บทที่ 61 หายสาบสูญ
บทที่ 61 หายสาบสูญ
หลัวอี้รู้สึกอึดอัดเมื่อถูกสายตาทุกคู่จับจ้อง สุดท้ายเป็นเจียงเฉิงที่ก้าวนำออกมา เพื่อพาทุกคนไปที่การซ้อม เรื่องอื่นค่อยคุยกันทีหลัง
พวกเขาผลักประตูเข้าไป และต่างก็งุนงงกับภาพที่เห็น ในห้องเรียนดนตรีขนาดใหญ่มีคนอยู่เต็มไปหมด นักเรียนจำนวนไม่น้อยแอบโดดเรียนมาที่นี่ ทั้งห้องเต็มไปด้วยใบหน้าที่อ่อนเยาว์ ทว่าบรรยากาศนั้นกลับแฝงไปด้วยความกระวนกระวาย
กลุ่มเด็กผู้หญิงจับกลุ่มซุบซิบกัน ขณะที่สภานักเรียนดูเหน็ดเหนื่อยกับการพยายามควบคุมความเรียบร้อย จนกระทั่งครูผู้ดูแลระบบแสงตะโกนขึ้นมา บรรยากาศจึงค่อยสงบลง
มีกล้องตั้งอยู่สองตัว เจียงเฉิงถือกล้องที่สามารถถ่ายติดผีได้ ส่วนอีกตัวอยู่ในมือของสวี่เหวิน
เจียงเฉิงหันไปมองทุกคน “มีใครอยากอาสาทำงานนี้ไหม?”
ข้าง ๆ มีขาตั้งกล้องเตรียมไว้เรียบร้อย แต่ไม่มีใครเอื้อมมือมารับ และไม่มีเสียงตอบ ทุกคนรู้ดีว่าหลงเทาเพิ่งเสียชีวิตไปได้ไม่นานหลังจากที่เขาใช้กล้องตัวนี้ถ่ายรอบในซ้อมครั้งก่อน
จางอิ้นอิ้นเหลือบมองเจียงเฉิงอย่างเงียบ ๆ แต่ก็ถูกเขาจับได้ เขาเชิดคอมองเธอตรง ๆ แล้วถามเสียงดัง “คุณจาง สนใจจะอาสาไหม?”
“ไม่… ไม่ค่ะ” จางอิ้นอิ้นรีบโบกมือ “ฉันไม่เป็นไร”
ด้วยประสบการณ์จากครั้งก่อน ทำให้การซ้อมคราวนี้ราบรื่นกว่าเดิมมาก การร้องประสานเสียงของสามห้องแรกผ่านไปอย่างรวดเร็ว จากนั้น… ก็ถึงคิวของวงประสานเสียงกลุ่มสุดท้าย
สวี่เหวินเปิดกระเป๋า หยิบกล้องอีกตัวออกมา แล้วตั้งบนขาตั้งข้าง ๆ กล้องตัวแรก ปรับมุมให้เลนส์ครอบคลุมทั้งสามห้องเรียน นักเรียนจากทั้งสามห้องเดินขึ้นเวที สลับตำแหน่งไขว้กันไปมา ใส่เครื่องแบบเหมือนกัน ทรงผมและส่วนสูงใกล้เคียงกันราวกับเป็นคน ๆ เดียว เสียงร้องสลับระหว่างอ่อนนุ่มกับหนักแน่นตามจังหวะวาทยกร จนเมื่อเสียงดนตรีเข้าสู่ท่อนสุดท้าย เพลงก็ไต่ถึงจุดพีค…
บรรยากาศของการแสดงตัดกับความรู้สึกภายในห้องโดยสิ้นเชิง
โจวไท่ฝูหน้าซีดขาว จ้องจอไม่กะพริบ มือสั่นระริก “ไหน… เธอหายไปตอนไหน?”
ภาพจากกล้องทั้งสองแสดงสิ่งเดียวกัน บนเวทีมีอยู่ 48 คน
คนเกินมา… หรือผีตัวนั้นหายไปแล้ว
เจินเจี้ยนเหรินกัดฟัน ดึงกล้องมาแล้วหมุนไปทางประตู เชาหยิบกล้องที่สามารถถ่ายติดผีขึ้นมา
การซ้อมครั้งที่สองจบลง นักเรียนและเจ้าหน้าที่ทยอยออกจากห้องเรียนดนตรี และเมื่อเดินออกมา พวกเขาก็สังเกตเห็นว่ามีกล้องอีกตัวจับภาพพวกเขาอยู่มุมหนึ่ง เจียงเฉิงอธิบายว่ากำลังเก็บภาพเบื้องหลังไว้
“ขอบคุณนะ” หลังจากส่งเจ้าหน้าที่ชุดสุดท้ายออกไป เฟิงหลานก็เดินเข้ามาหาพร้อมร่างกายที่ดูเหนื่อยล้า เธอเหลือบมองโหลวอี้เพื่อยืนยันว่าเขายังอยู่ ก่อนจะหันไปหาสวี่เหวิน
“คุณสวี่” น้ำเสียงของเธอฟังดูประหลาด “ฉันขอ… คุยกับคุณเป็นการส่วนตัวได้ไหม”
“คุยตรงนี้ก็ได้” สวี่เหวินตอบเรียบ ๆ
เฟิงหลานหลุบตาลงเล็กน้อย “เอ่อ…”
“ไม่สะดวกงั้นเหรอ?”
“ไม่ใช่อย่างนั้น” เฟิงหลานรีบส่ายหัว พลางเหลือบตามองไปตามทางเดิน ตอนนี้คนส่วนใหญ่กลับไปหมดแล้ว เหลือเพียงไม่กี่คนที่ดูไม่ได้สนใจพวกเธอนัก ก่อนจะหันกลับมากระซิบเสียงเบา “คุณ…เคยไปตึกเก็บอุปกรณ์ไหม?”
สีหน้าของสวี่เหวินเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเป็นปกติ “เคย ก่อนเรามาที่นี่ พวกเราแวะไปเอาอุปกรณ์ที่ฝากไว้ที่นั่น”
“อย่าไปที่นั่นอีกเลย” สีหน้าของเฟิงหลานดูร้อนรนขึ้นมา
“ทำไม?” ได้ยินเช่นนั้น เจิ้นเจี้ยนเหรินก็เริ่มยืนไม่ติด เพราะเขาเองก็เคยถูกผีที่นั่นล่อลวง
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ช่วยสัญญาว่าจะไม่ไปอีกก็พอ ปกติคนในโรงเรียนต่างก็เลี่ยงที่นั่นกัน” เสียงของเฟิงหลานแผ่วลง “ถ้าผู้บริหารโรงเรียนรู้ว่าพวกคุณเคยไปที่นั่น คงไม่พอใจแน่”
สวี่เหวินนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า “ได้ ขอบคุณนะ”
“งั้นฉันไปก่อนนะ คุณก็ควรกลับไปพักได้แล้ว”
“ลาก่อน”
หลังเฟิงหลานเดินจากไป เจินเจี้ยนเหรินก็ยกกล้องขึ้นเล็งไปทางด้านหลังของเธอ แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ พวกเขาถ่ายรูปคนทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์แล้ว แต่ก็ยังหาเด็กผู้หญิงปริศนาคนนั้นไม่เจอ ราวกับผี…ได้หายตัวไปแล้ว
สีหน้าของเจินเจี้ยนเหรินพลันมืดลง เขารู้ดีว่าตัวเองถูกหมายตาไว้แล้ว และอาจลงเอยเหมือนผู้หญิงในชุดกี่เพ้า หรือหลงเทาได้ทุกเมื่อ
สวี่เหวินก้าวออกมาข้างหน้า เอ่ยขึ้นอย่างหนักแน่น “กลับกันเถอะ ที่นี่ไม่เหมาะจะคุย”
บ่ายสามโมง แดดยังแรงอยู่ เจียงเฉิงอ้างว่าอยากไปโรงอาหาร เขาตั้งตารอตั้งแต่เห็นเมนูตอนเที่ยงแล้ว สี่โมงเย็นโรงอาหารจะมีเมนูอย่างสเต๊กพริกไทยดำ ไก่ผัดพริกเสฉวน หมูพะโล้ ฯลฯ
“ไปสั่งเถอะ” เจินเจี้ยนเหรินหามุมเงียบ ๆ นั่ง เขาแค่อยากซื้อขนมปังรองท้องก็พอ แต่เจียงเฉิงดันพูดว่า “อาจเป็นมื้อสุดท้ายของนายก็ได้” มือของเจินเจี้ยนเหรินก็สั่นจนตะเกียบแทบร่วง
“นายกินเถอะ” เขาวางตะเกียบลง “ฉันไม่หิว” คนอื่นก็ไม่มีอารมณ์กินนัก ต่างตักไปแค่คนละไม่กี่คำ มีเพียงเจียงเฉิงที่กินอย่างเอร็ดอร่อย กวาดข้าวไปสองชามเต็ม แล้วยังห่อหัวเป็ดกลับไปกินเป็นมื้อดึกอีก
“ฉันนี่ทึ่งจริง ๆ” โจวไท่ฝูเดินตามหลังเจียงเฉิง พลางทำท่าจะร้องไห้ “ขนาดนี้แล้วยังกินลงได้ไง?”
แปลกดีที่การที่ผีหายตัวไปกลับทำให้พวกเขารู้สึกกังวลมากกว่าตอนมันปรากฏตัวเสียอีก
“เรื่องความอยากอาหารมันเกี่ยวอะไรกับผี?” เจียงเฉิงถือถุงหัวเป็ดในมือหนึ่ง อีกมือถือชาเย็นแก้วใหญ่ “ฉันกินเพื่อตัวเอง ไม่ใช่กินแทนผี”
โจวไที่ฝูคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ยังหาเหตุผลมาโต้แย้งไม่ได้
เมื่อพวกเขากลับถึงหอพัก สวี่เหวินเรียกโหลวอี้ทันที เมื่อทุกคนหันมอง เขาก็ยิ่งมีท่าทางประหม่า เขานั่งลงบนเก้าอี้ในห้อง 406 และถูกล้อมเอาไว้
“ฉันรู้ดีว่าพวกนายอยากจะรู้อะไร” โหลวอี้ถอนหายใจ “แต่คงทำให้ผิดหวังแล้วล่ะ ห้องเก็บแฟ้มไม่มีอะไรเลย มีแต่หนังสือเก่า ๆ กับเอกสาร”
“แค่นั้น?”
โหลวอี้พยักหน้า “ใช่”
สีหน้าของสวี่เหวินนิ่งเรียบ แต่น้ำเสียงเย็นลง “งั้นทำไมพวกเขาต้องจับตัวนาย?”