- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นบอสลับฉบับรับจบ
- บทที่ 5 จอมมารอันดับหนึ่งในใต้หล้า
บทที่ 5 จอมมารอันดับหนึ่งในใต้หล้า
บทที่ 5 จอมมารอันดับหนึ่งในใต้หล้า
บทที่ 5 จอมมารอันดับหนึ่งในใต้หล้า
ณ ตึกร้างที่ยังสร้างไม่เสร็จแห่งหนึ่งในเมืองจิน
ฉินโซ่วนอนเอกเขนกอยู่บนเตียงเก่าซอมซ่อ ความคิดล่องลอยไปไกล
คำว่า 'รับจบ' หรือ 'แพะรับบาป' ตามชื่อของมันก็คือการแบกรับความรับผิดชอบและผลกรรมในสิ่งที่ตนไม่ได้เป็นผู้กระทำ
หากเป็นสิ่งที่เจ้าตัวลงมือทำเอง มีส่วนร่วม หรือวางแผนบงการอยู่เบื้องหลัง นั่นย่อมไม่เรียกว่าการเป็นแพะรับบาป
ฉินโซ่วตระหนักดีว่าเขาไม่อาจไปบงการสมาชิกกลุ่มฉวนซิ่งให้ไปก่อเรื่องวุ่นวายได้
อย่างไรเสีย คนพวกนี้ก็ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะลุกขึ้นมาเป็นผู้ก่อการร้ายโดยไร้เหตุผล หรือทำเรื่องทำร้ายผู้อื่นโดยที่ตนเองไม่ได้ประโยชน์
ดังนั้น เขาจึงเข้าร่วมองค์กรฉวนซิ่ง และประกาศก้องต่อสาธารณะว่าจะคอยตามเช็ดล้างรับหน้าแทนพี่น้องร่วมสำนักทุกคน
เหล่าผู้ใช้พลังพิเศษในฉวนซิ่งเองก็ไม่เกรงอกเกรงใจ ต่างพากันโยนข้อกล่าวหาและความผิดสารพัดมาให้ฉินโซ่ว
ในเวลาเพียงสามปีสั้นๆ เขาได้รับรางวัลน้อยใหญ่นับไม่ถ้วน
อาทิ "เสริมแกร่งกายเนื้อ", "เสริมแกร่งประสาทสัมผัส", "เสริมแกร่งวิญญาณ", "เสริมแกร่งพลังปราณ" และอื่นๆ อีกมากมาย
ยกตัวอย่างการเสริมแกร่งกายเนื้อ มันคือการยกระดับโครงสร้างร่างกาย กระดูก กล้ามเนื้อ และเส้นลมปราณให้เหนือมนุษย์อย่างรอบด้าน
ทุกครั้งที่ได้รับรางวัลย่อมหมายถึงการก้าวกระโดดทางคุณภาพ ราวกับการผลัดเปลี่ยนกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็นใหม่
แม้ฉินโซ่วจะไม่ได้ทักษะพิเศษใหม่ๆ แต่เขารู้ซึ้งดีว่าตนเองแข็งแกร่งขึ้นอย่างมหาศาล ทั้งร่างกาย จิตวิญญาณ และพลังปราณล้วนบรรลุถึงระดับสูงส่งจนน่าเหลือเชื่อ
แน่นอนว่าต้องมีราคาที่ต้องจ่าย
ฉินโซ่วเปลี่ยนสถานะจากคนไร้ชื่อเสียงกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจของเหล่าฝ่ายธรรมะทั่วหล้า ผู้คนมากมายต่างสาบานว่าจะไล่ล่าสังหารเขาให้ได้
ครั้งหนึ่ง คนของตระกูลหลวี่กำลังไล่ล่าหลวี่เหลียง จวนเจียนจะสำเร็จอยู่รอมร่อ จู่ๆ คนของฉวนซิ่งก็โผล่มา
พวกเขาลงมือโจมตีอย่างเหี้ยมโหดไร้ความปรานี
ทว่าคนพวกนี้ไม่ได้ฆ่าล้างตระกูลหลวี่จนหมด แต่จงใจปล่อยให้รอดชีวิตหนึ่งคนเพื่อเป็น 'ลิ้น' ไว้ส่งข่าว พร้อมทิ้งชื่อฉินโซ่วไว้ในที่เกิดเหตุ
แถมยังเขียนข้อความยั่วยุถึงหลวี่สืออย่างโอหังว่า:
"หลวี่เหลียงอยู่ในการคุ้มครองของพี่ฉิน บอกไอ้หมาแก่หลวี่สือให้ไสหัวไปซะ ไม่งั้นพวกเราจะถลกหนังมันทั้งเป็น!"
ยังไม่หมดแค่นั้น เรื่องที่อุกอาจกว่ายังรออยู่
คืนหนึ่ง เดือนมืดลมแรงจนมองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือตัวเอง
เงาดำสายหนึ่งลอบเข้าไปในหอระบุพบุรุษตระกูลหวัง
เงาดำนั้นเคลื่อนไหวรวดเร็วดุจภูตผี เพียงไม่กี่อึดใจก็มายืนอยู่หน้าป้ายวิญญาณบรรพชนตระกูลหวัง
เขาหยิบรูปถ่ายใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ซึ่งเป็นรูปใบหน้าของฉินโซ่ว แล้วแปะทับลงบนป้ายวิญญาณบรรพชนอย่างแน่นหนา
เรื่องตลกก็คือ คนตระกูลหวังไม่รู้เรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย ยังคงจุดธูปกราบไหว้บูชาป้ายวิญญาณนั้นอย่างศรัทธาทุกเช้าค่ำ
เรื่องดำเนินไปหลายวัน จนกระทั่งมีลูกหลานตาดีคนหนึ่งสังเกตเห็นความผิดปกติบนป้ายวิญญาณ
ทันทีที่ความแตก โลกผู้ใช้พลังพิเศษก็แทบระเบิด เป็นที่ถกเถียงกันอย่างดุเดือด ไม่ว่าจะสี่ตระกูลใหญ่ หรือสิบผู้เฒ่าอย่างหวังไอ่ ต่างกลายเป็นเรื่องตลกในวงสนทนาหลังอาหาร
ละครฉากนี้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการอยู่นาน
ว่ากันว่าเดี๋ยวนี้แม้แต่โจรขุดสุสาน เวลาจะลงมือยังต้องอ้างชื่อฉินโซ่วเพื่อความขลัง
คืนนั้น ขณะฉินโซ่วกำลังนอนหลับ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
เขารับสายด้วยความงัวเงีย "ฮัลโหล ใครครับ?"
ปลายสายคือเสียงของสวีซาน:
"ทำไมนายต้องไปขุดหลุมศพปู่ของจางฉู่หลาน?"
ฉินโซ่วตาสว่างทันที แค่นเสียงเย็นชา "ฉันไปทำตอน... ทำไมคนอย่างฉินฉางเซิงต้องอธิบายการกระทำของตัวเองให้คนอื่นฟังด้วย?"
พูดจบเขาก็ตบหน้าอกตัวเองเบาๆ แอบโล่งใจที่ไหวตัวทัน เกือบจะปฏิเสธความผิดไปแล้วเชียว
เวลานี้ คนของบริษัทขนส่งด่วนไม่ได้แกล้งปล่อยฉินโซ่ว แต่พวกเขาจนปัญญาจริงๆ
พยายามวางแผนจับกุมกว่าสิบครั้ง แต่ไม่ว่าจะค่ายกลหรือของวิเศษใดๆ ก็กักขังเขาไม่ได้
ต่อให้ผนึกเขาได้ ก็ยากที่จะจำกัดการเคลื่อนไหวของเขาอยู่ดี
"ไปเอาเบอร์ฉันมาจากไหน?" ฉินโซ่วรู้สึกสงสัย
เพราะไม่ว่าจะเปลี่ยนเบอร์กี่ครั้ง ก็ใช้ได้ไม่นานก่อนจะมีคนตามเจอเสมอ
"ก็คุณลงประกาศไว้เองไม่ใช่เหรอ?" สวีซานถามกลับอย่างแปลกใจ
ก่อนจะซักไซ้ต่อ "นายจ้องเล่นงานจางฉู่หลานอยู่ใช่ไหม?"
ฉินโซ่ววางสายทันทีโดยไม่ลังเล คิดในใจว่าคนพวกนี้เห็นเขาเป็นหมูในอวยหรือไง?
คิดว่าเขาไม่กล้าลงไม้ลงมือหรือ?
อีกมุมหนึ่ง ไอ้พวกสมาชิกฉวนซิ่งก็น่ารังเกียจจริงๆ เรื่องหักหลังเพื่อนร่วมทีมนี่เก่งเป็นที่หนึ่ง
พอรู้ข้อมูลของเขาแค่นิดหน่อย ก็รีบเอาไปป่าวประกาศไปทั่ว
หลังจากก่นด่า 'เพื่อนร่วมงาน' ในใจ ฉินโซ่วก็หรี่ตาลง พึมพำกับตัวเอง "หลุมศพปู่จางฉู่หลานถูกขุด?"
"เนื้อเรื่องเริ่มแล้วสินะ?"
"น่าจะเป็นฝีมือหลิวเหยียนเหยียนแห่งสำนักเชิดศพเซียงซี"
พูดถึงตรงนี้ ดวงตาเขาก็เป็นประกายด้วยความตื่นเต้น
"ในที่สุดก็มีแพะตัวใหญ่มาให้รับบาปสักที รีบๆ แจกรางวัลความสามารถพิเศษมาซะดีๆ"
"แปลกจริง ขุดสุสานไม่มีโทษฐานให้รับจบเหรอ?"
มองดูห้องที่เต็มไปด้วยขยะ ฉินโซ่วยิ้มกริ่ม "ทำความสะอาดหน่อยดีกว่า?"
เขาโบกฝ่ามือเบาๆ คลื่นพลังปราณที่มองไม่เห็นก็แผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งห้อง
ชั่วพริบตาเดียว ขยะและฝุ่นผงในห้องราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นรวบจับ แล้วหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
ไม่กี่นาทีต่อมา เสียงโทรศัพท์ก็ดังรัวขึ้นอีกครั้ง
ฉินโซ่วกดตัดสายทันที บ่นพึมพำ "สงสัยไอ้สวีซานโทรมาด่าเรื่องขยะที่ส่งไปถล่มบ้านมันแน่ๆ ป่านนี้คงหัวร้อนน่าดู"
ทว่าโทรศัพท์ยังคงสั่นเตือนไม่หยุด
ฉินโซ่วที่คิดว่าเป็นสวีซานและกำลังจะกดตัดสายอีกรอบ ก็สังเกตเห็นความผิดปกติ
เขาเพ่งมองหน้าจอ ชื่อที่โทรเข้ามาคือลูกสมุนของเขา... หลวี่เหลียง
ฉินโซ่วคุ้นเคยกับเบอร์นี้เป็นอย่างดี
เหตุผลที่หลวี่เหลียงเข้าร่วมกลุ่มฉวนซิ่งแต่แรก ก็เพราะชื่อเสียงอันโด่งดังในฐานะจอมมารอันดับหนึ่งของโลกของเขานั่นเอง
แรกเริ่ม หลวี่เหลียงแสดงความเคารพและระมัดระวังตัวแจเมื่ออยู่ต่อหน้าฉินโซ่ว แต่พอนานวันเข้า หมอนั่นก็เริ่มรู้ว่าฉินโซ่วจริงๆ แล้วเป็นคนคุยง่าย จึงค่อยๆ ปลดปล่อยตัวตนและเผยธาตุแท้ออกมา
"พี่ฉิน ทายซิพวกเราได้อะไรมา?" น้ำเสียงตื่นเต้นของหลวี่เหลียงดังมาจากปลายสาย
ฉินโซ่วขมวดคิ้ว ยิ้มแห้งๆ ในใจ "ยังต้องให้ทายอีกเหรอ? สวีซานโทรมาฟ้องแล้วเนี่ย"
เขาถอนหายใจอย่างปลงๆ แล้วกล่าว "อะไรล่ะ ได้ศพจางซีหลินมาใช่ไหม?"
ทันทีที่เขาพูดจบ
เสียงของหลวี่เหลียงยิ่งทวีความตื่นเต้นขึ้นไปอีก
"สมกับเป็นพี่ฉิน หูตาสับปะรดจริงๆ รู้ความเคลื่อนไหวไปซะทุกเรื่อง!"
"งั้น... พี่ฉินสนใจจะมาเล่นด้วยกันไหมครับ?"
ฉินโซ่วเบะปาก
"ขอโทษที ฉันไม่ได้โรคจิตเหมือนพวกแกสองคน คนนึงชอบเล่นกับวิญญาณคนแก่ อีกคนชอบขี่ศพคนแก่"
"แหวะ..."
"ขอโทษนะ รู้สึกคลื่นไส้ ขอวางสายละ"
"ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด..."