- หน้าแรก
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 60 ทุกเหตุย่อมมีผล
บทที่ 60 ทุกเหตุย่อมมีผล
บทที่ 60 ทุกเหตุย่อมมีผล
บทที่ 60 ทุกเหตุย่อมมีผล
กาลเวลาผ่านไปรวดเร็วปานสายน้ำ อายุขัยหมุนเวียนดังกระสวยทอผ้า
ชั่วพริบตาเดียว สามสิบปีก็ผ่านพ้นไปอีกครั้ง
เมื่อลวี่หยางลืมตาขึ้นอีกครั้ง แม้โฉมหน้าไร้ร่องรอยชราสักเสี้ยว หากแต่เส้นผมดำขลับหนานุ่ม กลับมีปอยขาวแทรกขึ้นมา
“เพียงชั่วพริบตา ข้าก็อายุแปดสิบปีแล้วหรือ...”
ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นรวมลมปราณ แม้จะมีอายุยืนกว่ามนุษย์ปุถุชน แต่ก็เพียงร้อยห้าสิบปี ไม่ได้ต่างไปนัก แปดสิบปีก็นับว่าเข้าสู่วัยกลางคนแล้ว
อีกเพียงยี่สิบปี ลักฟ้าล่วงชะตา ของจ้าวซวี่เหอก็จะถูกปลดผนึก
“แม้ชาตินี้จะหมดหวังกับการบรรลุขั้นวางรากฐานไปแล้ว ทว่าเพียงข้าฝึกสำเร็จวิชาจอมปราชญ์ขโมยสวรรค์ ก็ยังสามารถลองทะลวงสู่ระดับวางรากฐานได้สักครั้ง ถือเป็นการสะสมประสบการณ์ล่วงหน้า…”
เส้นทางแห่งมรรคผลอยู่เพียงเอื้อม เส้นทางแห่งมรรคผลอยู่เพียงเอื้อม
แม้แต่เคล็ดแปรร่างถอดซากใต้เงาจันทรา หลังจากปิดด่าน บำเพ็ญยาวนานถึงสามสิบปี เขาก็ยังอาศัยแผ่นหยกกระจ่างมรรคผล ค้นคว้าออกมาได้ถึงเคล็ดลับเฉพาะทาง
“การจะฝึกสำเร็จเคล็ดแปรร่างถอดซากใต้เงาจันทราอย่างแท้จริง ต้องผ่านประสบการณ์ ‘ตายแล้วจึงถอดซาก’ ทว่าข้าเพียงแค่ตาย ก็จะกระตุ้นคัมภีร์ร้อยชาติให้เริ่มใหม่ทั้งหมด…แต่ในความเป็นจริง ความตายนี้มิได้สมบูรณ์สิ้นเชิง และวิชานี้ก็หาได้บังคับให้ผู้ฝึกต้องตายจริง ๆ ไม่”
“สิ่งที่เรียกว่า ‘ตาย’ ที่แท้จริงแล้ว ก็มิได้เกินกว่าการดับสิ้นของเรือนกายเท่านั้น”
“เมื่อเรือนกายดับสูญ ก็ต้องฝังร่างไว้ใต้ดิน เล็บผมยังคงงอกยาว ร่างซากเหมือนยังมีชีวิต นานวันเข้าก็สามารถบรรลุมรรคผล…เพียงแต่สำหรับผู้อื่น หากร่างดับไป นั่นย่อมคือความตายแท้จริง”
“ท้ายที่สุดแล้ว เรือนกายก็คือแพของวิญญาณ หากเรือนกายดับสิ้น วิญญาณก็จะค่อย ๆ สลายไป ความตายก็เพียงเป็นเรื่องของเวลาเท่านั้น”
“แต่หากกลับกัน...ตราบใดที่ข้าทำให้เรือนกายดับลง หากแต่ยังคงรักษาสำนึกแห่งวิญญาณให้ชัดเจน ทำให้วิญญาณไม่ตาย เช่นนี้ก็จะไม่กระตุ้นคัมภีร์ร้อยชาติ”
“เช่นนี้ บางทีอาจจะมีโอกาส ‘ตายแล้วถอดซาก’ ก็เป็นได้
นี่คือทางออกที่แผ่นหยกกระจ่างมรรคผลมอบมาให้ ลวี่หยางมองว่ามีความเป็นไปได้สูง ปัญหาเดียวอยู่ตรงเคล็ดลับเฉพาะทางที่จำต้องสร้างขึ้นเพื่อรองรับ
“แม้ตามการพยากรณ์ของแผ่นหยกกระจ่างมรรคผล วิชานี้เพียงพอจะรักษาให้วิญญาณมั่นคงไม่สลายแม้เรือนกายดับไป แต่ข้าเองยังไม่เคยเห็นวิญญาณใดที่หลุดพ้นจากเรือนกายแล้วดำรงอยู่ได้จริงสักครั้ง หากได้พบสักครา บันทึกด้วยแผ่นหยกกระจ่างมรรคผล เอาข้อมูลมาเสริม วิชานี้ก็จะถือว่าสมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง...”
ที่สำคัญไปกว่านั้น ลวี่หยางย่อมรู้อยู่แล้วว่า บนโลกนี้มีสิ่งที่คล้ายคลึงกับที่เขาต้องการ
เจินเหรินขั้นวางรากฐาน!
เจินเหรินวางรากฐานนั้นมีอายุขัยสามร้อยปี แท้จริงแล้วนี่เป็นเพียงอายุของเรือนกายเท่านั้น ส่วนอายุขัยของวิญญาณกลับยาวนานกว่านั้นมาก จึงมักเลือกจะกลับชาติมาเกิดใหม่เมื่อสิ้นชีพ
แม้ว่าหลังการกลับชาติมาใหม่ ทุกสิ่งต้องเริ่มต้นอีกครั้ง ระดับพลังก็จะตกลงจากขั้นวางรากฐาน แต่กลับไร้ซึ่ง “ปริศนาในครรภ์” เด็กที่เกิดมาไม่เกินแปดปีต้องตื่นรู้ความทรงจำเก่า และหลังจากนั้นการบำเพ็ญก็จะก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด หากบรรลุขั้นวางรากฐานอีกครา ก็จะได้อายุขัยเพิ่มอีกสามร้อยปี
แน่นอนว่า เรื่องเช่นนี้ก็มิอาจดำเนินต่อไปได้อย่างไร้ขีดจำกัด
ด้วยเพราะทุกครั้งที่ไปเกิดใหม่ ล้วนเป็นการกัดกร่อนผลบุญของตนเองครั้งหนึ่ง หากความรู้ความสามารถในมรรคผลของเจินเหรินระดับวางรากฐานมิได้เพิ่มขึ้น สุดท้ายก็จะยิ่งมายิ่งอ่อนแอลง
การกลับชาติมาเกิดใหม่ครั้งแรก ย่อมต้องเป็นบุตรแห่งสวรรค์
การกลับชาติมาเกิดใหม่ครั้งที่สอง ยังสามารถเป็นหงส์มังกรในหมู่คนได้
การกลับชาติมาเกิดใหม่ครั้งที่สาม ก็จะกลายเป็นเพียงอัจฉริยะธรรมดา
ครั้นถึงชาติที่สี่ ชาติที่ห้า…หากเจินเหรินขั้นวางรากฐานยังไม่อาจยกระดับขึ้นได้อีก ก็จักร่วงหล่นจนกลายเป็นปุถุชน ไม่เหลือความสูงส่งดุจวันวาน
นี่แหละที่เรียกว่า: มรรคผลแห่งเจินเหริน ห้าชาติภพจึงจะถูกตัดขาด
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากกลับชาติมาใหม่ ก็หาได้มีหลักประกันว่าจะสามารถบรรลุขั้นวางรากฐานได้เสมอไป เจินเหรินเมื่อกลับชาติมา ย่อมกดทับโชคชะตาไว้ไม่อยู่ เหตุและผลเก่าล้วนจะถาโถมตามมาครั้งแล้วครั้งเล่า
เพียงพลั้งเผลอแม้เล็กน้อย ก็ตายก่อนวัยอันควรเป็นเรื่องปกติ
ดังนั้นทุกครั้งที่เจินเหรินจะกลับชาติมาใหม่ ล้วนระมัดระวังถึงที่สุด ปิดบังชะตาฟ้า แทบไม่เคยเผยให้ผู้อื่นรู้ เพื่อมิให้เหตุและผลย้อนกลับมาล้างผลาญ
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ การที่จะได้เห็นดวงวิญญาณที่ไปเกิดใหม่ของเจินเหรินระดับวางรากฐานผู้หนึ่งนั้นยากเย็นเพียงใด?
คิดถึงตรงนี้ ลวี่หยางก็พลันปวดหัวอีกระลอก จึงได้แต่พักเรื่องนี้ลงชั่วคราว แล้วหันกลับไปพยากรณ์ดูว่าภารกิจถ่ายทอดวิชาของตนก้าวหน้าเพียงใดแล้ว
“ยันต์วิเศษไท่เวย บัญชาสวรรค์อภัยโทษ.....”
ลวี่หยางขยับนิ้วทำมุทรา ยันต์เทวโองการไท่เวย เคลื่อนไหว พยากรณ์ชะตาฟ้า ดวงจิตดำดิ่งสู่ใยเหตุและผลที่แผ่กระจายอยู่ทุกหนทุกแห่งระหว่างฟ้าดิน เริ่มต้นค้นหาคำสำคัญ
ไม่นานนัก ข้อมูลก็ปรากฏขึ้นในห้วงจิตของเขา:
“ปลายยุคราชวงศ์ต้าโจว ฮ่องเต้โฉดไร้คุณธรรม แผ่นดินเต็มไปด้วยความทุกข์เข็ญ ครานั้นมีคัมภีร์สวรรค์ปรากฏออกมา แบ่งเป็นสี่ม้วน กระจัดกระจายสู่โลกมนุษย์ ชั่วขณะหนึ่งชักนำให้มังกรซ่อนเร้นทั่วใต้หล้าผงาดขึ้นพร้อมกัน”
“จนเมื่อแผ่นดินสงบ คัมภีร์สวรรค์ทั้งสี่ก็ต่างมีที่อยู่ หนึ่งม้วนอยู่ในความครอบครองของสำนักศึกษาเฮ่าหราน ถ่ายทอดผ่านลายลักษณ์อักษรโดยเหล่าบัณฑิตรุ่นแล้วรุ่นเล่า อีกม้วนอยู่ในครอบครองอารามเสวียนคง กลายเป็นคัมภีร์สูงสุดแห่งพุทธ อีกม้วนถูกจวนปรมาจารย์สวรรค์อรรถาธิบาย เป็นของวิเศษประจำตัวของปรมาจารย์สวรรค์รุ่นแล้วรุ่นเล่า มีเพียงม้วนสุดท้ายที่ตกอยู่ในโลกิยะมิรู้ว่าอยู่ที่ใด”
“เต๋า พุทธ ขงจื๊อ สามสายร่วมกันแบ่งปันใต้หล้า คือต้นกำเนิดแห่งวิถียุทธ์ในยุคปัจจุบัน!”
“ดี! ดีเสียจริง!”
ลวี่หยางเผยสีหน้ายินดี รีบเร่งขับเคลื่อนวิชาจอมปราชญ์ขโมยสวรรค์ ทันใดนั้นเอง เขาก็รู้สึกได้ถึงโชควาสนามหาศาลโถมเข้ามา คลื่นซัดกลืนร่างเขาจนสิ้น
เพียงพริบตาเดียว ร่างกายลวี่หยางก็ระเบิดออกเป็นเสี่ยง!
แต่สิ่งมหัศจรรย์กลับปรากฏ ร่างกายหลังแตกสลายหาได้กลายเป็นเลือดเนื้อ หากแต่กลายเป็นละอองฝุ่นนับไม่ถ้วน จิตสำนึกของลวี่หยางกลับสถิตอยู่ ณ ศูนย์กลางของละอองนั้น
เขาสัมผัสได้ชัดเจน ละอองเรือนกายทุกเม็ดในขณะนั้นล้วนกำลังรับการเผาผลาญด้วยโชควาสนา ถูกอบหล่อหลอมไม่หยุดหย่อน
ควันไฟแห่งโลกมนุษย์ หลอมร่างทองจอมปราชญ์!
เป็นอยู่อย่างนี้เนิ่นนาน จนกระทั่งโชควาสนามหาศาลนั้นถูกใช้สิ้น ละอองฝุ่นก็พลันรวมตัวกลับคืน ประกอบร่างกายปรากฏขึ้นอีกครั้ง
แต่ครานี้ เรือนกายของเขาได้พลิกแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง!
“จอมปราชญ์ขโมยสวรรค์...กายทองคำขั้นต้นสำเร็จแล้ว!”
แววคมประกายวาบผ่านดวงตาของลวี่หยาง เพียงก้าวเท้าลงกับพื้นชั่วขณะ คลื่นพลังอำนาจมหาศาลที่เขย่าได้แม้ภูผาก็ระเบิดออก แผ่ซ่านออกไปเป็นระลอกอย่างกึกก้อง!
ภายใต้แรงปะทะจากคลื่นพลังอันน่าสะพรึงนี้ ถ้ำบำเพ็ญที่ลวี่หยางใช้ปิดด่านก็ราวกับถูกมังกรใต้พิภพพลิกกาย ภูผานับลูกสั่นสะเทือน หินผาถล่มร่วงลงมาเป็นชั้น ๆ ดุจพายุไร้รูปพัดกราด โหมกระหน่ำไปทั่ว นกและสัตว์ร้ายนับไม่ถ้วนยิ่งถูกทำให้ตื่นตระหนก เงยหน้ามองยอดเขาที่ลวี่หยางบำเพ็ญตน ก่อนจะกรีดร้องบินหนีแตกกระเจิง
“...ความรู้สึกนี้ ใช้ได้ทีเดียว”
ลวี่หยางผ่อนลมหายใจยาวลึก เป็นครั้งแรกที่สัมผัสได้ถึง ความมั่นคงแข็งแกร่ง จากร่างกายของตนเอง บัดนี้เขาเกรงว่าด้วยเพียงเรือนกาย ก็นับว่าทัดเทียมผู้บำเพ็ญระดับรวมลมปราณขั้นปลายได้แล้ว!
ทว่าในชั่วอึดใจเดียว สีหน้าของเขาก็กลับกลายเป็นเคร่งขรึม
“ตามประสบการณ์ของศิษย์พี่หลัวแล้ว วิชาจอมปราชญ์ขโมยสวรรค์ใช้ชาวโลกเป็นเสบียง บั่นทอนบุญกุศลอย่างยิ่งยวด ขั้นต้นยังพอจะตบตาผ่านไปได้ ขั้นสำเร็จย่อมต้องเรียกเคราะห์กรรมมาอย่างแน่นอน”
“ศิษย์จำนวนไม่น้อยที่ฝึกวิชาจอมปราชญ์ขโมยสวรรค์ก็เพราะเคราะห์กรรมนี้จึงได้ล้มเหลวในก้าวสุดท้าย บางผู้มีโชคยังพอรักษาชีวิตไว้ได้ แต่หากโชคร้าย ก็ไม่ต่างจากศิษย์สายตรงที่ถูกผู้คนในแดนลับย้อนตลบฆ่าตาย กลายเป็นศพอเนจอนาถ…แต่บัดนี้ ข้าซ่อนกายอยู่เบื้องหลัง ในแดนลับนั้น ใครกันเล่าจะกลายเป็นเคราะห์กรรมของข้า?”
คิดถึงตรงนี้ ลวี่หยางก็ตกสู่ห้วงภวังค์ครุ่นคิด
เจียงหนาน นิกายกระบี่หยกสวรรค์
อวิ๋นจือชิวยืนอยู่บนหอสูงแห่งหนึ่ง หากเทียบกับหกสิบปีก่อนที่เปี่ยมไปด้วยสง่าราศี บัดนี้กลับดูเสมือนคนเฒ่าที่ใกล้สิ้นลมหายใจ
ในตอนนั้นเอง ยันต์สื่อสารสายหนึ่งก็แหวกฟ้ามาถึง
อวิ๋นจือชิวคว้ายันต์สื่อสารมาอ่าน พลันสีหน้าก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนก รีบขับแสงเหาะพุ่งตรงไปยังเรือนตระกูลอวิ๋นในบัดดล
เพียงก้าวย่างเข้าสู่ประตูเรือน ก็มีชายหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยความเศร้าสลดรีบเดินออกมา ครั้นได้เห็นอวิ๋นจือชิวก็กู่ร้องทั้งน้ำตา “ท่านอาบรรพชน…ท่านบรรพชนเขาใกล้จะไม่ไหวแล้ว เพียงเพื่อได้พบหน้าท่านครั้งสุดท้าย ท่านจึงจุดโคมเจ็ดดาราขึ้นมา หากแสงดับลง ก็จำต้องกลับชาติมาเกิดใหม่ เวลาเหลืออยู่น้อยแล้ว ขอท่านรีบเข้าไปโดยเร็ว!”
“เป็นไปได้อย่างไร!” อวิ๋นจือชิวได้ฟังดังนั้นก็พลันเผยสีหน้าเศร้าโศกสะท้อนใจ
นอกเหนือจากความเศร้านั้น ยังแฝงความสับสนวุ่นวาย
บรรพชนตระกูลอวิ๋น ผู้เป็นเจินเหรินวางรากฐานเพียงหนึ่งเดียว และเป็นเสาหลักให้แก่นิกายกระบี่มาเนิ่นนานหลายร้อยปี…กลับกำลังเดินมาถึงปลายทางแห่งชีวิตแล้ว!