- หน้าแรก
- ผู้ครองดาวเคราะห์เพลิงสงคราม
- บทที่ 53 ผู้ว่าการดาวเคราะห์รุ่นที่ 2
บทที่ 53 ผู้ว่าการดาวเคราะห์รุ่นที่ 2
บทที่ 53 ผู้ว่าการดาวเคราะห์รุ่นที่ 2
กู้หางเผยรอยยิ้มออกมา
เขาก้าวไปข้างหน้าและสวมกอดแลมเบิร์ต ฮอดจ์สันอย่างอบอุ่น "ข้ายินดีที่จะเชื่อท่าน ยินดีต้อนรับสู่ทีมนะ สหายคนหนุ่ม"
แม้ท่าทีของแลมเบิร์ต ฮอดจ์สัน จะดูจริงใจมาก แต่กู้หางก็ไม่ได้เชื่อใจเขาทั้งหมด แต่ในเมื่อเขาพากองกำลังมา พอสั่งให้ปลดอาวุธก็ยอมสั่งให้ทำงานก็ทำ แล้วจะมีอะไรต้องกังวลอีกล่ะ?
กู้หางไม่ได้คาดหวังอะไรจากพวกเขา และจะไม่ใช้ให้ทำงานสำคัญ แค่ให้มาช่วยเก็บกวาดสนามรบหรือเป็นพนักงานขนของ ใครทำก็เหมือนกัน ในเมื่อมีให้ใช้ก็ใช้ไปเถอะ
ส่วนเรื่องความเชื่อใจนั้นไม่ได้สร้างขึ้นด้วยคำพูด เมื่อเวลาผ่านไปและผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มากขึ้น ตัวตนที่แท้จริงของเขาก็จะปรากฏออกมาเอง
นอกจากนี้ ชายคนนี้ยังนำความประหลาดใจที่ยิ่งใหญ่กว่ามาให้กู้หางด้วย
สิ่งที่ติดตามเขามานอกจากทหารติดอาวุธ 500 นายแล้ว ยังมีกลุ่มผู้ลี้ภัยอีกกว่า 2,000 คน
แลมเบิร์ต ฮอดจ์สันกล่าวว่าคนเหล่านี้คือคนที่เขาเกณฑ์มาจากนอกเมืองก่อนออกเดินทาง สาเหตุที่เขาทำเช่นนี้เพราะได้ยินมาว่ามีพ่อค้าชื่อ แดนนิสัน เฮนรี่ เคยรวบรวมผู้ลี้ภัยมาส่งให้ท่านผู้ว่าการดาวเคราะห์ เขาจึงคิดว่าท่านผู้ว่าการดาวเคราะห์น่าจะยังขาดแคลนแรงงานอยู่มาก ตอนที่ออกเดินทางเขาเลยลองทำแบบเดียวกันดูบ้าง
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังจัดวางกำลังคนไว้ที่นอกเมืองฟู่ซิงเพื่อทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์การย้ายถิ่นฐานในระยะยาว โดยประกาศว่าที่เขตปกครองของท่านผู้ว่าการดาวเคราะห์มีงานที่ดี มีสวัสดิการพร้อม สามารถกินอิ่มนอนหลับและไม่มีวันอดตาย
โฮ่... ชายหนุ่มคนนี้ช่างรู้ใจจริงๆ
กู้หางรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ ตอนที่เขาโทรศัพท์ไปหา มิเลียน ฮอดจ์สัน เขาเลยรู้สึกเกรงใจจนด่าไม่ออก
แต่จะว่าไปก็ไม่มีอะไรน่าด่าจริงๆ เหตุการณ์ลอบโจมตีครั้งนี้ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขา อย่างน้อยก็ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน พวกที่ลงมือคือสมาชิกลัทธิ และเวทมนตร์พายุคลั่งที่ทรงพลังนั่นก็ยืนยันเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน อีกทั้งก่อนจะเกิดการโจมตี มิเลียน ฮอดจ์สันเองก็เป็นคนส่งคำเตือนมาให้เขา
ในตอนนี้ มิเลียน ฮอดจ์สันยังแจ้งอีกว่าการกวาดล้างลัทธิชั่วร้ายมีความคืบหน้าไปอีกขั้น พวกเขาจับตัวนักบวชระดับกลางของลัทธินกฮูกพิโรธบรรพกาลได้สองคน และได้รู้ว่าองค์กรลัทธินี้กำลังขยายปฏิบัติการลับในเมืองฟู่ซิงอย่างหนัก และดูเหมือนว่ากำลังจะมีแผนการบางอย่างเกิดขึ้น หากสืบสวนตามเบาะแสนี้ต่อไป ก็น่าจะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากขึ้น
นอกจากประเด็นเรื่องลัทธิที่กู้หางใช้กดดันรัฐบาลสหพันธ์แล้ว ผลงานในด้านอื่นๆ ของ มิเลียน ฮอดจ์สันก็นับว่าน่าพึงพอใจ
การส่งหลานชายมาให้ ไม่ว่าจะบอกว่าส่งมาช่วยงานหรือส่งมาเป็นตัวประกัน แต่มันก็คือการแสดงออกถึงจุดยืนอย่างหนึ่ง
และในทางปฏิบัติ เขาก็แสดงท่าทีชัดเจนแล้ว ทหาร 500 นายกับผู้ลี้ภัย 2,000 คนอาจจะดูไม่เท่าไหร่ แต่ มิเลียน ฮอดจ์สันยังให้คำมั่นว่าภายในเมืองฟู่ซิง เขาจะปฏิบัติตามคำสั่งของกู้หางและให้ความร่วมมือกับท่านผู้ว่าการดาวเคราะห์
แต่ มิเลียน ฮอดจ์สันก็บอกด้วยว่าเขาอยากให้ท่านผู้ว่าการดาวเคราะห์เข้าใจความลำบากของเขา เขาเป็นประธานสภาก็จริง แต่ไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ
การจะสนับสนุนทรัพยากรโดยตรง การผลักดันกฎหมาย การเปลี่ยนตัวสมาชิกสภา หรือการเคลื่อนกำลังทหารขนานใหญ่... สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องผ่านการหารือในสภาและมีมติออกมาเป็นเอกฉันท์
กู้หางไม่ได้บีบคั้นในเรื่องนี้มากนัก เพราะบีบไปก็ไร้ประโยชน์ ในตอนนี้ มิเลียน ฮอดจ์สันถือว่ายืนอยู่ฝั่งเดียวกับเขา อย่างน้อยก็ดูจากท่าที การไปบีบคั้นเขาจึงไม่มีความหมาย ในทางตรงกันข้าม กู้หางยังต้องให้ มิเลียน ฮอดจ์สันช่วยไปบีบพวกสมาชิกสภาคนอื่นๆ แทนเขาด้วยซ้ำ
ครั้งนี้กู้หางคุยกับ มิเลียน ฮอดจ์สันนานมาก ตั้งแต่เรื่องที่เขาต้องการให้ มิเลียน ฮอดจ์สันทำอะไร สนับสนุนด้านไหน วิธีการผลักดันเจตนารมณ์ของกู้หางไปทีละขั้นตอน สภาวะแบบไหนของเมืองฟู่ซิงที่กู้หางจะพิจารณากลับเข้าไปประจำการที่นั่น ไปจนถึงนโยบายและการปฏิรูปที่เขาจะใช้เมื่อเข้าปกครองสหพันธ์และกุมอำนาจผู้ว่าการดาวเคราะห์อย่างแท้จริง รวมถึงวิธีที่จะทำให้ดาวดวงนี้สามารถจ่ายภาษีจักรวรรดิได้ในอีกสองปีข้างหน้าพร้อมกับรับประกันการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง...
การสนทนาไม่ได้ลงลึกมากนัก ส่วนใหญ่เป็นเพียงการพูดคุยในภาพรวม เพราะกู้หางเองก็ยังไม่ได้เชื่อใจประธานสภาที่แสดงตัวว่าเป็นพวกเดียวกับเขาคนนี้อย่างเต็มร้อย
แต่การที่สามารถคุยเรื่องเหล่านี้ได้ครอบคลุมขนาดนี้ ก็นับว่ากู้หางได้ยอมรับประธานสภาคนนี้ในระดับหนึ่งแล้ว
สำหรับตอนนี้ กู้หางยังไม่มีแผนจะไปเยือนเมืองฟู่ซิงในเร็วๆ นี้ ปัญหาเรื่องลัทธิชั่วร้ายยังไม่คลี่คลาย หากไปตอนนี้ความปลอดภัยจะไม่มีหลักประกัน อีกทั้งอำนาจยังไม่รวมศูนย์ ไปแล้วก็ยากจะดำเนินงานได้สะดวก และกำลังของเขาก็ยังสะสมมาไม่พอ หากไปเมืองฟู่ซิงตอนนี้เขายังไม่สามารถสั่งการเด็ดขาดได้...
แต่ช่วงเวลานั้นคงอีกไม่นานเกินรอ
...
ณ สโมสรส่วนตัวแห่งหนึ่งในเขตเมืองชั้นในของเมืองฟู่ซิง
บุคคลสำคัญสามท่านที่มีชื่อเสียงโด่งดังในสหพันธ์กำลังรวมตัวกันอยู่ที่นี่ ทั้งสามคนเป็นสมาชิกสภาสหพันธ์และต่างก็มีธุรกิจขนาดใหญ่ในเมืองฟู่ซิง แต่ใบหน้าของพวกเขากลับเคร่งขรึมอย่างยิ่ง
แบรดฟอร์ดเอ่ยขึ้น "เทปบันทึกเสียง ทุกคนก็ได้ฟังจนจบแล้ว อย่าเงียบกันเลย ลองคุยความเห็นกันหน่อย" เขาคือมหาเศรษฐีด้านการพาณิชย์ของเมืองฟู่ซิง แม้อุตสาหกรรมการผลิตในมือจะมีไม่มาก แต่เขามีช่องทางการค้าที่แข็งแกร่งทั้งสี่ทิศ สินค้าส่วนใหญ่ที่ผลิตในเมืองฟู่ซิงต้องผ่านช่องทางของเขาถึงจะขายออกไปได้ และสินค้าที่เมืองผลิตไม่ได้ ก็ต้องอาศัยช่องทางของเขาในการนำเข้า ในเมืองที่เป็นศูนย์กลางการค้าอย่างเมืองฟู่ซิง สถานะของเขาจึงสูงส่งมาก
หลังจากแบรดฟอร์ดพูดจบ ชายชราที่นั่งข้างๆ ก็ส่ายหัวแล้วพูดว่า "ข้ายังไม่เข้าใจเลยว่าทำไม มิเลียน ฮอดจ์สันถึงทำแบบนี้? หรือว่าเขาไม่กลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยผู้ว่าการดาวเคราะห์รุ่นที่ 2 งั้นเหรอ?"
ชายคนนี้ชื่อ นอร์ริส ตระกูลของเขาเป็นเจ้าพ่อวงการอุตสาหกรรมในเมืองฟู่ซิง ธุรกิจในมือครอบคลุมตั้งแต่โรงงานอาหาร โรงงานเคมี โรงงานทอผ้า และยังก้าวเข้าสู่ธุรกิจการแพทย์ด้วย เขาถือเป็นพันธมิตรคนสำคัญของวอร์ฮัน หลังจากวอร์ฮันตายและธุรกิจพังทลาย เขาก็ได้รับผลกระทบไม่น้อย
เมื่อเขาพูดถึง 'เหตุการณ์ผู้ว่าการดาวเคราะห์รุ่นที่ 2' อีกสองคนที่เหลือก็มีสีหน้ามืดมนลงกว่าเดิม พวกเขาต่างนึกย้อนไปถึงยุคสมัยที่น่าหวาดกลัวนั้นพร้อมกัน
เมื่อ 12 ปีก่อน ผู้ว่าการดาวเคราะห์รุ่นที่ 2 นั่งเรือคุ้มกันมาถึงดาวนกฮูกพิโรธ ในตอนนั้นสหพันธ์ยังแข็งแกร่งมาก แม้โครงสร้างจะหลวมไปนิด แต่มันก็สอดคล้องกับสถานการณ์จริงของดาวดวงนี้ อำนาจต่างๆ แม้จะไม่ถึงกับก้มหัวเชื่อฟัง แต่กระนั้นก็ยังขานรับข้อเรียกร้องต่างๆ ของรัฐบาลสหพันธ์ นี่คือรากฐานอันมั่นคงที่ผู้ว่าการดาวเคราะห์รุ่นที่ 1 ได้วางไว้
แต่รากฐานนี้กลับพังทลายลงในเวลาเพียง 6 ปี หลังจากผู้ว่าการดาวเคราะห์คนนั้นลงจอดและกุมอำนาจไว้ได้ เขากลับไม่ได้เลือกใช้เส้นทางแห่งการฟื้นฟูและพัฒนาเหมือนผู้ว่าการดาวเคราะห์คนก่อน เขาคิดว่าที่ผู้ว่าการดาวเคราะห์รุ่นก่อนเก็บภาษีได้ไม่ครบ ก็เป็นเพราะความใจดีและอ่อนแอเกินไป พวกคนท้องถิ่นบนดาวนกฮูกพิโรธล้วนเป็นพวกไม่จงรักภักดี ต้องใช้ท่าทีที่เด็ดขาดและรุนแรงที่สุดเฆี่ยนตีพวกมันให้ยอมจ่ายภาษี
เขานั่งอยู่ในตำแหน่งนั้น 6 ปี สองครั้งแรกใช้วิธีรีดไถและบังคับข่มขู่จนสามารถจ่ายภาษีจักรวรรดิได้ครบ แต่การปกครองที่กดขี่ของเขาก็ทำให้เกิดความวุ่นวายไปทั่วโลก ไฟแห่งการกบฏลุกโชนไปทุกแห่ง อำนาจบางส่วนแยกตัวออกจากสหพันธ์ บางส่วนทำเป็นยอมรับแต่ลับหลังขัดขืน บางส่วนใช้ความรุนแรงต่อต้าน และบางส่วนก็ถูกทำลายอย่างน่าสลด... ในช่วง 6 ปีนั้น ประชากรของโลกสูญเสียไปมหาศาล
ความสูญเสียนี้มีทั้งแรงงานจำนวนมากที่ถูกส่งไปเป็นภาษีจักรวรรดิ และคนจำนวนมากที่ตายเพราะความวุ่นวาย หรืออดตายหนาวตายเพราะขาดแคลนทรัพยากร...
ตลอด 17 ปีที่ผู้ว่าการดาวเคราะห์รุ่นแรกพยายามฟื้นฟูดาวนกฮูกพิโรธมา แทบจะพินาศสิ้นในพริบตา
และสุดท้าย ผู้ว่าการดาวเคราะห์รุ่นที่ 2 ก็ไม่สามารถรวบรวมภาษีครั้งที่ 3 ได้ และถูกประหารโดยกรมสรรพากรของจักรวรรดิ ช่วงเวลา 6 ปีนั้น คือสิ่งที่ชาวดาวนกฮูกพิโรธทุกคนไม่อยากจะประสบอีกเป็นครั้งที่สอง ไม่ว่าจะยากจนหรือร่ำรวย
คนสุดท้ายในกลุ่มทั้งสามลุกขึ้นยืน เขามีรูปร่างกำยำ แม้จะมาพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูงก็ยังสวมชุดเครื่องแบบทหารลายพราง เขาคือ มอนด็อก นายพลแห่งสหพันธ์ ทหารประจำการหนึ่งหมื่นนาย เครื่องบินยี่สิบกว่าลำ และรถถังอีก 70 คันในเมืองฟู่ซิง ตามทฤษฎีแล้วล้วนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา
"ทุกอย่างต้องกลับเข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้อง ความผิดพลาดของ มิเลียน ฮอดจ์สันจะต้องได้รับการแก้ไข"
"จะใช้สภาถอดถอนเหรอ? ข้าจำได้ว่าการประชุมสภาครั้งหน้าคืออีก 4 วัน แต่มันก็ไม่แน่ว่าเราจะสำเร็จนะ มิเลียน ฮอดจ์สันบริหารมานานขนาดนี้ เขามีผู้สนับสนุนเยอะมาก การที่เราจะรวมกลุ่มกันคงต้องใช้เวลา..."
"ไม่" มอนด็อกปฏิเสธ "นั่นมันช้าเกินไป เราต้องการวิธีที่เร็วกว่านั้น"
อีกสองคนถึงกับอึ้งไป พวกเขาเห็นสีหน้าของมอนด็อกที่เริ่มดูเหี้ยมเกรียมขึ้นมา