เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 206 - เห็นฉันไหมล่ะ? (7) [24-09-2019]

บทที่ 206 - เห็นฉันไหมล่ะ? (7) [24-09-2019]

บทที่ 206 - เห็นฉันไหมล่ะ? (7) [24-09-2019]


บทที่ 206 - เห็นฉันไหมล่ะ? (7)”

[เรื่องนี้เกิดขึ้นในตอนที่ฉันเกิด ฉันก็เลยไม่รู้รายละเอียดเลย ยังไงก็ตามฉันรู้ว่าคนที่มอบบันทึกให้กับฉันมีพลังที่มหาศาลมาก]

"แล้วเธอก็ไม่รู้สินะว่าใครเป็นคนให้เธอ"

[ไม่เลย ยังไงก็ตามฉันรู้ว่า 'เขา' ไม่พอใจในตัวนายมากๆ นี้บางทีก็อาจจะเป็นเหตุผลที่เขารส่งพลังมาให้ฉันก็ได้]

"ฟู่..."

[ฉันคือข้อพิสูจน์นั้น ตอนนี้ที่ฉันหลุดของมาจากร่างกายเดิมแล้วตัวฉันในตอนนี้ก็ไม่ได้ไม่พอใจนายอีกต่อไปแล้ว]

"นี่มันทำให้ฉันดีใจจนน้ำตาไหลเลย"

ฟ้าเหนือฟ้างั้นสินะ? เขาอุส่าห์คิดไปว่าในที่สุดเขาก็เอาชนะสิ่งมีชีวิตชั้นสูงได้ แต่แล้วมันกลับกลายมาเป็นว่าเธอคนนี้ยังเป็นแค่ลูกน้องของคนๆหนึ่งอีก นี่มันพล็อตนิยายทั่วไปที่มีดาษดื่นเลยนี่นา

แต่ถ้าหากจะมีอะไรที่มันเป็นเรื่องดีมันก็คงจะเป็นที่ว่าสถานการณ์ในตอนนี้มันชัดเจนแล้ว

"บางทีเขาคนนั้นอาจจะเป็นหัวหน้าดันจี้ยนนั่นก็ได้ ส่วนทำไมเขาถึงเกลียดฉัน ฉันมั่นใจเลยล่ะ"

กลุ่มก้อนมานามหาศาลที่ทำให้เกิดดันเจี้ยนขนาดใหญ่ได้ ความสามารถในการซ่อนตัวที่หลบจากยูอิลฮานที่เชี่ยวชาญในด้านนี้ดีได้ และยิ่งไปกว่านั้นเสียงของเขาคนนั้นที่บอกไม่ให้เขากลับไปอีกในตอนที่เขาออกมาจากดันเจี้ยนได้ชี้ชัดว่าคนๆนั้นคือ 'สิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่ง'

"แล้วเขาก็ออกมาจากดันเจี้ยนหรอ...?"

[บอสดันเจี้ยนไม่จำเป็นต้องปกป้องดันเจี้ยนตลอดเวลาดังนั้นมันก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ถ้ามันเป็นแบบนั้นนี่ก็โชคดีมากเลยที่เราออกมาก่อนที่จะได้เจอกับเขา ถ้าหากว่ามิสทิคได้เกิดมาจากบันทึกของเขาจนเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นสูงได้ ถ้าแบบนั้นเขาต้องเป็นสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งมากๆแน่ บางทีเขาคือ...]

"บางทีอะไรล่ะ?"

[...เปล่า ไม่มีอะไรหรอก]

ยูอิลฮานก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรอีก เขาได้คาดเดาถึงสิ่งที่เธอพูดได้แล้ว และต่อให้เธอพูดอะไรออกมาก็ไม่ได้ทำให้ความจริงเปลื่ยนแปลงไป

'ฉันจะต้องแข็งแกร่งให้เร็วกว่านี้อีก'

ยูอิลฮานได้กำหมัดแน่นพูดกับตัวเลย ศัตรูของเขาคือสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งมากกว่าที่เขาคิดเอาไว้ แค่การเอาชนะมิสทิคมาได้ไม่ได้ทำให้เขาพักได้

"มิสทิค เธอไม่รู้อะไรอย่างอื่นเรื่องโลกนี้เลยหรอ?"

[ไม่เลย สิ่งที่ฉันรู้ก็แค่มีสิ่งีชีวิตที่แข็งแกร่งมากๆในโลกใบนี้แล้วสิ่งมีชีวิตนั้นก็ไม่ชอบนาย]

"เธอนี่ไม่ได้ช่วยอะไรเลย"

[ฉันตอบคำถามไปแล้วนะ เอาร่างกายมาให้ฉันได้แล้ว]

มิสทิคได้เร่งยูอิลฮาน เธอดูจะไม่ได้รู้ตัวเลยว่าเธอเพิ่งจะมอบปัญหาที่ใหญ่มากแค่ไหนให้กับยูอิลฮาน

ยังไงก็ตามในตอนนี้มันก็ดีแล้ว ต่อให้เขาจะหดหู่ไปก็ไม่ได้จะช่วยอะไร ยูอิลฮานได้ถอนหายใจออกมาและตอบเธอกลับไป

"ร่างกายของเธอน่ะเสร็จสมบูรณ์นานแล้ว"

[ไหนล่ะ!]

"ที่นี่ไง"

ยูอิลฮานได้ชี้ไปที่พื้นที่เขาเหยียบอยู่และพูดออกมา เธอได้เงียบไปอยู่พักหนึ่งเพราะน้ำเสียงที่มั่นใจของเขา จากนั้นเธอก็ร้องตะโกนจนเหมือนกับจะร้องไห้ออกมา

[นายอยากจะฝังฉันเอาไว้ใช่ไหม? เหมือนกับศพของฉันที่เละอยู่บนพื้น!]

"ไม่ ถ้าฉันจะทำแบบนั้นทำไมฉันถึงทำให้เธอมาเป็นลูกน้องของฉันล่ะ ที่ฉันชี้น่ะไม่ได้พื้นดิน แต่เป็นป้อมปราการลอยฟ้านี่"

[ป้อมปราการลอยฟ้า...?]

"ใช่แล้ว ปราสาทยักษ์ที่บดขยี้่ร่างกายเธอจนเละนั่นแหละ"

น้ำเสียงของเขาค่อยๆเพิ่มระดับความมีชีวิตชีวาขึ้นมา ไม่ว่าศัตรูที่อยู่ตรงหน้าจะแข็งแกร่งแค่ไหน แต่มันก็ชัดเจนว่าเขากำลังพัฒนาขึ้นไปทีละก้าวในทุกๆวินาที

"ฉันจะให้เธอจัดการควบคุมป้อมปราการนี้จากภายใน เธอจะไม่เบื่อแน่นอน"

[อะไรนะ!??]

มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะโน้มน้าวให้เธอยอมรับใน 'ร่าง' นี้ที่แตกต่างจากที่เธอคิดไว้คนเรื่องกัน แต่ในท้ายที่สุดมิสทิคก็ได้ยอมรับที่จะผสานรวมเข้ากับป้อมปราการลอยฟ้า

นี่คือสิ่งก่อสร้างขนาดยักษ์ที่หากไกลไปจากการที่จะ 'ขยับอย่างอิสระ' นอกไปจากนี้ร่างใหม่นี้ยังเป็นร่างที่บดขยี้ร่างเก่าของเธอด้วย ถ้าจะบอกว่าเธอไม่ได้รู้สึกแย่เลยก็คงจะเป็นการโกหก แต่ว่าด้วยพลังงานที่มหาศาลและการเคลื่อนไหวของป้อมปราการนี้ก็มีเสน่ห์อย่างแน่นอน

[ฮึ่ม อย่างน้อยก็ดีกว่าการติดอยู่ในอาวุธล่ะนะ] (มิสทิค)

[เธอนี่เป็นจิตวิญญาณมือใหม่ที่น่าขำจริงๆ ข้ามีอิสระมากกว่าคนแบบเธอซะอีก] (โอโรจิ)

[อิสระแล้วยังไงล่ะ? นายน่ะก็อ่อนแออยู่ดี] (มิสทิค)

[กรอดดดดดดด!] (โอโรจิ)

แม้ว่าทั้งสองจิตวิญญาณจะได้รับร่างที่ต่างกันแต่ก็ยังเถียงกันอยู่ดี แน่นอนว่าทั้งคู่ต่างก็อยู่ภายใต้การปกครองของยูอิลฮานดังนั้นก็จะไม่มีอะไรมากต่อให้พวกเขาสู้กันก็ตาม

ถ้าเป็นไปได้ยูอิลฮานก็อยากจะให้พวกเขาสนิทกัน แต่ว่าสำหรับในตอนนี้ที่โอโรจิอ่อนแอกว่ามิสทิค เขาคิดว่ามันยังเป็นไปไม่ได้

[โอ้ ปราสาทนี้คืออาร์ติแฟค! มีอะไรตั้งหลายอย่างให้ฉันทำเลยนี่!]

"แต่ถ้าจู่ๆเธอลดระดับความสูงลงหรือเพิ่มความเร็วขึ้นฉับพลันขึ้นโดยไม่บอกก่อนฉันดุเธอแน่"

[หืมม งั้นลำแสงนั่นที่ยิงทะลุร่างฉันก็มาจากกระจกพวกนี้นี่ โอ้ โอ้ววววววว? ฉันจะหยุดเจ้านี่ได้ยังไงล่ะเนี้ย!?]

"ให้ตายสิ ฉันควรจะรอให้มีจิตวิญญาณที่ใจเย็นมากกว่านี้ดีกว่านะเนี้ย!"

มันไม่มีทางเลยที่มิสทิคจะปรับตัวเข้ากับการควบคุมป้อมปราการลอยฟ้าได้ง่ายๆในเมื่อในตอนที่เธอเกิดขึ้นมาเธอก็ยังไม่อาจจะก้าวเท้าได้แม้แต่ก้าวเดียว

เธอได้ผ่านการทดลองมาหลายต่อหลายวันและผ่านความผิดพลาดเพื่อที่จะทำให้ตัวเงเคยชินกับการจัดการควบคุมป้อมปราการลอยฟ้า และยูอิลฮานก็ไม่อาจจะหยุดพักได้แม้แต่วินาทีเดียวเพราะหากเขาประมาทแม้เพียงนิดก็จำให้ป้อมปราการลดระดับลงและชนปะทะกับพื้นหรืออะไรซักอย่าง หรือไม่ก็กระจกคำสาปแห่งการทำลายก็อาจจะยิงมั่วซั่วพังอะไรไปหมด

[น่าทึ่ง นี่มันเหมือนกับว่าพวกมอนสเตอร์บนพื้นเป็นแค่มดตัวจ้อยเลย]

"ฉันก็บอกเธอแล้ว"

[ว้าว ฉันยิงลำแสงร้อยเส้นได้พร้อมกันด้วยล่ะ!]

"อันนั้นฉันก็บอกไปแล้วด้วย แล้วก็นะถ้าเธอไม่เปลื่ยนทิศทางเธอจะชนเข้ากับพื้นแล้วนะ"

ยังไงก็ตามผลจากความพยายามนั้นน่าพึงพอใจเอามากๆ ด้วยความที่มีผู้ควบคุมป้อมปราการคนใหม่ทำให้ยูอิลฮานไม่ต้องแบ่งแยกสติมาควบคุมแล้วทำให้ความสามารถของยูอิลฮานใช้ได้เต็มที่แล้ว และเขาก็ยังสั่งให้มิสทิคที่ควบคุมป้อมปราการมาช่วยสู้ได้อย่างง่ายดาย

ปัญหาเดียวที่มีก็คือไม่มีมอนสเตอร์ที่มากพอให้เขาได้ลองใช้การร่วมมือกันนี้ ตั้งแต่ก่อนที่มิสทิคจะเกิดขึ้นมามอนสเตอร์ที่โผล่ขึ้นมาบนโลกก็ลดลงไปแล้ว ในตอนนี้ก็ยิ่งน้อยลงไปอีก เรื่องนี้ได้ทำให้เขาคิดว่าบางทีโลกนี้อาจจะอยู่ในช่วงฟื้นตัวเนื่องจากว่าโลกเพิ่งจะให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตคลาส 5 มา

[หรือบางทีก็อาจจะเพราะโลกกำลังสร้างสิ่งมีชีวิตคลาส 5 ขึ้นมาอีกก็ได้นะ] (เลียร่า)

"ถ้างั้นฉันจะรู้สึกขอบคุณมากลยนะ ฉันกำลังคิดอยู่เลยว่าฉันกำลังขาดทรัพยากรอยู่"

[ทรัพยากร...? เดี๋ยวนะอิลฮาน!] (เลียร่า)

ยูอิลฮานได้ตอบกลับเลียร่าไปอย่างชัดเจน ยังไงก็ตามเลียร่าก็ต้องใช้เวลาอยู่นานคิดถึงคำพูดจนเธอเข้าใจในคำพูดของเขาโดยไม่ผิดไป... ยูอิลฮานไม่ได้ให้โอกาสเธอได้ถามต่อแล้ว เขาได้หยิบเอา 'ทรัพยากร' ออกมาแล้ว

"ในตอนนี้ฉันจะใช้สิ่งนี้แหละสร้างอุปกรณ์ที่แข็งแกร่งที่สุดขึ้นมา"

[เฮ้!] (เลียร่า)

[นะ นายท่านเอาอะไรออกมานะ? ไม่ใช่ว่าฝังไปแล้วหรอ!?] (มิสทิค)

สิ่งที่เขาเอาออกมาไม่ใช่อะไรอื่นนอกไปเสียจากส่วนที่เหลืออยู่ของมิสทิค นอกไปจากนี้ที่ที่เขากำลังจะใช้สร้างอุปกรณ์ก็ยังเป็นในที่ทำงานภายในป้อมปราการลอยฟ้าด้วย ตัวเขาไม่ได้คิดถึงสภาพจิตใจคนอื่นเลยสักนิด

"สภาพร่างนี้ของเธอมันเสียหายจนกู้คืนไม่ได้แล้ว แถมเธอในตอนนี้ก็ยังคุ้นกับร่างใหม่แล้วนี่ ฉันจะลบร่องรอยในอดีตของเธอให้หมดเอง"

[หา? แก้ตัวได้เยี่ยมจริงๆ!] (เลียร่า)

[ฮึก ฮึก...]

ระหว่างที่มิสทิคกับเลียร่ากำลังตกใจอยู่นี้ ยูอิลฮานก็ได้เริ่มทำงานของเขาแล้ว ในส่วนร่างกายของเธอที่เหลืออยู่ไม่มีอะไรที่ใช้ประโยชน์ได้เลยนอกเสียจากกระดูกที่มีคุณสมบัติของโลหะเนื่องจากส่วนอื่นนิ่มเกินไปที่จะเอามาใช้ได้ เขาได้โยนส่วนที่เหลือทั้งหมดของศพเข้าไปในเตาเผาที่เพลิงนิรันดร์ลุกไหม้อยู่เพื่อเผาส่วนที่ใช้ไม่ได้ทิ้งไป

เพลิงนิรันดร์ได้จัดการขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ออกไปและดูดซับร่างมาเพื่อวิวัฒนาการยกระดับขึ้นอีกครั้งด้วย ทุกๆอย่างสมบูรณ์แบบมาก!

[นายท่านมันไม่ใช่นุษย์]

"เธอไม่ต้องมาพูดเลย"

คุณสมบัติหลักที่มีมากที่สุดของกระดูกมิสทิคก็คือความทนทานที่ไม่หายเลยแม้แต่นิดต่อให้จะเจอการโจมตีเต็มกำลังของกระจกคำสาปแห่งการทำลายหรือถูกป้อมปราการลอยฟ้าชนก็ตาม นี่ทำให้ยูอิลฮานคิดว่าในที่สุดนี้ก็ถึงเวลาที่จะสร้างอุปกรณ์ใหม่แล้ว

"ฉันได้ใช้เกราะพวกนี้มานานแล้ว แต่ในตอนนี้ฉันก็ไม่คิดว่ามันจะพออีกแล้ว"

[อ่า ง้้นแสดงว่านายกำลังจะทำเกราะ] (เลียร่า)

ตอนแรกเขาคิดว่าหากได้รับร่างของสิ่งมีชีวิตชั้นสูงมาเขาก็จะทำอาวุธใหม่ ยังไงก็ตามหลังจากที่ได้ยินว่ามิสทิคได้เกิดขึ้นมาจากบอสจ้าวแห่งดันเจี้ยนนรกทำให้เขารู้สึกได้ถึงวิกฤติร้ายแรง

ก่อนหน้านี้เขาได้เชื่อมั่นกับทั้งสกิลการซ่อนเร้นกับการป้องกันของเขาเป็นอย่างดี แต่ในตอนนี้มันไม่ใช่แบบนั้นแล้ว

ความสามารถทั้งหมดของเขาที่มีการพัฒนาขึ้นต่างก็สนับสนุนให้กับการโจมตีทั้งนั้น ในขณะเดียวกันที่การป้องกันของเขายังไม่ค่อนจะพอ ด้วยแบบนี้ทำให้เขาจะต้องสร้างเกราะที่อย่างน้อยจะต้องทนการโจมตีให้ได้สักครั้งหนึ่งไม่ว่าเขาจะเจอกับใครก็ตามเผื่อไว้ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด

[ฉันกำลังกลัวว่านายกำลังจะไปทำอะไรแบบเครื่องขุดเจาะซะอีก] (เลียร่า)

[เครื่องขุดเจาะ? มันฟังดูเจ๋งเลยนะ!]

"จริงๆแล้วฉันก็คิดจะทำเครื่องขุดเจาะเหมือนกัน แต่ว่าสถานการณ์ในตอนนี้มันเร่งด่วนเกินไป"

ยูอิลฮานได้ะลานโลหะหายากทั้งหมดที่เขาได้มาจานถึงตอนนี้ รวมไปถึงกระดูกมังกรและผสานเข้ากับกระดูกของมิสทิค

การจะสร้างโลหะที่สมบูรณ์แบบจะต้องไร้ซึ่งข้อผิดพลาดใดๆทั้งสิน

"ตัวโลหะสมบูรณ์แบบ..."

[นายกำลังพูดอะไรน่ะทั้งๆที่โลหะนั่นยังไม่ได้แข็งตัวเลย] (เลียร่า)

"งี่เง่า ถ้ามันแข็งตัวฉันก็ขึ้นรูปมันไม่ได้สิ"

[แล้วนายใช้เพลิงนิรันดร์ทำอะไรกับมันไม่ได้เลยงั้นหรอ!?] (เลียร่า)

เพลิงนิรันดร์ได้โบกสะบัดราวกับมันจะปฏิเสธในเรื่องนี้ ไม่ว่ามันจะน่าทึ่งมากแค่ไหนมันก็มีขีดจำกัดอยู่เช่นกัน หากว่าเพลิงนิรันดร์หลอมละลายโลหะได้ ถ้างั้นเขาก็อย่าได้หวังจะพูดเรื่องการป้อมกันการโจมตีที่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามได้อย่างน้อยหนึ่งครั้งเลย

[ถ้างั้นแล้วนายจะทำยังไงล่ะ?]

"แบบนี้ไงล่ะ"

เขาได้ถอดเกราะที่เขากำลังใส่อยู่ออกมา และใส่มันลงไปในแม่พิมพ์พิเศษที่ประกอบขึ้นมาจากเนื้อของปีศาจและผงของหินพลังเวทย์ต่างๆ จากนั้นเขาก็บดขยี้หินพลังเวทย์คลาส 4 เทลงไปด้านบนเกราะโดยไม่สนใจเลียร่าที่ดูเหมือนจะอ้วกออกมาเลย และจากนั้นเขาก็เทโลหะเหลวลงไปด้านบน

[นายกำลังทำอะไร!]

"ฉันกำลังทำเกราะของฉันไง เนื้อปีศาจข้างในน่าจะทนได้นานพอให้โลหะแข็งตัว"

[ฉันคิดว่านี้มันเกินกว่าขอบเขตของการตีเหล็กแล้วนะ...]

"ใช่แล้ว วิธีการปกติมันใช่ไม่ได้ ถ้าหากใครเรียกมันว่าการตีเหล็ก ฉันจะไปเตะก้นมันให้ดู"

ยูอิลฮานได้เงยหน้าขึ้นมา ในมือของเขามีหินพลังที่กำลังส่องประกายแสงสีม่วงสดใสออกมา

"สิ่งที่ฉันกำลังทำมันไม่ใช่การตีเหล็กแล้ว"

[อิลฮาน นาย!?]

[กรี๊ดด นี้มันบ้าอะไรเนี้ย! ปริมาณมานานี่มันบ้ามาก!]

"ก็ช่วยไม่ได้นี่"

เขาได้กัดฟันพึมพัมออกมา

"ฉันได้แค่หวังว่าในอนาคตอันใกล้นี้จะมีสิ่งมีชีวิตคลาส 5 ปรากฏขึ้นมาบนโลกมากมายเลยล่ะ!"

หินพลังเวทย์ที่เขาถืออยู่ได้ส่องประกายและละลายลง ในเวลาเดียวกันโลหะดหลวที่อยู่บนตัวเกราะได้ส่องแสงออกมา

โลหะที่เกิดมาจากชิ้นส่วนของสิ่งมีชีวิตชั้นสูงและมีหินพลังเวทย์อีกอันหนึ่งเป็นแกนกลาง ทั้งสองอย่างนี้ได้ถูกช่างตีเหล็กที่มีความสามารถยอดเยี่ยมที่สุดในทุกทิศทุกโลกจัดการนำพาให้มันถูกยกระดับขึ้นไปในขอบเขตที่สูงขึ้น

นี่คือเทคนิคลับที่มีเพียงแต่ช่างตีเหล็กที่ได้รับพรจากเทพแห่งช่างตีเหล็ก และเชี่ยวชาญในการทำหัตถกรรมมานาถึงขีดสุดจากการดูดซับแก่นแท้แห่งความรู้ของวิศวกรรมเวทย์เท่านั้นที่จะทำได้ - ช่างตีเหล็กที่สร้างชิ้นงานผ่านหัตถกรรมมานาได้เกิดขึ้นมา

จบบทที่ บทที่ 206 - เห็นฉันไหมล่ะ? (7) [24-09-2019]

คัดลอกลิงก์แล้ว