผู้ฝึกตนแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์ แน่นอน!
ยิ่งไปกว่านั้น... วิชาเทพของอีกฝ่ายกลับข่มข้าอย่างถึงแก่น!
ทองซินกลายเป็นน้ำค้างแข็ง ฟ้าดินเยียบเย็นไร้ปรานี หมู่พฤกษาทรุดโทรมโรยรา โชคยังดีที่มังกรเพลิงของข้าเป็นไม้เจี่ย มิเช่นนั้นป่านนี้คงดับสูญไปแล้ว!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ อรหันต์ฝูหลงก็ไม่กล้าชักช้าอีกต่อไป...เปิดปากร่ายคาถา เปลวเพลิงพวยพุ่งออกมาดังปะทุภูผา กลายเป็นมังกรเพลิงทะยานขึ้นไปสกัดม่านหิมะสีดำที่ถาโถมจากฟากฟ้า
แต่สุดท้าย...แสงเพลิงเล็กน้อยนั้นก็ประหนึ่งกองไฟยามเหมันต์ แม้แผ่ไออุ่น ทว่าสุดท้ายก็หลีกหนีความดับสูญมิได้
“สหาย! ท่านผู้อาวุโส! ระหว่างเรามีเวรมีกรรมอันใดกันหรือ?”
“หากเป็นธรรมเนียมของนิกายศักดิ์สิทธิ์ในการข่มขู่ผู้อื่น เช่นนั้นโปรดเอื้อนคำให้ชัดเถิด เหตุใดต้องลงไม้ลงมือ?”
เสียงของอรหันต์ฝูหลงยิ่งคร่ำครวญอย่างเวทนา เสียงวอนขอชีวิตแฝงไว้ด้วยความอัดอั้นขมขื่น ตลอดชีพที่เขาดำเนินมา ล้วนยึดหลักสันติไมตรีกับผู้คน หาได้เคยมีศัตรูสักคนเดียว
นี่มันโผล่มาจากที่ใดกันแน่!?
ทว่า...ลวี่หยางกลับหาได้ใส่ใจต่อคำถามนั้นแม้แต่น้อย เพียงยืนมองอีกฝ่ายเงียบงันอยู่ครู่หนึ่ง แล้วสายตาก็ฉายแววเย็นเยียบขึ้นมาทีละน้อย
แต่ก่อนเขายังด้อยบารมี มิอาจมองเห็นเงื่อนงำเหล่านี้
บัดนี้กลับมองออกแล้วอย่างถ่องแท้...ภายใต้เปลือกนอกอันหรูหราสง่าในคราบอรหันต์ของเจ้าฝูหลงนั้น แท้จริงกลับซ่อนความกลวงเปล่าในใจไว้เต็มเปี่ยม ไม่อาจแม้แต่จะตั้งมั่นได้จริงแท้
เหตุผลก็ง่ายดายนัก
“วิชาเทพสายแรกของเจ้ากลับเป็นไม้เจี่ยงั้นหรือ!”
ลวี่หยางกล่าวเสียงเยียบเย็น
อรหันต์ฝูหลงนั้นบำเพ็ญตามแนวทางแห่ง คัมภีร์เก้าแปรมังกร วางรากฐานชี้ตรงไปยังดินกำแพงเมือง ตามตรรกะแล้ววิชาเทพสายแรกพึงจะเป็นดินอู้เท่านั้นถึงจะสอดคล้องกับภาพลักษณ์
เหตุใดจึงเป็นไม้เจี่ย?
ลวี่หยางครุ่นคิดแวบหนึ่ง ก็พลันเข้าใจถึงต้นสายปลายเหตุทันที “ก็สมแล้วที่เป็นผู้ฝึกตนพเนจร..โลภต่อการก้าวหน้าตรงหน้า กลืนทุกอย่างโดยไม่เลือก สุดท้ายกลับตัดหนทางแห่งตนเองจนสิ้น!”
หากมิผิดจากที่ลวี่หยางคาดไว้ คงเป็นตอนยังเป็นผู้ฝึกตนพเนจร อรหันต์ฝูหลงผู้นี้บังเอิญได้พบเจอกับไม้เจี่ยเข้าอย่างไม่คาดฝัน แล้วก็กินกลืนลงไปทันทีโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง...ก็นับว่าโชคยังดีอยู่บ้าง เพราะไม้เจี่ยกับไม้หยินมีสภาวะใกล้เคียงกัน พอให้รากฐานแห่งมรรคพอทนไหว มิถึงขั้นร่างระเบิดตายคาที่
แต่ถึงจะรอดชีวิตมาได้ ก็นับว่าหนทางแห่งมรรคได้ถูกตัดขาดลงตั้งแต่ต้นแล้ว
‘ไม่น่าแปลกใจเลย...ชาติก่อนที่ข้าสังหารเขาไปนั้น ฝ่ายแดนสุขาวดีถึงได้ไม่มีปฏิกิริยาแม้แต่น้อย ทั้งที่ฝูหลงเป็นถึงศิษย์แห่งพุทธะแท้ๆ กลับกลายเป็นพวกเขาหันมาให้ความสำคัญกับข้าแทนเสียอีก!’
ใช่แล้ว...ตั้งแต่ต้น อรหันต์ฝูหลงก็เป็นแค่หมากที่ถูกทิ้ง!
หากมิใช่เช่นนั้น ฝ่ายแดนสุขาวดีในเมื่อมุ่งหวังจะผนึกตำแหน่ง ดินกำแพงเมือง เหตุใดจึงเพิกเฉยต่อตัวหมากสำคัญอย่างฝูหลง ปล่อยให้เขาย่ำอยู่แค่เพียงระดับวางรากฐานขั้นกลาง?
เมื่อคิดกระจ่างแจ้ง ลวี่หยางก็เผยยิ้มขึ้นทันที
“สหายฝูหลง ดูท่าครานี้คงไม่มีผู้ใดมาช่วยเจ้าหรอก...เกรงว่าบางคนอาจกำลังเฝ้ารอให้เจ้าตาย จะได้หนุนผู้อื่นขึ้นแทนเสียด้วยซ้ำ!”
ถ้อยคำยังไม่ทันจบ แดนหล้าโดยรอบก็ถูกห่มคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็งแห่ง เหมันต์เร้นลับ อย่างหนาวเหน็บ บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นอายสังหารอันเยียบเย็น ที่ใดที่มันแผ่ผ่าน ที่นั่นจะกลายเป็นแดนต้องห้าม ลมปราณเหือดแห้ง สรรพวิชาเสื่อมสูญ ทุกสิ่งดูราวกับจะแหลกสลายไปในยุคปลายแห่งธรรม อรหันต์ฝูหลงเร่งขับพลังวิชาขึ้นต่อต้านหลายครา หวังจะฝ่าออกจากม่านน้ำแข็งมรณะนี้ แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงกระแทกเข้าใส่ชั้นพลังอันเย็นเยียบจนเลือดซึมรินทั่วกาย
“ท่านผู้อาวุโสต้องการสิ่งใดกันแน่!”
เมื่อสถานการณ์เดินมาถึงจุดนี้ อรหันต์ฝูหลงก็เลิกคิดฝันถึงทางรอดโดยง่าย กล่าวเสียงสั่น “ตราบใดที่ข้าทำได้ ข้าพร้อมกระทำทั้งสิ้น ขอเพียงท่านละเว้นชีวิตข้าไว้!”
“เหอะเหอะ...”
ลวี่หยางได้ยินดังนั้นก็ก้มเปลือกตาลง เสียงอันแผ่วเบาดังลอดออกมาจากริมฝีปาก “ข้าเคยได้ยินว่า ในดินแดนมหัศจรรย์แห่งเจียงเป่ย อันมีชื่อว่า ‘วังซูเหิง’ มีแหล่งทองซินอยู่สายหนึ่ง เรื่องนี้จริงหรือไม่?”
“มีๆๆ !”
อรหันต์ฝูหลงตอบทันควัน มิได้ลังเลแม้แต่น้อย “ที่นั่นคือหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ที่โพธิสัตว์เป่าเผิงสุ่ยเยวี่ยทรงสถาปนาไว้ ข้างในมีทองซินหนึ่งสายแน่นอน!”
กล่าวจบ เขาก็ลอบจ้องลวี่หยางอีกครั้ง ใจพลันเกิดความสงสัย เพราะในสายตาของเขา “เหมันต์เร้นลับ” ของลวี่หยางนั้น ก็เป็นหนึ่งในวิชาเทพแห่งทองซินอยู่แล้ว เหตุใดอีกฝ่ายยังจะมุ่งแสวงหาทองซินอีก? หรือว่า...ต้องการหลอมสมบัติวิญญาณสักชิ้นให้เข้าคู่กับวิชาเทพ?
ลวี่หยางหาได้เปิดเผยความนัยใดๆ ใบหน้ายังสงบมั่น “เจ้าพอจะนำสิ่งนั้นมาให้ข้าได้หรือไม่?”
“ได้! ได้แน่นอน!”
อรหันต์ฝูหลงไม่กล้าชักช้าแม้เพียงชั่วใจเต้น เนื่องเพราะเกล็ดน้ำแข็งแห่งเหมันต์เร้นลับได้บดขยี้เปลวไฟรอบกายเขาจนสิ้น ราวกับคมมีดเฉือนกาย ค่อยๆ ฉีกทำลายร่างกายเขาทีละชั้นอย่างไม่ปรานี
กระนั้นในใจเขากลับแฝงไว้ด้วยความคิดอันแยบยลอีกชั้นหนึ่ง…
‘เพียงผ่านพ้นหายนะครั้งนี้ได้ ต่อให้ต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปหลบในแดนสุขาวดี สุดท้ายแล้วถึงไอ้คนโหดนี่จะร้ายกาจปานใด ก็ยากจะตามจองล้างจองผลาญข้าได้หรอก!’
แม้คิดในใจเช่นนั้น ทว่าลวี่หยางกลับอ่านแผนการนี้ออกทันที พลันเอ่ยเสียงเรียบ “ถ้อยคำลอยๆ เช่นนี้ ข้าจะเชื่อเจ้าได้อย่างไร?”
“ข้าน้อยสามารถที่จะทำสัญญาได้!” อรหันต์ฝูหลงรีบเอ่ยรับไม่รั้งรอ
แต่ลวี่หยางกลับส่ายหน้าเบาๆ “ทั้งใต้หล้านี้ ใครเล่าจะไม่รู้ว่าแดนสุขาวดีของพวกเจ้าชอบใช้อำนาจรังแกผู้อ่อนด้อยกว่า ที่สำคัญที่สุดก็คือ พวกเจ้ามิได้กลัวพันธะข้อจำกัดใดๆ เลยสักนิด!”
“ก็เห็นๆ กันอยู่ว่าตอนนี้ท่านนั่นแหละที่รังแกผู้อ่อนด้อย!”
มุมปากของอรหันต์ฝูหลงกระตุกวูบ ผู้ที่อยู่สูงกว่าเขาทั้งพลังและชั้นเชิง กลับเล่นซุ่มโจมตีและวางกับดัก แล้วยังจะมีหน้ามาพูดว่า ‘มิได้รังแกกัน’ อีก!
ทันใดนั้นลวี่หยางก็ส่ายหน้าอย่างเด็ดขาด กล่าวเสียงหนักแน่นว่า “ท่านกับข้า ต่างก็อยู่ในขอบเขตวางรากฐานขั้นกลาง ว่าตามจริงแล้วก็นับเป็นระดับเดียวกัน”
“เพียงแค่ข้ามีวิชาเทพอยู่มากกว่าท่านหนึ่งสาย จะเรียกว่ารังแกผู้ด้อยกว่าได้อย่างไรกัน?”
ถ้อยคำนี้สิ้นสุด สีหน้าของอรหันต์ฝูหลงก็พลันประหลาดยิ่งนัก
รู้สึกได้ทันทีว่า…มันแปลกพิกล
เขานิ่งเงียบไปชั่วครู่ จึงลองส่งเสียงต่ำๆ ถามหยั่งเชิง “...นิกายกระบี่หรือ?”
ลวี่หยาง “...”
“พอเถอะ!” ลวี่หยางมิรั้งรออีกต่อไป กล่าวเสียงเรียบ “ดูท่าท่านยังไม่คิดให้รอบคอบ เช่นนั้น...ก็คงไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้ว สู้ส่งท่านไปกลับชาติมาเกิดใหม่เสียเลย!”
“มีวิธีแล้ว! มีวิธีแล้ว!”
อรหันต์ฝูหลงรีบร้องขึ้น “ข้ามีศิษย์อยู่ผู้หนึ่ง ปัญญาเฉียบไวเป็นเลิศ ข้าสามารถให้เขาไปนำทองซินมา แล้วค่อยส่งมอบให้ท่าน!”
“...ศิษย์?” ลวี่หยางขมวดคิ้วด้วยความฉงน
อรหันต์ฝูหลงเข้าใจว่าอีกฝ่ายไม่เชื่อ จึงรีบอธิบายต่อ “ผู้นั้นมีนามธรรมว่า ‘กว่างหมิง’ ท่านต้องเคยได้ยินมาแน่ เขาเป็นศิษย์พุทธะที่เพิ่งถือกำเนิดในแดนสุขาวดี ข้าคืออาจารย์คนก่อนของเขา เขานับถือข้ามาก หากเป็นเขาแล้ว การไปนำทองซินมาสักสาย ย่อมง่ายดายดั่งพลิกฝ่ามือ…”
เมื่อได้ยินคำอธิบายของอรหันต์ฝูหลง ลวี่หยางก็เริ่มขมวดคิ้วแน่นขึ้นทีละน้อย
...กว่างหมิง
แน่นอนว่าเขาย่อมไม่อาจลืมชื่อนี้ไปได้ ในชาติก่อน คนผู้นั้นมีความเกี่ยวพันกับเขาไม่น้อย เป็นหนึ่งในเหล่าอริที่มีทั้งเล่ห์เหลี่ยม พรสวรรค์ และโชควาสนาอยู่ในตัวครบถ้วน…
แต่ปัญหาก็คือ... ศิษย์พุทธะ?
เนื่องจากเงาอดีตในใจเกี่ยวกับแดนสุขาวดี ลวี่หยางจึงบังเกิดความระแวงในบัดดล สารพัดแผนร้ายพลันผุดพรายขึ้นมาในใจ เขากระทั่งถึงขั้นระแวงไปถึงพระผู้เป็นเจ้าแห่งแดนนั้น
ทว่าในวินาทีถัดมา เขาก็สะกดใจไว้ กดอารมณ์ให้สงบ
“โครม!”
ไร้ซึ่งความลังเลใด ลวี่หยางยื่นมือรวบเหมันต์เร้นลับกลับมาโดยพลัน กดอรหันต์ฝูหลงไว้แน่นหนาแล้วซุกเก็บเข้าชายแขน ก่อนจะหันไปทางด้านหนึ่งของตน
ณ ที่นั้น เงาร่างผู้หนึ่งพลันปรากฏขึ้นกลางอากาศโดยไร้เค้าลาง
เป็นบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่ง ใบหน้าแข็งขึงราวแกะสลักด้วยคมมีด ดวงตาสองข้างเปล่งแสงวูบวาบคล้ายเปลวไฟ มองตรงมาที่ลวี่หยางไม่วางตา
หงจวี่
ลวี่หยางเห็นดังนั้นกลับไม่แปลกใจแม้แต่น้อย ขณะนี้เขาได้ห่อหุ้มตนด้วยเปลือกแก่นแท้ทองคำของหงยวิ๋นไว้อยู่ก่อนแล้ว ยามหงจวี่เข้ามาใกล้ เขาก็สัมผัสได้ถึงความผิดปรกติ
วินาทีถัดมา ลวี่หยางยิ้มออกเล็กน้อย “ไยเล่า...ไม่รู้จักข้าหรือ?”
สิ้นคำกล่าว เขาก็ปลดปล่อยกระแสพลังแห่งแก่นแท้ทองคำของหงยวิ๋นออกมา ครานั้นเอง หงจวี่ที่รับรู้ถึงกระแสดังกล่าวก็คลายคิ้วในบัดดล แล้วก้มศีรษะคำนับอย่างสุภาพ
“หงจวี่ขอคารวะนายท่าน!”
ทว่าเมื่อเห็นภาพนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของลวี่หยางกลับค่อยๆ จางลง
...ไม่ใช่แล้ว
แม้กิริยาท่าทางของหงจวี่จะเคารพนอบน้อมอย่างที่สุด หากลวี่หยางที่ผสานอยู่กับแก่นแท้ทองคำของหงยวิ๋นกลับรู้สึกได้ชัดเจน มีบางสิ่งไม่ชอบมาพากล
เขา...มีแววสงสัย จิตใจมิแน่นิ่ง กำลังเคลือบแคลงข้า?