- หน้าแรก
- ระบบตกปลาแดนบรรพกาล บ่อปลาของผมเชื่อมต่อกับโลกนับไม่ถ้วน!
- บทที่ 32 รวบรวมลมปราณ
บทที่ 32 รวบรวมลมปราณ
บทที่ 32 รวบรวมลมปราณ
บทที่ 32 รวบรวมลมปราณ
องค์ความรู้และเคล็ดวิชาจำนวนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามาในสมองของเฉินเฟิง แม้จะมีปริมาณมากแต่กลับไม่สับสนวุ่นวาย เห็นได้ชัดว่าระบบได้ทำการจัดเรียงหมวดหมู่มาให้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว ส่วนเนื้อหาตรงไหนที่เฉินเฟิงไม่เข้าใจ ระบบก็ได้แทรกเกร็ดความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับแดนบรรพกาลลงไปเพื่อช่วยอธิบายเพิ่มเติมด้วย
สิ่งนี้ทำให้เฉินเฟิงรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้ง ตอนแรกเขาหลงนึกว่าการ 'ถ่ายทอดเคล็ดวิชาเข้าสู่จิต' จะทำให้เขาบรรลุวิชาและใช้งานเป็นโดยอัตโนมัติเสียอีก คิดไม่ถึงเลยว่า... คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าสุดท้ายเขาก็ยังต้องมานั่งเรียนรู้อยู่ดี! แล้วไอ้การถ่ายทอดวิชาที่เสียไปตั้ง 5,000 แต้มประสบการณ์นี่มันจะมีประโยชน์อะไร? นี่มันหลุมพรางชัดๆ!
เสียงสังเคราะห์ของระบบดังขึ้นอธิบาย "แม้จะเป็นโลกต่างมิติ แต่ทุกโลกย่อมต้องปฏิบัติตามกฎแห่งจักรวาล ระบบสามารถนำองค์ความรู้ใส่เข้าไปในสมองของโฮสต์ได้ แต่ไม่สามารถทำให้โฮสต์แตกฉานในความรู้นั้นได้ในทันที เพราะ 'การเรียนรู้' คือสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตที่มีภูมิปัญญา ซึ่งระบบหรือเทคโนโลยีขั้นสูงใดๆ ไม่สามารถทำหน้าที่แทนได้"
เฉินเฟิงฟังคำอธิบายของระบบแล้วก็ได้แต่แหงนหน้ามองฟ้าถอนหายใจด้วยความสิ้นหวัง "นึกไม่ถึงเลยว่า อุตส่าห์หนีออกจากโรงเรียนมาได้แทบตาย สุดท้ายก็หนีไม่พ้นการเรียนหนังสืออยู่ดี!"
แม้สาเหตุที่เฉินเฟิงต้องลาออกจากโรงเรียนจะเป็นเพราะปัญหาฐานะทางบ้าน และผลการเรียนสมัยเรียนของเขาก็ถือว่าใช้ได้ แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเฉินเฟิงจะเป็นเด็กเรียนระดับหัวกะทิที่รักการอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ ความทรงจำอันโหดร้ายที่ถูกตำราเรียนและข้อสอบรุมทารุณกรรมในสมัยนั้น ยังคงแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำ เป็นอดีตที่เขาไม่อยากจะหวนกลับไปนึกถึง
เขาค้นตู้เก็บของ รื้อสมุดจดบันทึกสมัยเรียนที่ยังใช้ไม่หมดออกมาเล่มหนึ่ง ฉีกหน้ากระดาษเก่าๆ ที่เคยจดเลคเชอร์ทิ้งไป แล้วบรรจงเขียนข้อความลงบนหน้าแรกด้วยตัวบรรจงว่า "บันทึกการเรียนรู้เคล็ดวิชาหวนคืนสู่ต้นกำเนิด" นี่คือกิจกรรมที่เปี่ยมไปด้วยพิธีการ การเขียนประโยคนี้อาจหมายถึงจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ แต่สำหรับบางคน มันก็อาจเป็นจุดสิ้นสุดของการเรียนรู้ได้เช่นกัน
แต่วันนี้ไม่เหมือนวันวาน สมัยเรียนเฉินเฟิงมองว่าความรู้ในโรงเรียนนอกจากเอาไว้สอบแล้วก็แทบจะไม่มีประโยชน์อะไรอื่น ทำได้แค่ช่วยให้สอบเข้าโรงเรียนดีๆ ได้ แต่ถึงสอบได้ ถ้าไม่มีเงินเรียนแล้วจะทำยังไง? ทว่าตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว การเรียนรู้วิชาจากต่างโลกสามารถทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นได้ มนุษย์ทุกคนย่อมปรารถนาในความแข็งแกร่ง เมื่อต้องเลือกระหว่าง 'ผลการเรียนอันดับหนึ่ง' กับ 'พลังที่ไร้ผู้ต่อต้าน' เชื่อว่าทุกคนย่อมเลือกอย่างหลังแน่นอน
เฉินเฟิงเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เขาเริ่มดึงข้อมูลเกี่ยวกับเคล็ดวิชาหวนคืนสู่ต้นกำเนิดออกมาจากสมอง คัดเลือกความรู้พื้นฐานออกมาจดลงในสมุดบันทึก ตั้งแต่เข้าโรงเรียน เฉินต้าซานพร่ำสอนเขาเสมอว่า 'อ่านผ่านตาพันหน สู้ลงมือจดหนเดียวไม่ได้' เฉินเฟิงจำคำสอนนี้ได้ขึ้นใจ ดังนั้นเขาจึงตั้งใจคัดลอกองค์ความรู้เหล่านั้นลงไปอย่างละเอียด ตั้งแต่ทฤษฎีพื้นฐาน วิธีการบำเพ็ญเพียร ไปจนถึงเคล็ดลับการใช้วิชาและเทคนิคต่างๆ
ตั้งแต่ตัวอักษรไปจนถึงรูปภาพประกอบ เฉินเฟิงจดบันทึกอย่างขะมักเขม้น เป็นเรื่องที่น่าแปลก ตามหลักแล้วเนื้อหาพวกนี้น่าจะเป็นสิ่งที่เข้าใจยากและลึกซึ้งเกินกว่าที่เฉินเฟิงจะเข้าใจได้ แต่พอเขาดึงข้อมูลออกมาจากสมองแล้วจดตามลงไปอีกครั้ง เขากลับรู้สึกว่าแม้จะยังไม่แตกฉานถึงขั้นบรรลุ แต่ก็พอจะเข้าใจเนื้อหาได้ถึงเจ็ดแปดส่วนแล้ว
อาจเป็นเพราะความรู้เหล่านี้ถูกฝังรากลึกอยู่ในสมองของเขาแล้ว หรืออาจจะเป็นผลพวงมาจาก 'ผลเทพ' ที่เขากินเข้าไปก่อนหน้านี้ เพราะตั้งแต่กินผลไม้นั้นเข้าไป เฉินเฟิงไม่เพียงรู้สึกว่าร่างกายแข็งแกร่งขึ้น แต่สมองของเขายังปลอดโปร่งแจ่มใสขึ้นมาก เมื่อก่อนเวลาคิดเงินค่าอาหารยังต้องกดเครื่องคิดเลข แต่เดี๋ยวนี้พอลูกค้าสั่งอาหารปุ๊บ เขาก็คำนวณราคาออกมาได้ปั๊บในใจทันที
คัมภีร์ 'หวนคืนสู่ต้นกำเนิด' ตอนที่เฉินเฟิงตกขึ้นมาจากต่างโลกนั้น ตัวเล่มมีความหนาประมาณหนึ่งนิ้ว เนื้อหาข้างในบันทึกเพียงแค่วิธีการฝึกฝน แผนผังเส้นลมปราณ และประสบการณ์ของคนรุ่นก่อนเท่านั้น แต่ข้อมูลที่ระบบถ่ายทอดเข้ามาในสมองของเฉินเฟิงนั้นมีความละเอียดลออยิ่งกว่ามาก เพราะในแดนบรรพกาลยังมีเจ้าสำนักคอยชี้แนะสั่งสอน แต่ที่โลกมนุษย์นี้เฉินเฟิงต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองแบบหัวเดียวกระเทียมลีบ ระบบจึงเตรียมสื่อการเรียนการสอนมาให้อย่างครบครัน ขาดก็แต่แบบฝึกหัด "สามปีฝึกฝน ห้าปีจำลองสถานการณ์" เท่านั้นเอง
หลังจากนั่งจดบันทึกติดต่อกันนานถึงสามชั่วโมง เฉินเฟิงก็สะบัดข้อมือที่เริ่มเมื่อยล้า แม้ร่างกายจะผ่านการขัดเกลาด้วยผลเทพมาแล้ว แต่การจดหนังสือติดต่อกันนานขนาดนี้ก็ทำให้เมื่อยได้เหมือนกัน แต่ก็ยังดีที่ในที่สุดเขาก็จดจนเสร็จ
เข็มสั้นของนาฬิกาแขวนผนังเรือนเก่าชี้ไปที่เลข 12 บอกเวลาเที่ยงคืนพอดี เฉินเฟิงลุกขึ้นบิดขี้เกียจยืดเส้นยืดสาย แล้วเดินไปทำกับข้าวเติมพลังให้ท้องที่เริ่มร้องประท้วง
นับตั้งแต่ร่างกายถูกผลเทพปรับเปลี่ยน เฉินเฟิงก็ต้องการพลังงานต่อวันมากขึ้นเรื่อยๆ เขาพบว่าลำพังแค่กินข้าวแป้งน้ำตาลทั่วไป ไม่สามารถเติมเต็มพลังงานที่ร่างกายต้องการได้... พูดง่ายๆ ก็คือ กินข้าวเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม มีเพียงการกินเนื้อสัตว์ที่ตกมาจากแดนบรรพกาลเท่านั้น ที่จะทำให้เขารู้สึกอิ่มท้องและเติมพลังให้กลับมาเต็มเปี่ยมได้อีกครั้ง
เมื่อก่อน เนื้อสัตว์ที่ตกมาได้ เฉินเฟิงมักจะตัดใจเก็บไว้ขายให้ลูกค้า ตัวเองแค่ชิมนิดๆ หน่อยๆ พอหายอยาก เพราะของพวกนี้ไม่รู้ว่าจะตกได้อีกเมื่อไหร่ สู้เก็บไว้ขายทำเงินดีกว่า แต่ตอนนี้เฉินเฟิงเปลี่ยนไปแล้ว มีเท่าไหร่กินเท่านั้น หมดก็ไปตกใหม่ ยังไงซะสูตร 'ผักกาดขาวตกหมูดำ' ก็ใช้ได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว!
เฉินเฟิงแล่ขาหมูข้างหนึ่งออกจากหมูป่าทมิฬที่ชำแหละไว้ เอามาทำเป็นขาหมูย่างรมควัน โดยไม่กินคู่กับข้าวหรือแป้งใดๆ ขาหมูอวบอ้วนน้ำหนักหลายสิบชั่ง สำหรับเฉินเฟิงในตอนนี้ มันเป็นเพียงอาหารมื้อหนึ่งเท่านั้น
แม้ปากจะเคี้ยวขาหมูตุ้ยๆ แต่สมองของเฉินเฟิงยังคงขบคิดถึงเนื้อหาในคัมภีร์ 'หวนคืนสู่ต้นกำเนิด' ที่เพิ่งจดไป แม้จะไม่ได้ถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะมัวแต่เรียน แต่เฉินเฟิงก็อดทอดถอนใจไม่ได้ว่า ถ้าสมัยเรียนเขาตั้งใจเรียนได้สักครึ่งของตอนนี้ ป่านนี้คงได้ทุนการศึกษาเรียนต่อสบายๆ ไม่ต้องลาออกกลางคันหรอก พูดตามตรง เขาก็ยังคิดถึงชีวิตวัยเรียนอยู่เหมือนกัน ถ้ามีโอกาส เขาก็อยากจะกลับไปสัมผัสบรรยากาศในรั้วโรงเรียนอีกสักครั้ง เพราะยังไงเขาก็ยังอายุน้อยอยู่นี่นา
หลังจากจัดการขาหมูย่างจนเกลี้ยง เฉินเฟิงก็รู้สึกว่าตนเองทำความเข้าใจเคล็ดวิชาได้มากพอสมควรแล้ว ถึงเวลาลองของจริงเสียที เขาจะลองเดินลมปราณตามเส้นทางที่ระบุไว้ในคัมภีร์ดู
ขั้นตอนแรกคือ 'การรวบรวมลมปราณ' ต้องสัมผัสถึงการมีอยู่ของ 'ปราณ' ภายในร่างกายให้ได้ก่อน จึงจะสามารถชักนำปราณให้ไหลเวียนไปตามเส้นทางโคจรได้ ในแดนบรรพกาล ผู้ที่สามารถสัมผัสถึงปราณได้นั้นมีน้อยยิ่งกว่าน้อย และเมื่อใครก็ตามที่มี 'สัมผัสแห่งปราณ' ปรากฏขึ้น ก็จะถูกสำนักต่างๆ แย่งตัวไปอุปการะเพื่อเข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรทันที
วิชา 'หวนคืนสู่ต้นกำเนิด' เป็นวิชาชั้นสูงของสำนักอายุวัฒนะ ในคัมภีร์จึงไม่ได้อธิบายวิธีการรวบรวมลมปราณพื้นฐานเอาไว้อย่างละเอียดนัก แต่โชคดีที่ระบบได้เสริมความรู้พื้นฐานส่วนนี้มาให้แล้ว เฉินเฟิงที่ผ่านการเรียนรู้จากระบบมาแล้ว จึงสามารถจับเคล็ดลับวิธีการรวบรวมลมปราณได้ในเบื้องต้น ไม่เหมือนคนในแดนบรรพกาลที่ต้องอาศัยพรสวรรค์ล้วนๆ ดังนั้นการรวบรวมลมปราณของเขาจึงสะดวกง่ายดายกว่ามาก
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเฉินเฟิงมีพรสวรรค์ฟ้าประทาน หรือเพราะโลกมนุษย์ในยุคปัจจุบันมีพลังปราณอุดมสมบูรณ์กันแน่ เพียงแค่ใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วโมง เขาก็สามารถสัมผัสถึง 'ปราณ' ได้สำเร็จ!