- หน้าแรก
- โอกาสพลิกชีวิต ลิขิตด้วยมือผม
- บทที่ 2 ลั่วไห่และเฉาหงอิง
บทที่ 2 ลั่วไห่และเฉาหงอิง
บทที่ 2 ลั่วไห่และเฉาหงอิง
บทที่ 2 ลั่วไห่และเฉาหงอิง
"แม่ครับ... ผมเองนะ" ลั่วฟานแสร้งดัดเสียงให้อ่อนระโหยโรยแรง
ที่ปลายสาย ใบหน้าของเฉาหงอิงซีดเผือดทันทีที่ได้ยินน้ำเสียงของลูกชาย ความตื่นตระหนกแทรกซึมเข้ามาในน้ำเสียงของเธอ "เล่ยเล่ย เป็นอะไรลูก? เกิดอะไรขึ้น?"
"แม่ครับ ผมเพิ่งถูกมอเตอร์ไซค์ชน ท้ายทอยกระแทกพื้น มึนหัวไปหมดจนยืนไม่ไหวแล้วครับ"
"อะไรนะ! ลูกโดนรถชนเหรอ? อยู่ที่ไหน? แม่จะไปหาเดี๋ยวนี้แหละ ลั่วไห่! ลั่วไห่ รีบเก็บของแล้วมากับฉันเร็ว ลูกโดนรถชน!" เฉาหงอิงตะโกนลั่นใส่โทรศัพท์
"หา? เกิดเรื่องแบบนั้นได้ยังไง? แล้วตอนนี้ลูกอยู่ไหน?"
ลั่วฟานกวาดสายตามองไปรอบๆ ท้องถนนดูไม่คุ้นตาเหมือนในอีกสิบสองปีข้างหน้าเลยสักนิด เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่านี่คือถนนเส้นไหน เขาหันไปหาจางซ่วย "เจ้าอ้วน ฉันมึนหัวจนดูไม่ออกว่าอยู่ที่ไหน นายบอกพ่อแม่ฉันที"
จางซ่วยพยักหน้า "คุณลุง คุณน้าครับ พวกเราเพิ่งเลี้ยวเข้ามาที่ถนนหน้าโรงเรียนมัธยมหมายเลข 3 ครับ"
เมื่อแม่ของลั่วฟานได้ยินว่าลูกชายจำสถานที่ไม่ได้ด้วยซ้ำ เธอก็ยิ่งร้อนรน วางสายแล้วรีบบุรุษมาทันที จางซ่วยคืนโทรศัพท์ให้กับชายวัยกลางคนเจ้าของเครื่อง
ลั่วฟานเงยหน้าขึ้น "เจ้าอ้วน นายไปสอบเถอะ สายแล้ว เดี๋ยวจะเข้าห้องสอบไม่ทันนะ"
"แต่นาย..."
"ฉันไม่เป็นไรจริงๆ"
"แน่ใจนะ?"
"ไม่เป็นไรหรอก นี่มันสอบเข้ามหาวิทยาลัยนะ นายจะมาพลาดเพราะฉันไม่ได้"
จางซ่วยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกัดฟันพูด "ไม่ได้! ฉันจะไม่ทิ้งนาย อย่างแย่ที่สุดก็แค่เรียนซ้ำอีกปี สภาพนี้ยังไงนายก็สอบวิชาภาษาอังกฤษไม่ได้อยู่แล้ว ต้องเรียนซ้ำเหมือนกันนั่นแหละ เดี๋ยวฉันอยู่เป็นเพื่อน!"
หัวใจของลั่วฟานรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา ในชีวิตก่อนจางซ่วยคือเพื่อนสนิทที่สุดของเขา
หลังจากจบมหาวิทยาลัย จางซ่วยกลับบ้านเกิดและสอบบรรจุเป็นข้าราชการ ในขณะที่ลั่วฟานกำลังดิ้นรนอย่างหนักในเมืองใหญ่ จางซ่วยนี่แหละที่คอยช่วยดูแลพ่อและแม่ของลั่วฟานให้ แค่โทรศัพท์กริ๊งเดียว เขาก็จะรีบมาทันทีโดยไม่ถามอะไรสักคำ
ในชาตินี้จางซ่วยก็ยังคงเต็มใจที่จะเรียนซ้ำชั้นไปพร้อมกับเขา ความหนักแน่นของความจงรักภักดีนั้นทำให้จมูกของลั่วฟานที่ด้านชาและแข็งกระด้างเริ่มแสบขึ้นมา
แต่เพราะแบบนั้น ลั่วฟานจึงไม่มีวันยอมให้จางซ่วยเสียเวลาไปเปล่าๆ อีกหนึ่งปีเด็ดขาด
เขาตั้งสติแล้วพูดว่า "เจ้าอ้วน พูดบ้าอะไรของนาย? ต่อให้ฉันไม่สอบอังกฤษ คะแนนรวมฉันก็ยังสูงกว่านายอยู่ดี รีบไปสอบซะ พอผลสอบออกแล้วเราจะได้ไปเข้ามหาวิทยาลัยด้วยกัน"
จางซ่วยกระพริบตาปริบๆ เขาไม่สงสัยประโยคแรกเลย คะแนนสอบจำลองครั้งที่สามของลั่วฟานสูงถึง 710 กว่าคะแนน ส่วนของเขาแค่ 550 ต่อให้ไม่มีคะแนนภาษาอังกฤษ ลั่วฟานก็ยังชนะเขาขาดลอย
สิ่งที่เขาสงสัยคือประโยคหลังต่างหาก เด็กเรียนเก่งระดับท็อปอย่างลั่วฟานจะยอมไม่เรียนซ้ำชั้นจริงๆ เหรอ?
"เสี่ยวลั่ว นาย..."
"ไปเถอะน่าเจ้าอ้วน ฉันพูดจริงนะ นายก็รู้สถานการณ์ที่บ้านฉันดี ฉันยังต้องดิ้นรนอะไรอีก? ชีวิต ม.6 มันนรกชัดๆ ขืนให้ฉันเรียนซ้ำอีกปี มีหวังสติแตกพอดี"
จางซ่วยรู้จักลั่วฟานดี เขาฟังออกถึงความจริงใจ ไม่มีคำโกหกเจือปน
ความจริงแล้วลั่วฟานหมายความตามนั้นทุกคำ เขารู้ตัวเองดี ด้วยความรู้ที่สนิมเกาะกินขนาดนี้ สอบให้ถึง 500 คะแนนยังยากเลย เขาคืนความรู้อาจารย์ไปหมดตั้งนานแล้ว
วิชาเดียวที่เขายังพอได้คือภาษาอังกฤษ เพราะเจ้านายในชาติก่อนของเขาเป็นคนออสเตรเลีย การสนทนาในชีวิตประจำวันล้วนเป็นภาษาอังกฤษ และการเขียนโค้ดโปรแกรมก็ต้องใช้ภาษาอังกฤษ ถ้าเขาเข้าสอบภาษาอังกฤษวันนี้ อย่างน้อยก็น่าจะได้สัก 120-130 คะแนน
ส่วนภาษาจีน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ถ้าสามวิชานี้รวมกันได้ 300 คะแนน เขาก็คงต้องกราบขอบคุณสวรรค์แล้ว
ดังนั้นการเรียนซ้ำชั้นจึงไม่ใช่ทางเลือกเลย
เมื่อได้ยินดังนั้น จางซ่วยก็เลิกเถียง "ตกลงเสี่ยวลั่ว ฉันไปสอบก่อนนะ ฉันจะพยายามขูดรีดคะแนนให้ได้อย่างน้อยร้อยคะแนน เราจะได้เข้ามหา'ลัยโครงการ 211 ด้วยกัน"
ลั่วฟานยิ้มกว้าง "เต็มที่เลยเจ้าอ้วน เอานี่ เคล็ดลับนะ ข้อไหนไม่รู้ ให้กาข้อ B"
"นายนี่สมเป็นเด็กเรียนเก่ง งั้นข้อ B จัดไป! ฉันไปละนะ!" จางซ่วยหมุนตัวแล้วออกวิ่งสุดฝีเท้าไปยังโรงเรียนมัธยมหมายเลข 3
มองดูแผ่นหลังเพื่อน ลั่วฟานยกยิ้มมุมปาก เขาจำได้ว่าในชีวิตก่อนหลังสอบเสร็จ จางซ่วยบ่นอุบว่า "วิชาอังกฤษ ข้อที่ไม่มั่นใจถ้าฉันเลือกกาข้อ B ทั้งหมด ป่านนี้คงถูกเพิ่มอีกห้าข้อ ได้คะแนนฟรีๆ สิบสองคะแนนแล้ว ถ้ากาข้อ D ก็ถูกสามข้อ กาข้อ C ก็ยังถูกสักข้อ แต่นี่ดันไปกาข้อ A หมดเลย ไม่ได้สักคะแนน ซวยชะมัด"
คะแนนสุดท้ายของจางซ่วยคือ 556 ขาดไปเพียงไม่กี่คะแนนก็จะติดมหา'ลัยชั้นนำโครงการ 211 ถ้ารวมสิบสองคะแนนนั้นเข้าไป เขาคงสอบติดไปแล้ว
ประมาณยี่สิบนาทีหลังจากจางซ่วยจากไป พ่อและแม่ของลั่วฟานก็มาถึง
พลเมืองดีช่วยพยุงลั่วฟานไปนั่งพักที่ม้านั่งใกล้ๆ เมื่อได้เห็นพ่อผู้มีสีหน้าวิตกกังวลแต่ร่างกายยังแข็งแรง และแม่ที่ผมยังดกดำไร้ริ้วรอยแห่งวัย เขาก็รู้สึกแสบจมูกขึ้นมาอีกครั้ง น้ำตาไหลอาบแก้ม
"พ่อครับ แม่ครับ ผม..."
"ไม่เป็นไรลูก ก็แค่สอบไม่ได้! ปีหน้าค่อยเรียนซ้ำใหม่ก็ได้ สำคัญที่ลูกปลอดภัยก็พอ" เฉาหงอิงโผเข้ากอดเขา เธอเข้าใจว่าที่เขาร้องไห้เป็นเพราะเสียดายที่ไม่ได้สอบวิชาภาษาอังกฤษ
ข้างๆ เธอ ลั่วไห่อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่คำพูดกลับจุกอยู่ที่ปากด้วยความเป็นคนพูดไม่เก่ง
"ไม่ต้องร้องนะลูก ลั่วไห่! ยืนบื้ออยู่ทำไม? รีบแบกลูกไปขึ้นรถสิ ไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้เลย"
ลั่วไห่พยักหน้า ย่อตัวลงแบกลั่วฟานขึ้นหลัง แล้วเดินตรงไปยังรถตู้หวู่หลิงของครอบครัว
ที่โรงพยาบาลประจำเมือง ผลการตรวจออกมาอย่างรวดเร็ว เนื้อเยื่ออ่อนที่ขาขวาฟกช้ำและมีอาการกระทบกระเทือนทางสมองเล็กน้อย... จึงทำให้เวียนหัว ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง พักผ่อนไม่กี่วันก็หาย
พ่อแม่ต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก
แต่ลั่วฟานกลับไม่รู้สึกโล่งใจเลย เพราะเมื่อพวกเขารู้ว่าเขาปลอดภัย ลั่วไห่ก็จะออกไปเซ็นสัญญานรกนั่น
ทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมา โทรศัพท์ของพ่อลั่วฟานก็ดังขึ้น ปลายสายโทรมาเร่งให้เขาไปเซ็นสัญญา
ลั่วฟานรีบพูดกับเฉาหงอิงทันที "แม่ครับ ผมอยากกินผลไม้ ให้พ่อไปซื้อให้หน่อยได้ไหมครับ?"
เธอพยักหน้าแล้วหันไปสั่ง "ตาแก่ลั่ว ลูกอยากกินผลไม้ ไปซื้อมาหน่อยสิ"
ลั่วไห่ลังเล "หงอิง พวกเขารอให้ผมไปเซ็นสัญญาอยู่... คุณไปแทน..."
เฉาหงอิงหรี่ตามองขวาง "สัญญาบ้าบอนั่นมันสำคัญกว่าลูกหรือไง? วันๆ คุณไม่เคยสนใจลูกเลย มีแต่ฉันที่ดูแล วันนี้ลูกเจ็บตัวขนาดนี้ คุณยังจะไม่อยู่ดูแลลูกอีกเหรอ?"
เจอภรรยาเกรี้ยวกราดใส่ ลั่วไห่ก็ตัวลีบ เขาบอกปลายสายว่าเรื่องสัญญาต้องรอไปก่อน แล้วกดวางสายทันที