- หน้าแรก
- ระบบตกปลาแดนบรรพกาล บ่อปลาของผมเชื่อมต่อกับโลกนับไม่ถ้วน!
- บทที่ 1 สินค้าตีกลับ
บทที่ 1 สินค้าตีกลับ
บทที่ 1 สินค้าตีกลับ
บทที่ 1 สินค้าตีกลับ
เมืองสู่เฉิง... นครอันวิจิตรตระการตาและคลาคล่ำไปด้วยเหล่ามหาเศรษฐี ทว่าภายใต้ความงดงามนั้นกลับซุกซ่อนความมืดมิดที่ยากจะคาดเดา เฉกเช่นเบื้องหลังความสำเร็จของผู้คน ย่อมมีความขมขื่นที่ผู้อื่นไม่อาจเข้าถึง
ณ หมู่บ้านตระกูลเฉิน รถบรรทุกคันหนึ่งแล่นมาจอดเทียบหน้าประตูบ้านหลังหนึ่ง ชายฉกรรจ์สองคนกำลังโยนกล่องโฟมที่บรรทุกมาลงพื้นอย่างไม่ไยดี น้ำในกล่องสาดกระเซ็นเจิ่งนองไปทั่วพื้นดิน โดยเฉพาะเมื่อคราบน้ำผสมกับฝุ่นดินจนกลายเป็นโคลนตม ทำให้สภาพกล่องดูสกปรกเลอะเทอะจนดูไม่ได้ แต่ชายทั้งสองกลับทำท่าทีทองไม่รู้ร้อน ไม่ยี่หระต่อสิ่งที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย
ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยที่เห็นเหตุการณ์ต่างรีบพากันเข้ามามุงดู เมื่อเห็นการกระทำของชายสองคนนั้น พวกเขาก็หันไปชี้ชวนวิพากษ์วิจารณ์เฉินเฟิง พร้อมทั้งจับกลุ่มซุบซิบนินทากันอย่างออกรส
"เศษขยะพวกนี้ฉันขนเอามาคืนแก ต่อไปไม่ต้องเอาปลาเน่ากุ้งเน่าพวกนี้ไปส่งที่โรงแรมของเราอีก ความร่วมมือระหว่างเราถือว่าสิ้นสุดลงแค่นี้"
หลังจากโยนข้าวของทั้งหมดลงพื้นจนเกลื่อนกลาด ชายร่างท้วมจึงค่อยหันกลับมาเอ่ยกับเฉินเฟิงที่ยืนแข็งทื่อเป็นตอไม้ด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"ทะ...ทำไมล่ะครับ? ไหนพวกคุณตกลงกันแล้วว่าจะรับสินค้าของบ้านผมไม่ใช่เหรอ?"
แววตาของเฉินเฟิงฉายความสับสนมึนงงวูบหนึ่ง เขาเป็นเพียงคนตัวเปล่าเล่าเปลือยไร้ที่พึ่งพิง มีเพียงบ่อปลาที่ทางบ้านทิ้งไว้ให้เป็นเครื่องมือเลี้ยงชีพ โรงแรมแห่งนี้กว่าเขาจะติดต่อประสานงานจนได้ออเดอร์มาต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจไปไม่น้อย
เดิมทีเขาคิดว่าเมื่อมีช่องทางระบายสินค้า ชีวิตความเป็นอยู่ก็น่าจะดีขึ้นบ้าง ทว่าผ่านไปไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์กลับถูกทางโรงแรมตีกลับสินค้าเสียอย่างนั้น เฉินเฟิงไม่อาจยอมรับความจริงตรงหน้าได้ เขาพยายามฝืนฉีกยิ้มที่มุมปาก ทั้งที่แววตายังคงเหม่อลอย เอ่ยถามชายร่างท้วมออกไป
"เหอะ จะใช้หรือไม่ใช้ของบ้านแกมันก็เป็นเรื่องของทางเรา แกมีสิทธิ์อะไรมาสาระแน? สาเหตุเพราะปลาของแกก้างมันเยอะเกินไป ลูกค้าเขาไม่ปลื้ม ก็เหมือนกับคนบางคนที่มีหนามแหลมคมรอบตัวนั่นแหละ แต่ใช่ว่าแกจะเที่ยวไปทิ่มแทงใครสุ่มสี่สุ่มห้าได้ เข้าใจหรือยัง?"
ใบหน้าของชายร่างท้วมเผยรอยยิ้มเย้ยหยัน สายตาที่มีความนัยแอบแฝงกวาดมองสำรวจเฉินเฟิงตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเอ่ยประโยคทิ้งท้ายด้วยเสียงแผ่วเบา
เมื่อได้ยินประโยคนั้น เฉินเฟิงก็ชะงักงันไปครู่หนึ่ง เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังพูดจาเหน็บแนมตนเอง แต่เพียงไม่นานเขาก็เข้าใจถึงต้นสายปลายเหตุทั้งหมดทันที
เรื่องมีอยู่ว่า ครั้งก่อนตอนที่เฉินเฟิงไปส่งของที่โรงแรม เขาบังเอิญเห็นหญิงสาวหน้าตาดีคนหนึ่งจึงเผลอมองนานไปหน่อย ผลปรากฏว่าถูกทายาทเศรษฐีรุ่นที่สองคนหนึ่งเข้ามาขวางหน้า และด่าทอเหยียดหยามอย่างรุนแรง แม้เฉินเฟิงจะโกรธแค้นเพียงใด แต่เขาก็รู้สถานะตัวเองดีว่าไม่อาจไปต่อกรกับคนพวกนั้นได้ ท้ายที่สุดจึงทำได้เพียงก้มหน้าเดินหนีออกมา
เฉินเฟิงคาดไม่ถึงเลยว่าเรื่องเพียงเล็กน้อยแค่นั้น จะกลายมาเป็นชนวนเหตุทำลายอนาคตของเขาจนพังพินาศ และไม่คิดเลยว่าทายาทเศรษฐีคนนั้นจะมีจิตใจคับแคบถึงเพียงนี้ ความเคียดแค้นชิงชังต่อคนคนนั้นเริ่มก่อตัวขึ้นเงียบๆ ภายในใจ
"ดูสิ ฉันบอกแล้วว่าบ่อปลาบ้านนั้นมันไม่ได้เรื่อง ไม่งั้นตาเฒ่าเฉินจะยากจนข้นแค้นไปทั้งชีวิตเรอะ"
"นั่นสิ ไอ้เฉินเฟิงนี่ก็ตัวล้างผลาญจริงๆ เงินที่ตาเฒ่าเฉินอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิต คราวนี้คงถูกมันผลาญจนหมดเกลี้ยงแล้วมั้ง"
"ก็นะ ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขแท้ๆ มันก็งี้แหละ ตาเฒ่าเฉินดีกับมันขนาดไหน ตายไปแล้วมันจะมีหน้าไปพบแกที่ปรโลกได้ยังไง"
...
เสียงซุบซิบนินทาของชาวบ้านรอบข้างดังเล็ดลอดเข้ามาในโสตประสาทของเฉินเฟิงทุกถ้อยคำ ยิ่งตอกย้ำให้หัวใจที่บอบช้ำจนเป็นแผลเหวอะหวะของเขารู้สึกขมขื่นและรวดร้าวมากยิ่งขึ้น
ทว่าท้ายที่สุด เฉินเฟิงก็จนปัญญาจะแก้ไขสิ่งใด เขาเข้าใจดีว่าชายสองคนนี้ก็แค่ทำตามคำสั่งเจ้านาย จึงไม่ได้โต้ตอบอะไรกลับไป เขาได้แต่ทอดสายตามองรถยนต์ที่แล่นจากไปจนฝุ่นตลบ ก่อนจะส่ายหน้าถอนหายใจด้วยความอัดอั้นตันใจ ท่ามกลางเสียงนินทาที่ยังคงดังระงม เขาค่อยๆ ก้มลงอุ้มกล่องโฟมเหล่านั้นกลับเข้าบ้านไปอย่างเงียบเชียบ
เมื่อวางกล่องลงบนพื้นภายในบ้าน เฉินเฟิงก็ทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงเตาอย่างหมดเรี่ยวแรง ใบหน้าตายด้านเหม่อมองกล่องโฟมเปรอะเปื้อนโคลนตมเหล่านั้น ขอบตาเริ่มร้อนผ่าวและเปียกชื้นขึ้นมาทีละน้อย
บ้านหลังนี้เหลือเพียงเขาอาศัยอยู่ตามลำพัง ดั่งคำที่ชาวบ้านพูดกัน เขาไม่ได้เป็นคนของที่นี่โดยกำเนิด แต่เป็นเพียงเด็กทารกที่ถูกทิ้ง ไม่รู้แม้กระทั่งว่าพ่อแม่ที่แท้จริงคือใคร โชคดีที่ได้เฉินต้าซานเก็บมาเลี้ยงดูฟูมฟักเสมือนลูกในไส้
ในตอนนั้นเฉินต้าซานมีอายุล่วงเลยกว่าห้าสิบปีแล้ว แต่ก็ยังขยันขันแข็งทำงานในไร่นาเพื่อส่งเสียให้เฉินเฟิงได้เรียนหนังสือ น่าเสียดายที่สังขารไม่อาจต้านทานกาลเวลา สุดท้ายเฉินต้าซานก็จากไปเพราะอาการเจ็บป่วยในช่วงที่เฉินเฟิงกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น
ยังดีที่ก่อนสิ้นใจ เฉินต้าซานได้ทิ้งมรดกไว้ให้เฉินเฟิงก้อนหนึ่ง แม้จะเป็นเงินเพียงแปดพันหยวน แต่ก็เพียงพอให้เฉินเฟิงใช้ประทังชีวิตไปได้อีกระยะหนึ่ง
นับแต่นั้นมา เฉินเฟิงตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนและหันมาทำไร่ไถนาเพื่อหาเลี้ยงชีพ ชีวิตดูเหมือนจะพอถูไถไปได้ แต่ความสงบสุขก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อทางการเริ่มมีการจัดสรรที่ดินทำกินใหม่ เนื่องจากเฉินเฟิงไม่มีชื่อในทะเบียนบ้านของที่นี่ ที่ดินซึ่งเคยเป็นของเฉินต้าซานจึงถูกยึดกลับไปจัดสรรให้ผู้อื่น
เฉินเฟิงตกอยู่ในความสิ้นหวังถึงขีดสุด เขาครุ่นคิดหาทางออกอยู่นานจนกระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับบ่อปลาเก่าแก่ที่ถูกทิ้งร้างไว้หลังบ้าน พื้นที่ของมันมีขนาดประมาณหนึ่งร้อยตารางเมตร หลังจากนอนก่ายหน้าผากคิดทบทวนอยู่สามวันสามคืน ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจว่าจะลองเสี่ยงดวงกับบ่อปลาแห่งนี้ดูสักตั้ง
เมื่อตัดสินใจแน่วแน่ เฉินเฟิงก็ไม่ลังเลอีกต่อไปเขานำเงินเก็บก้อนสุดท้ายที่เฉินต้าซานทิ้งไว้ให้มาลงทุนกับบ่อปลานี้จนหมดหน้าตัก จนกระทั่งกลายมาเป็นสถานการณ์ในปัจจุบัน
"เฮ้อ..."
เฉินเฟิงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ไม่ว่าจะอย่างไรในเมื่อเดินหน้ามาถึงขั้นนี้แล้ว เขาก็ต้องกัดฟันสู้ต่อไปให้ถึงที่สุด เขาใช้มือตบแก้มตัวเองแรงๆ เพื่อเรียกสติ ก่อนจะยกลังโฟมเหล่านั้นเดินมุ่งหน้าไปยังบ่อปลา
บ่อปลาอยู่ห่างจากตัวบ้านไปไม่ไกลนัก เดินออกจากประตูหลังไปเพียงยี่สิบเมตรก็ถึงจุดหมาย เมื่อวางลังโฟมลงที่ริมขอบบ่อ เฉินเฟิงก็ทิ้งตัวลงนั่งบนคันกั้นดิน สายตาเหม่อมองลงไปยังก้นบ่อที่น้ำใสกระจ่าง พลางรู้สึกว่าอนาคตของตนเองเริ่มกลับมามืดมนไร้หนทางอีกครั้ง ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร
แต่ในขณะที่เฉินเฟิงกำลังนั่งเหม่อลอยอยู่นั้น จู่ๆ สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นเงาสีแดงสายหนึ่งว่ายผ่านวูบไปที่ก้นบ่อลึก สีสันของมันดูโดดเด่นสะดุดตาท่ามกลางฝูงปลาสีดำทอ แต่วินาทีที่เฉินเฟิงได้สติและพยายามกวาดสายตาค้นหาเงาสีแดงปริศนานั้นอีกครั้ง มันกลับหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันมุ่น เขาไม่น่าจะตาฝาด เพราะนี่มันกลางวันแสกๆ แถมสีสันนั้นยังเด่นชัดขนาดนั้น จังหวะที่เฉินเฟิงกำลังจะละสายตา เงาสีแดงนั้นก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้เขาเห็นมันเต็มสองตาจนต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
เขารู้ดีที่สุดว่าพันธุ์ปลาที่ซื้อมาปล่อยนั้นไม่มีปลาสีแดงปะปนมาด้วยอย่างแน่นอน ความอยากรู้อยากเห็นพุ่งพล่านขึ้นมาทันที ดวงตาของเขาจดจ้องไปที่เงาสีแดงนั้นอย่างไม่กระพริบ
ไม่นานเขาก็เห็นเจ้าปลาสีแดงตัวนั้นว่ายเข้าไปหลบอยู่ในมุมหนึ่ง เฉินเฟิงลิงโลดใจขึ้นมาทันที เพราะจุดนั้นเป็นตำแหน่งที่เขาวางตาข่ายดักปลาเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวานพอดี
ไวเท่าความคิด เฉินเฟิงรีบพุ่งตัวไปที่ขอบบ่อและรวบตาข่ายขึ้นมาทันที ฝูงปลาจำนวนมากดิ้นพล่านอยู่ในตาข่าย แต่ด้วยจำนวนปลาที่มากเกินไป ทำให้เขาหาเจ้าปลาสีแดงตัวนั้นไม่เจอในทีแรก
สุดท้ายเขาต้องลากตาข่ายขึ้นมาบนฝั่ง พลิกค้นอยู่พักใหญ่ในที่สุดก็เจอตัวการ เจ้าปลาสีแดงตัวนั้นมีขนาดตัวโตเต็มวัย น้ำหนักน่าจะราวๆ หนึ่งจินกว่าเห็นจะได้ แววตาของเฉินเฟิงฉายแววยินดีปรีดา เขาไม่ทันได้สังเกตด้วยซ้ำว่ามันเป็นปลาสายพันธุ์อะไร รีบจับมันแยกใส่กะละมังใส่น้ำข้างๆ ไว้ก่อน
จากนั้นเขาก็รีบทะยอยปล่อยปลาตัวอื่นๆ ในตาข่ายกลับลงสู่บ่อ เพราะตอนนี้ช่องทางการขายถูกตัดขาดไปแล้ว หากเอาปลาขึ้นมาตายเปล่าบนบกก็รังแต่จะเสียของเปล่าประโยชน์
เมื่อจัดการปล่อยปลาตัวอื่นเรียบร้อยแล้ว เฉินเฟิงถึงได้ยกกะละมังใบนั้นขึ้นมาดูด้วยความตื่นเต้น ทว่าเมื่อเขาพินิจมองเจ้าปลาสีแดงตัวนั้นอย่างละเอียด ดวงตาของเขาก็เบิกโพลงด้วยความตื่นตะลึงสุดขีด นัยน์ตาฉายประกายแห่งความอัศจรรย์ใจอย่างปิดไม่มิด