- หน้าแรก
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 126 เพลิงกัลป์หลอมโลกา หมื่นโลกวินาศสิ้น
บทที่ 126 เพลิงกัลป์หลอมโลกา หมื่นโลกวินาศสิ้น
บทที่ 126 เพลิงกัลป์หลอมโลกา หมื่นโลกวินาศสิ้น
บทที่ 126 เพลิงกัลป์หลอมโลกา หมื่นโลกวินาศสิ้น
แสงเพลิงกัลป์สิบสองฟ้าศักดิ์สิทธิ์! ***ชื่อเก่า เคล็ดแสงมารสิบสองฟ้าศักดิ์สิทธิ์
นี่คือเวทสังหารล้ำลึกสุดแห่งชาตินี้ของลวี่หยาง ใช้แก่นกระบี่สุริยันโลหิตเป็นภาชนะ อาศัยซู่หนี่ว์ขึ้นไปเก็บสะสมพลังเพลิงกัลป์จากนอกฟ้าบนสวรรค์ แล้วหลอมรวมจนสำเร็จ
เพียงเวทนี้ขยับ สมบัติที่รองรับก็แตกสลายทันใด
และแสงเพลิงกัลป์ในนั้นก็จะระเบิดขึ้นพร้อมกัน ดึงดูดพลังฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ชักนำจิตเพลิงกัลป์ที่แผ่ปกคลุมนอกชั้นเมฆฟ้าศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามสิบหกชั้น กลั่นรวมกลายเป็นดาวตกเพลิงนภา
เมื่อแสงเพลิงกัลป์ตกจากนภา ทะลวงผ่านเมฆฟ้าศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามสิบหกชั้น ลงสู่พื้นดินทีละชั้น มันจะกระตุ้นพลังพิภพลี้ลับเบื้องใต้แผ่นดิน ทำให้จิตเพลิงกัลป์ใต้พิภพพวยพุ่งขึ้นมา สุดท้ายก็กระทบกับจิตเพลิงกัลป์ฟ้าศักดิ์สิทธิ์ที่หล่นจากท้องฟ้า กลายเป็นการเผาไหม้ การระเบิด! ในรัศมีห้าพันลี้ สิ่งมีชีวิตล้วนมอดดับ!
หากเป็นเพียงผู้ฝึกรวมลมปราณขั้นสมบูรณ์ ย่อมไม่อาจเร้าเวทเช่นนี้ให้ถึงระดับนั้นได้
ทว่าลวี่หยางอาศัยมือของซู่หนี่ว์เป็นผู้ลงเวทแทน ด้วยตำแหน่งผู้วางรากฐานและพลังเวทอันล้ำลึก ย่อมสามารถปลดปล่อยอานุภาพของเวทนี้ได้อย่างถึงขีดสุด!
ชั่วขณะนั้น ทั่วทั้งโลกทับซ้อนตกอยู่ในความเงียบงัน
แม้แต่ฝูงแมลงกลืนปราณที่ก่อนหน้านี้คลุ้มคลั่งอย่างถึงขีดสุด ก็ยังหยุดนิ่งโดยพร้อมเพรียง พากันเงยหน้าขึ้นอย่างเลื่อนลอย มองไปยังเปลวเพลิงที่ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้านั้น
ภาพนี้ราวกับฟ้าถล่ม!
ในที่มั่นของฝ่ายเต้าถิง ศิษย์ผู้หนึ่งเร่งฝีเท้าวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก แทบจะกลิ้งเข้ามาพลางตะโกนลั่น
“แม่ทัพ! ด้านนอก...ด้านนอก !”
แต่เขาก็เห็นเพียงใบหน้าเรียบเฉยของหวังจินถิง
ไม่ใช่ความนิ่งสงบ
แต่เป็นความชาไร้ความรู้สึก
เพราะในยามนี้ หวังจินถิงไม่รู้แล้วว่าตนควรแสดงสีหน้าเช่นใด เพียงจ้องมองแสงเพลิงกัลป์นั้นที่กำลังร่วงหล่นลงมา ก็ดั่งถูกแสงแทงตาจนเจ็บปวด
จะใช้แผนที่ผังสำรวจทั่วพิภพเพื่อหลบหนี?
ก็จริงอยู่ ในฐานะสมบัติแห่งการบรรลุมรรค แผนที่ผังสำรวจทั่วพิภพสามารถย้ายผู้คนไปทั่วทั้งโลกทับซ้อนได้อย่างอิสระ อยากจะหลบเวทเพลิงกัลป์นี้ก็ไม่น่าใช่เรื่องยาก
ทว่า...มันก็มีขีดจำกัด!
แผนที่สามารถตรวจตราทั่วแดน เคลื่อนย้ายได้ตามต้องการ แต่ทั้งหมดนั้นต้องอาศัยพลังเวทสนับสนุน แม้เขาจะระบายพลังเวทออกหมด ก็สามารถเคลื่อนย้ายได้แค่ภายในระยะสามพันลี้เท่านั้น ทว่ากลิ่นอายของแสงเพลิงกัลป์นั้นกลับครอบคลุมกว้างถึงห้าพันลี้! เขาไม่มีทางหนีได้เลย!
“ฮะ...ฮ่า ฮ่า...”
หวังจินถิงเผยอริมฝีปาก หัวเราะอย่างฝืดแห้ง มองไปยังกว่างหมิงที่อยู่ไม่ไกล แต่กลับไม่มีแม้แต่ความคิดจะสอบถาม
จากนั้นเขาก็หันไปมองสตรีศักดิ์สิทธิ์ “อวิ๋นเมี่ยวเจิน” ที่อยู่ข้างกาย
ย้อนคิดถึงความแข็งกร้าวของเซียนหญิงผู้นี้เมื่อครู่ หวังจินถิงเอ่ยถามขึ้นด้วยความหวังอันริบหรี่
“เซียนหญิง...มีหนทางรับมือกับมันหรือไม่?”
แล้วเขาก็เห็นเพียงสายตาเลื่อนลอยของสตรีศักดิ์สิทธิ์ที่ปรายตามองมา
กับสิ่งเช่นนั้น...จะรับมืออย่างไรได้?
“ตึง!”
ในชั่วพริบตา ร่างอรชรของสตรีศักดิ์สิทธิ์อ่อนยวบ ทรุดลงนั่งกองกับพื้น
ในดวงตาที่เคยเปล่งประกายอาภรณ์ดั่งกระบี่ กลับเหลือเพียงแววตาหวาดหวั่น
จิตแห่งกระบี่...แตกสลายแล้ว
ไม่มีการปะทะ ไม่มีการดวลเวท ไม่มีการรับมือใด ๆ ทั้งสิ้น เพียงแค่เห็นกับตาว่าแสงเพลิงกัลป์ร่วงหล่นลงจากนภา ดวงจิตแห่งกระบี่ของนางก็แตกละเอียด!
“...เป็นไปไม่ได้...ไม่ควรจะเป็นแบบนี้...ทำไม...?”
เสียงพึมพำของสตรีศักดิ์สิทธิ์ทำให้หวังจินถิงตะลึงไปชั่วขณะ จากนั้นสายตาที่มองเธอก็เปลี่ยนไป เป็นสายตาอันเต็มไปด้วยความเวทนา
“ไม่มีทำไมทั้งนั้น” หวังจินถิงกล่าวเบา ๆ “พวกเรา...แพ้แล้ว”
นี่แหละคือบทสรุป
“...แพ้แล้ว?”
จนถึงตอนนี้ สตรีศักดิ์สิทธิ์จึงค่อยได้สติกลับมา ทว่าในพริบตาถัดไป ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นก็พลันปรากฏขึ้นหลังจากดวงจิตกระบี่แตกร้าว
“ข้าไม่ใช่ศิษย์ฝ่ายเต้าถิง!”
“ศึกชิงวิถีครั้งนี้ ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับข้าเลย!”
“ข้าขอถอนตัว!”
ล้อเล่นอะไรกัน!? นางจะมาตายที่นี่ได้อย่างไร!?
นางคือศิษย์สืบทอดแห่งนิกายกระบี่หยก! เป็นผู้ที่ตระกูลอวิ๋นฝากความหวังให้เป็นผู้วางรากฐานในอนาคต!
ในฐานะเทพธิดาที่ฟ้าประทาน นางยังมีศักยภาพที่ยังมิได้แสดงออก!
ความคับแค้น โทสะ ความหวาดกลัว ความทะเยอทะยาน ทุกอารมณ์ผันผวนระเบิดขึ้นจากดวงจิตแห่งกระบี่ที่แตกร้าว
แต่ท้ายที่สุด อารมณ์ทั้งหมดนั้นก็กลับกลายเป็นธุลี
แสงเพลิงกัลป์ร่วงหล่นจากฟากฟ้า ภายในรัศมีห้าพันลี้ พลังฟ้าศักดิ์สิทธิ์และพิภพลี้ลับบดขยี้กัน อุณหภูมิที่ระเบิดออกมาสามารถหลอมละลายทองและเหล็ก เพลิงกัลป์ไร้สิ้นสุดกลืนกลืนสิ่งมีชีวิตทั้งหมด
เหล่าศิษย์เต้าถิงมากมายมองร่างตนเองถูกไฟเผาไหม้ แตกสลาย กลายเป็นผุยผง ในม่านตาของพวกเขา สิ่งสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ คือแสงสีขาวเรืองจ้าจากการระเบิดของแสงเพลิงกัลป์ แม้แต่จิตวิญญาณที่ลอยออกจากร่างเนื้อ ยังมิอาจหลุดพ้น ถูกหลอมละลายกลายเป็นธุลีในแสงเพลิงกัลป์เช่นเดียวกัน
และยังมีฝูงแมลงกลืนปราณที่อยู่ใกล้เคียง
สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ แม้ไร้สติปัญญา แต่ก็ดุร้ายเป็นพิเศษ แม้เผชิญกับแสงเพลิงกัลป์ก็ยังพุ่งเข้าหาอย่างกล้าหาญ แต่ก็จบลงเช่นเดียวกับแมลงเม่าที่บินเข้ากองไฟ กลายเป็นผุยผงกลางอากาศในทันใด
แสงเพลิงกัลป์หลอมโลกา หมื่นโลกวินาศสิ้น!
ทุกสิ่งที่เคยมีในยามมีชีวิต ย่อมสิ้นไร้ความหมาย ไม่ว่าจะรวมลมปราณระดับกลาง ระดับปลาย หรือสมบูรณ์ หรือแม้แต่เวทล้ำลึกแค่ไหน ความต่างทั้งหมดก็มีเพียง...ใครอยู่ได้นานกว่าในแสงเพลิงกัลป์
ในห้วงขณะนั้น หวังจินถิงก็อดถอนหายใจยาวไม่ได้
ศึกชิงวิถีครานี้ ฝ่ายเต้าถิงกับสุขาวดีร่วมมือกันก็เรียกได้ว่าเตรียมการมาอย่างดีนัก เดิมทีหวังจะฉวยโอกาสที่นิกายศักดิ์สิทธิ์แรกเริ่มยังไม่มั่นคง แล้วฟันกำไรมาเสียหน่อย
แต่ใครจะคาดคิดว่า ผลลัพธ์กลับเป็นเช่นนี้!?
เดิมทีเกือบจะชนะแล้วแท้ ๆ กลับมีผู้วางรากฐานแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์โผล่ออกมาคนหนึ่ง!
เจ้าก็บรรลุขั้นวางรากฐานไปแล้ว ยังจะมากลั่นแกล้งศิษย์รวมลมปราณอีก มีความสุขนักหรือ!?
“สารเลวเอ๊ย…”
มองดูสตรีศักดิ์สิทธิ์ที่กลายเป็นเถ้าถ่าน หวังจินถิงก่นด่าด้วยเสียงสุดท้ายของตน แล้วร่างกายก็สลายหายไปในแสงเพลิงกัลป์…
ในขณะเดียวกัน ฝ่ายนิกายศักดิ์สิทธิ์ก็ได้เห็นเหตุการณ์นี้กับตาตนเอง
หลังจากแสงสีขาวจ้าเลือนหายไป ปรากฏเมฆเห็ดมหึมาลูกหนึ่งลอยเอื่อย ๆ ขึ้นกลางนภา เปล่งรัศมีแดงเพลิงทองสลับสายฟ้า พุ่งทะลวงฟากฟ้า พร้อมกับแรงลมกระแทกแผ่ไปทั่วทุกทิศ
แม้จะอยู่ในตำแหน่งของพวกเขา ก็ยังรู้สึกได้ถึงลมพัดสะท้านผิวหน้า
“บัดซบเอ๊ย…”
กลางสมรภูมิ สวี่ซินเกยตัวอยู่ข้างจงหมิงที่หมดแรงแล้ว ตบไหล่เขาเบา ๆ
“คุณชาย...ตายแล้วรึยัง? ยังไม่ตายก็ออกมาดูเจินเหรินเร็วเข้า”
“ตายบ้านเจ้าสิ...กลิ้งออกไปจากตัวข้าสิฟะ…”
ร่างของจงหมิงกระตุกเล็กน้อย ก่อนเปล่งเสียงสบถออกมาอย่างหงุดหงิด
คิดจะพลิกตัวอยู่เหมือนกัน แต่ไม่มีแรงเหลือแล้ว ได้แต่นอนปล่อยให้สวี่ซินเกาะอยู่อย่างนั้น
อีกด้านหนึ่ง เจ้าแห่งอสรพิษมังกรก็ทอดร่างอยู่บนพื้นเช่นกัน
เขาร่างใหญ่ที่สุด ย่อมได้รับบาดเจ็บมากที่สุด แต่ก็เพราะร่างกายทนทานที่สุดเช่นกัน จึงยังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่นั่งนิ่ง ๆ มองไปยังเบื้องล่างอย่างเงียบงัน
ตรงนั้น มีร่างหนึ่งทอดตัวอยู่ คือปี้เฟยเยวียน
เรือนกายอันงดงามที่เคยมี บัดนี้ถูกกัดกลืนจนดูไม่ออกแม้แต่เค้าเดิม ดวงตาที่เคยสุกสว่างราวอัญมณีก็ถูกกลืนไปข้างหนึ่ง เหลือเพียงโพรงว่างเปล่าดำมืด
“…นางตายแล้ว”
เจ้าแห่งอสรพิษมังกรกล่าวเสียงทุ้ม เมื่อเห็นฉินเทียนเหอเดินเข้ามา
“เวทของนางมีขอบเขตจำกัดเกินไป แมลงพวกนี้ไม่สนใจหรอกว่านางหน้าตาดีแค่ไหน”
“ฟังแบบนั้น…เจ้าคิดว่าข้าสวยรึเปล่า?”
ทันใดนั้น ปี้เฟยเยวียนกลับยกหัวขึ้นอย่างยากลำบาก หันใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบเลือด พลางขยิบตาให้อสรพิษมังกรด้วยดวงตาข้างเดียวที่ยังเหลืออยู่
เจ้าแห่งอสรพิษมังกร: “…”
อีกด้าน ฉินเทียนเหอก็หัวเราะออกมา
“ดูเหมือนว่าโชคพวกเราจะยังดี เจินเหรินลงมือ ศึกชิงวิถีครั้งนี้ สุดท้ายก็เป็นชัยของพวกเรา!”
ได้ยินดังนั้น ปี้เฟยเยวียนเหลือบตามองร่างฉินเทียนเหอซึ่งไม่แม้แต่จะถลอกสักนิด แล้วหัวเราะเยาะออกมาเบา ๆ
“หมาขี้เกียจนอนชนะ”
คำพูดนี้ทำให้รอยยิ้มของฉินเทียนเหอแข็งค้างทันใด อดไม่ได้ที่จะค้านขึ้นว่า
“ที่ตั้งฝ่ายเต้าถิงนั่น ข้าเป็นคนหานะ! ข้าก็มีคุณูปการมาก!”
ใครเห็นแต่ผลลัพธ์ ก็จะเหยียบความทุ่มเทของคนอื่นสิ้น!
“มันเกี่ยวอะไรกันกับเจ้า? ถ้าเจ้าโล้นนั่นไม่ยอมสวามิภักดิ์ พวกเราจะไปถึงตรงนั้นได้หรือ?...ว่าแต่ เจ้าโล้นนั่นล่ะ? ชื่ออะไรนะ? หรือว่าตายไปแล้ว?”
“อ๋อ...ข้าลืมเขาไปแล้ว”
“เขาก็อยู่ในรัศมีของแสงเพลิงกัลป์เหมือนกัน คงโดนลูกหลงตายไปแล้ว”
“งั้นก็ซวยมันไป”
ในขณะนั้นเอง เสียงหนึ่งที่เต็มไปด้วยความเก้อเขินและเกรงกลัวก็ดังขึ้นเบา ๆ ข้างหูพวกเขา
“ท่านทั้งหลาย…ข้าน้อยยังมีชีวิตอยู่ขอรับ…”
ทุกคนหันกลับไปอย่างแปลกใจ จึงเห็นกว่างหมิงซุกตัวหดคออยู่ในมุมมืด ก้มหน้าหลบสายตาทุกคนไว้อย่างมิดชิด เขารอดพ้นจากแสงเพลิงกัลป์ได้จริง ๆ หรือ!?
“ข้าไม่ได้ไปตั้งแต่แรกแล้ว…”
เมื่อเผชิญกับสายตาอยากรู้อยากเห็นดุจจะผ่ากายเขาออกดู กว่างหมิงรีบอธิบายเสียงดัง
“คนที่ไปนั่นน่ะ…เป็นร่างจำแลงของข้าน้อย…”
แม้จะอธิบายอยู่ กว่างหมิงก็ยังไม่วายก่นด่าอยู่ในใจ เขารู้มาตั้งแต่แรกแล้วว่าเจ้ามารพวกนี้แห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์ไม่รู้จักกติกาอะไรทั้งสิ้น! ต่อให้ยอมสวามิภักดิ์ก็ยังต้องกันหลังไว้เผื่อพวกมันตลบหลัง โง่หน่อยก็ได้เป็นเหยื่อให้พวกนี้ใช้ต่างวัตถุดิบเสียแล้ว