บทที่ 68 คู่หู
บทที่ 68 คู่หู
เสียงฝีเท้าที่ไม่เป็นจังหวะและเร่งรีบสะท้อนก้องในระเบียงที่ว่างเปล่า ทั้งคู่ก้าวขึ้นบันไดพลางกวาดตามองไปรอบๆ อย่างระวัง
“แน่ใจนะว่าใช่ที่นี่?” ท่าท่าเแสร้งของโจวไท่ฝูหายไปแล้ว น้ำเสียงแหบต่ำผ่านการเจนโลก แววตาคมกริบราวคมมีด ข้างกายเขาคือคู่หู… และเป็นคนรัก สวี่เหวิน
ความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ใช่แบบคู่รักทั่วไปที่เจอกันในบาร์หรือทางออนไลน์ แต่พบกันกลางบึงโคลนลึกในป่าฝนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เสียงสาดกระสุนคือดนตรีประกอบเรื่องราวของพวกเขา หนอนแมลงวันสีขาวคลานออกจากกะโหลกศีรษะเป็นพยานรัก ทั้งคู่คือทหารรับจ้าง ทำงานให้กับทุกคนที่จ่ายหนักพอ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล กองกำลังกบฏ นายจ้างเอกชน หรือหัวหน้าเผ่า
ในหลุมโคลนชื้นแฉะและเน่าเหม็นนั้น พวกเขาเคยให้คำมั่นว่าเมื่อหาเงินได้สองพันล้าน พวกเขาจะกลับบ้าน เปิดมินิมาร์ทเล็กๆ ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข
แต่…
เมื่อเงินกองพะเนิน ชื่อของพวกเขาก็เริ่มเลื่องลือ นายจ้างชื่นชอบคนแบบนี้ เงียบกริบ มีประสิทธิภาพ และทำได้ทุกงาน ตั้งแต่ปกป้องประเทศไปจนถึงลักพาตัวคนชราไร้ทางสู้ สังหารทั้งทหารติดอาวุธหรือแม้แต่เด็กตัวเล็กๆ เงินทองก็ยังไหลมาไม่ขาดสาย หัวก็ยังหล่นไม่หยุด ศพกองพะเนินในบึง เลือดที่อาบเปื้อนหิน พอฝนตกลงมาก็ชะล้างทุกอย่างไป รวมทั้งบาปของพวกเขา
จากสองพันล้าน เป็นสามพันล้าน สี่พันล้าน จนพวกเขาลืมคำมั่นสัญญาไปหมด พวกเขาเฟื่องฟูขึ้นจากการฆ่า ความเร้าใจของการไล่ล่าได้กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง ชีวิตมนุษย์เป็นแค่ของเล่นในมือ มีเพียงชั่วงเวลานี้เท่านั้นที่พวกเขาจะรู้สึกสงบอย่างแท้จริง
ใต้ร่มเงาต้นไม่ใหญ่ ทั้งคู่เอนกายพิงกัน กลิ่นเลือดยังคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นดินปืน เศษสะเก็ดระเบิดและชิ้นส่วนร่างกายเกลื่อนรอบตัว เลือดหยดจากใบไม้ราวหยาดฝน โลกเงียบงันและถูกย้อมเป็นสีแดงฉาน
ในตอนนั้นเอง… พวกเขาก็ได้เข้าใจ
สิ่งที่ต้องการไม่ใช่เงิน แต่คือความสุขสมที่ได้จากการพรากลมหายใจของใครสักคน ทว่า งานทหารรับจ้างก็ไม่เพียงพออีกต่อไป… จนวันที่พวกเขาผลักบานประตูแปลกๆ ในความฝันเข้าไป
“แน่ใจนะว่านี่คือห้องเก็บแฟ้ม?” โจวไท่ฝูขมวดคิ้วถามอีกครั้ง สัญชาตญาณของอดีตทหารรับจ้างทำให้เขาไม่ไว้ใจอะไรง่าย ๆ
“แน่สิ” สวี่เหวินกวาดตามองไปรอบๆ ประตูอื่นๆ ทั้งหมดถูกล็อกและไร้ผู้คน “ฉันถามมาลานมาแล้ว ใช้เวลานานเลยกว่าจะกล่อมให้พูดความจริงได้”
“แล้วมาลานจะโกหกเธอหรือเปล่า?”
สวี่เหวินนิ่งคิดก่อนส่ายหน้า “ไม่รู้สิ แต่เราก็ต้องระวังไว้ก่อน” เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา “รีบเถอะ เจินเจี้ยนเหรินคงถ่วงเวลาให้เราได้ไม่นาน ถ้าเขาลากนักเรียนกับครูมาที่นี่…”
โจวไท่ฝูยิ้มอย่างชั่วร้าย “ถ้ามันกล้ามา ก็อย่าหวังว่าจะได้กลับไป”
“อย่าฆ่าใครถ้าไม่จำเป็น” สีหน้าสวี่เหวินพลันมืดลง “อย่าลืมกติกาที่นี่”
“ก็ได้ๆ”
หลังเลี้ยวที่มุมตึก พวกเขาก็พบห้องประหลาด ขนาดจากภายนอกใหญ่กว่าห้องเรียนปกติราวสี่เท่า แต่กลับติดประตูโลหะใหม่เอี่ยม เหมือนเพิ่งติดตั้งได้ไม่ถึงครึ่งปี ขณะที่ประตูอื่นขึ้นสนิมและเก่าโทรม
สีหน้าของทั้งคู่เปลี่ยนทันที
“ได้กลิ่นนั่นไหม?” โจวไท่ฝูถามด้วยเสียงเย็น
สวี่เหวินพยักหน้า มองไปที่ประตู “กลิ่นเลือด” มีบางอย่าง… เกิดขึ้นในนั้น
โจวไท่ฝูดึงสวี่เหวินให้หลบอยู่ข้างหลัง มือซ้ายจับลูกบิดเปิดประตู มือขวาสะบัดมีดสั้นออกมาทันที หลังจากอยู่ด้วยกันมานาน สวี่เหวินก็คุ้มกันด้านหลังให้อย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องสั่ง
พอบานประตูเปิดออก โจวไท่ฝูก็ถอยกรูดทันที
ประตูส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด แต่ไม่มีอันตรายพุ่งมา ทว่ากลับมีกลิ่นคาวเลือดรุนแรงราวกับกำแพงหนาทึบกระแทกใส่พวกเขาทันทีที่พวกเขาเปิดประตู
มีใครบางคนเอนพิงอยู่กับผนังในห้องนั้น ศีรษะหันมาทางประตู ขาทอดไปทางผนัง ดูจากเสื้อผ้า… นี่คือ โหลวอี้
“ฉันคิดไว้อยู่แล้ว…” สวี่เหวินพูดเสียงเย็น น้ำเสียงไม่ได้แฝงความประหลาดใจแม้แต่น้อย
เช่นเดียวกับเจียงเฉิง เธอสังเกตได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติเกี่ยวกับโหลวอี้ ตอนที่พวกเขาประชุมกันในห้อง 404 เธอเห็นว่ากล้องที่ควรจะอยู่ในความดูแลของเจียงเฉิงหายไป เธอกวาดสายตาสำรวจรอบห้องอย่างเงียบ ๆ แล้วทำทีเป็นก้มลงผูกเชือกรองเท้า ก่อนจะพบว่ากล้องนั้นถูกซ่อนอยู่ใต้เตียง เลนส์กล้องหันออกไปด้านนอก
เจียงเฉิงนั่งข้างเตียง ใช้ขาทั้งสองบังกล้องไว้ไม่ให้คนอื่นสังเกตเห็น ขณะเดียวกัน สวี่เหวินขมวดคิ้วเล็กน้อย และก็เข้าใจทันทีว่าทำไมเขาถึงทำแบบนี้
ในกลุ่มของพวกเขา… มีผีปะปนอยู่ด้วย และนั่นก็อธิบายได้อย่างสมบูรณ์ว่าทำไมใกล้จะสิ้นสุดภารกิจแล้วแต่กลับยังไม่มีใครตาย รวมถึงทำไมผีถึงหายตัวไปเฉย ๆ
เธอยืดตัวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่แสดงอาการอะไรออกมา แล้วในใจเริ่มคาดคะเนว่า… จะเป็นใคร?
เธอใช้เหตุผลในการตัดเจียงเฉิงกับเจ้าอ้วนออกไปก่อน ถ้าเจ้าอ้วนเป็นผี เจียงเฉิงคงไม่ต้องเสียเวลารวบรวมทุกคนมาทดสอบในห้องตัวเอง เขาน่าจะวิ่งหนีไปตั้งแต่แรก… ถ้าไม่ถูกฆ่าตายไปก่อน
จากนั้นเธอก็ตัดสามคนในห้องของตัวเองออก เพราะพวกเขาอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ไม่มีโอกาสให้ผีฆ่าแล้วสวมรอยได้เลย เหลือเพียง… คู่จากห้อง 405 เท่านั้น
สวี่เหวินเหลือบมองเจินเจี้ยนเหรินกับโหลวอี้จากหางตา ไม่ว่าจะมองยังไง ก็ไม่เห็นสิ่งผิดปกติใด ๆ ในตัวพวกเขา แถมตอนที่โหลวอี้ได้ยินการวิเคราะห์เรื่องผี ดวงตาของเขายังมีแววหวาดกลัวอยู่จริง ๆ
ทันใดนั้นความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว สวี่เหวินหันไปมองจางอิ้นอิ้น เด็กสาวคนนั้นไวต่อความรู้สึกมาก และใช้เวลาไม่นานก็รับรู้ได้ถึงสายตาของสวี่เหวิน ทันทีที่สายตาทั้งคู่ประสานกัน ทั้งสองก็หันหน้าหนีแทบจะพร้อมกัน
หลังออกจากห้อง 404 กลุ่มของสวี่เหวินก็กลับมาที่ห้อง 406 ระหว่างเก็บของ สวี่เหวินเห็นแสงแวววาวบางอย่างในมือของจางอิ้นอิ้น แต่เมื่อเธอตั้งใจจะมองให้ชัด สิ่งนั้นก็หายไปแล้ว เธอเดินเข้าไปอย่างไม่เร่งรีบ โน้มตัวลงกระซิบข้างหูอีกฝ่ายเบา ๆ ว่า
“เศษกระจกเล็ก ๆ ของเธอนั่น ใช้สะท้อนให้เห็นผีได้สินะ? ฉันเห็นเธอใช้เมื่อวาน”
จางอิ้นอิ้นชะงักกึก
สวี่เหวินพูดต่อ น้ำเสียงเย็นเรียบ
“พวกเรา… มีผีอยู่ในกลุ่มแล้ว”