เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 165 - ฉันเป็นศูนย์กลางของโลก (7) [11-06-2019]

บทที่ 165 - ฉันเป็นศูนย์กลางของโลก (7) [11-06-2019]

บทที่ 165 - ฉันเป็นศูนย์กลางของโลก (7) [11-06-2019]


บทที่ 165 - ฉันเป็นศูนย์กลางของโลก (7)

 

[แม้ว่าฉันจะพอเดาระดับของพลังเอาไว้แล้ว แต่ว่ามันชัดเจนมากเลยว่าโลกนี้อยู่ในระดับที่สูงมากไปกว่าโลกอื่นๆ บางทีอาจจะเป็นหนึ่งในโลกระดับสูงๆที่ได้ผ่านมหาภัยพิบัติครั้งที่ 3เลยก็ได้]

นี่คือความเห็นของเลียร่าที่พูดออกมาเมื่อพวกเขาเข้าไปในพระราชวังที่ยิ่งใหญ่ ยูอิลฮานก็ยังเห็นด้วยกับเธอ แต่ว่าฟีราตานั่นเหนือไปกว่านั้นก็คือทั้งๆที่พวกเขาเพิ่งจะเกิดมหาภัยพิบัติครั้งที่ 3 แต่พวกเขาก็มีคลาส 4 อยู่ถึง 5 คนแล้ว ลานปลาสอยู่ในระดับที่ต่างออกไปจากที่นั่น

"ฟุฟุ นายรู้สึกถึงเรื่องนี้แล้วสินะ"

เออร์ม่า แอน อิลต้าได้พูดออกมาอย่างภูมิใจในฐานะที่เธอเป็นองค์หญิงที่หนึ่งแห่งจักรวรรดิเพลลาเดีย

"กองกำลังในจักรวรรดิเรายิ่งใหญ่มาก พวกเรากระทั่งมีคลาส 4 ถึงสามคนในขณะที่คนอื่นๆแค่มีคนเดียวก็นับว่าโชคดี"

"องค์หญิงบอกเขาไปจะดีหรอครับ?"

"เก็บไว้แล้วได้อะไรล่ะ? เขาเป็นเชา เขาก็น่าจะรู้ได้ถึงคนพวกนั้นโดยที่ฉันไม่ต้องบอกด้วยซ้ำไป"

"หืม สามสินะ น่าทึ่งไปเลย"

ยูอิลฮานได้ตอบกลับไปแบบเฉยๆกับองค์หญิงที่ดูจะภูมิใจเอามากๆ

ยูอิลฮานไม่ได้ตกใจเลย ไม่สักนิด ในด้านพลังทางการทหารมันไม่ได้น่าตกใจเลยในเมื่อฟีราต้ายังเหนือไปกว่าเพลลาเดียซะอีก

"แล้วก็มีคนมากกว่าร้อยคนอีกนะที่อยู่ชายขอบของคลาส 4 แล้ว แต่ว่าพวกเขายังไม่อาจจะข้ามผ่านไปได้เพราะขาดแคลนคู่ต่อสู่กับบันทึกที่เหมาะสม"

ใช่แล้ว สิ่งที่ยูอิลฮานตกใจก็คือเรื่องความเชี่ยวชาญเวทย์ ในด้านความมั่นคง และจำนวนคนที่มหาศาลมากกว่าเมื่อนำไปเทียบกับที่ฟีราต้า

[ที่ฟีราต้ามีอัจฉริยะแค่ไม่กี่คน แต่ว่าที่นี่ก็มีคนที่มีพรสวรรค์อยู่มากมาย] (สเปียร่า)

[ยังไงก็ตามพวกเขาก็จะตายหากว่าไปไม่ถึงคลาส 4 น่าเศร้าจังเลยนะ ฉันคิดว่าฉันก็รู้สึกเห็นใจพวกเขานะในเมื่อฉันก็มีช่วงเวลาที่ฉันติดอยู่ชายขอบการกลายเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นสูงมาเป็นเวลานานก็ตาม] (สเปียร่า)

[โอ้ เอาจริงดิ? ฉันไม่เคยเห็นรู้เรื่องเลย ] (เลียร่า)

[โฮ่ เธออยากจะวัดกับฉันไหมล่ะ?] (สเปียร่า)

เพราะแบบนี้สงครามทูตสวรรค์ครั้งที่ 5 เลยได้เริ่มขึ้น แม้ว่าการต่อสู้จะเกิดขึ้นบนหัวของเขาแต่ยูอิลฮานก็เดินตามองค์หญิงกับคังมิเรย์ไปอย่างสบายๆในขณะที่เดาไปด้วยว่าเกิดการต่อสู้กันกี่ครั้งบนหัวของเขา

ในอ้อมแขนของยูอิลฮานดวงตาของยูมิลได้ส่องประกายออกมาเมื่อเขามองไปที่พระราชวังขนาดมหึมาและนายูนาก็ได้เดินไปตามเส้นทางอย่างสง่างามซึ่งแตกต่างไปจากตัวเธอตามปกติเอง ยูนาที่กำลังเดินอย่างเงียๆบยิ่งงดงามมากขึ้นไปจนถึงจุดที่ทำให้เขาต้องยอมรับเลยว่าทำไมเทพแห่งความงามถึงได้มอบพรให้กับเธอ

และเมื่อเรื่องที่คิดในหัวเขามากขึ้นๆไปทำให้เขาถามออกมา

"ทำไมเธอเงียบแบบนี้ล่ะ นี่มันไม่สมกับเป็นเธอเลยนะ"

"เมื่อไหร่ที่ฉันอยู่ในที่ที่ไม่คุ้น ฉันจำเป็นต้องเงียบ"

เธอได้พูดออกมาราวกับว่ามันชัดเจนอยู่แล้ว

"ฉันน่ะสวยเกินไปดังนั้นไม่ว่าเมื่อไหร่ที่ไปไหนคนก็จ้องแต่จะเพ็งเล็งฉัน ดังนั้นฉันจำเป็นจะต้องอยู่ติดกับคนที่ฉันไว้ใจ"

"ให้ตายสิเธอเนี้ยนะแล้วมันก็เป็นเหตุผลให้เกิดปัญหาเธอถูกลักพาตัวที่โลกขึ้นด้วยสินะ"

"แต่ว่ามันเป็นเรื่องจริงนะ มันช่วยไม่ได้นี่นา~"

เธอพูดมันออกมาเหมือนกับปกติได้ยังไงกันนะ? ยูอิลฮานได้แต่ตกใจแต่แล้วเขาก็ต้องยอมรับหลังจากที่สังเกตุได้ว่าทั้งเมด จอมเวทย์ แล้วก็อัศวินต่างๆที่พวกเขาเดินผ่านไปในโถงทางเดินต่างก็จ้องมองมาที่พวกเขา

ที่ยูอิลฮานเป็นปกติกับเธอได้ก็เพราะว่าเขาชินไปแล้วกับความสวยงามจากทูตสวรรค์รอบๆตัวเขา วามสวยงามของเธอมันมากพอที่จะทำให้ทุกๆคนไม่สนใจองค์หญิงที่มากับเธอได้เลย

ดังนั้นแล้วองค์หญิงก็ดูจะเศร้าลงไปเล็กน้อย

"เฮ้ เธอน่ะ หาอะไรซักอย่างมาปิดหน้าหน่อยสิ"

"นั่นมันจะเป็นทางเลือกสุดท้ายน้า~ มันไม่เป็นไรหรอกในเมื่อใบหน้าของฉันยังไม่ได้ทำให้ใครคลั่งไปน่ะ แล้วก็ยังมีคุณอัศวินรูปงามอยู่ข้างฉันด้วย!"

"ฉันปกป้องแต่ตัวเองเท่านั้นนะ"

"โอ้ว!"

ความโดดเดี่ยวของยูอิลฮานไม่มีวันจะถูกความสวยของนายูนาสั่นคลอนได้อยู่แล้ว นี่มันยิ่งไม่ต้องอธิบายเลยสำหรับองค์หญิง

"คุณยูอิลฮาน ฉันจะเตีรยมงานเลี้ยงในคืนนี้ดังนั้นวันนี้พักกันก่อนแล้วค่อยไปที่นั่นกันในวันพรุ่งนี้"

"ไม่ล่ะ ถ้าเธอบอกที่อยู่มาให้ฉัน ฉันจะไปเดี๋ยวนี้เลย"

"แต่ว่าราชวงศ์เตรียมการต้อนรับ..."

"ฉันจะจัดการมันก่อนคืนนี้ซักอีก บอกที่อยู่มาฉันจะไปเอง"

"...ฟู่"

องค์หญิงได้แต่ถอนหายใจออกมาหลังจากเจอความตั้งใจที่แน่วแน่ของยูอิลฮาน โชึดีที่ว่าเธอได้เจอกับคนแปลกๆมามากในช่วงชีวิตของเธอ มันน่าสนใจมากที่ทุกๆคนที่มีความสามารถที่ยอดเยี่ยมมักจะมีจุดแปลกๆในตัวเอง เธอได้คิดกับตัวเองว่ายูอิลฮานก็เป็นหนึ่งในคนจำพวกนั้น

"ถ้างั้นเดี๋ยวฉันจะชะลองานเลี้ยงไว้ล่ะกันนะ แล้วก็ในเมื่อเราส่งนายไม่คนเดียวไม่ได้... ขอเวลาให้เราไปเตรียมตัวซะ 20 นาทีได้ไหม?"

"งั้นก็ได้"

หลังจากองค์หญิงออกไปเตรียมตัวแล้ว ยูอิลฮาน นายูนา ยูมิลก็ได้รออยู่ในห้องที่คังมิเรย์ได้พักอยู่ตอนอยู่ในพระราชวังนี้ แม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยคิดมาก่อนว่าคังมิเรย์จะได้รับห้องในพระราชวังแบบนี้ แต่ยูอิลฮานก็ไม่ได้ถามอะไรออกไป

 

"มันอาจจะมีการต่อสู้ขึ้นในซากปรักหักพังนะ ในระหว่างยุคอาณาจักรเวทมนตร์มันมีเครื่องมือต่างๆมากมายเลยล่ะ"

"แม้แต่ฉันก็สงสัยว่ามันจะเป็นแบบนั้นเหมือนกัน จริงๆแล้วมันคืออะไรกันนะ?"

"นี่มันเหมือนเกม RPG เลยแหะ!"

"หลังจากได้เจอกับดักพวกนั้นนายจะไม่คิดแบบนั้นแน่ การทดสอบเปิดประตูหรืออะไรที่พวกนั้นพูดมันจะไม่มีความหมายเลยหากว่าคนที่เข้าไปตาย"

ดูเหมือนว่าคังมิเรย์จะพอรู้ในประวัติของซากปรักหักพัก ยูอิลฮานได้ลูบหัวยูมิลที่กำลังกัดคุกกี้อยู่ก่อนที่จะคิดบางอย่างขึ้นได้และหยิบเอาถุงคุกกี้ออกมาจากช่องเก็บของยื่นไปให้กับคังมิเรย์

"ถ้าเกิดการต่อสู้ขึ้น กินนี่ไปแค่อันเดียวนะ"

"นี่เป็นคุกกี้ที่นายทำ? แล้วที่ให้ฉันกินในการต่อสู้นี่...?"

คังมิเรย์ได้รับคุกกี้ไปแบบงงๆ และได้ตัวแข็งทื่อเมื่อได้อ่านข้อมูลของคุกกี้

"คุณอิลฮาน นี่มัน....?"

"เธอก็น่าจะเดาได้แล้วนี่ แต่ว่านี่ไม่ได้มีไว้ขาย"

"มันอะไรหรอ? อะไรอะ?"

ไม่นานนักที่นายูนาได้เอาถุงคุกกี้ไปจากคังมิเรย์ก็ตัวแข็งทื่อไป ยังไงก็ตามไม่นานนักเธอก็อุทานออกมา

"วาว นี่มันดูมีค่ามากๆเลยนะ"

"นี่ไม่ได้มีไว้ขายให้ทุกคน"

คังมิเรย์ที่พอจะเดาความหมายจากคำพูดได้ ได้หยิบเอาถุงคุกกี้คืนมาจากนายูนาและเก็บใส่ลงไปในกระเป๋าของเธอ เมื่อนายูนาจู้จี้อยากจะกินสักชิ้นบ้าง คังมิเรย์ก็ได้เขกหัวเธอแทนไป

ไม่นานหลังจากนั้นองค์หญิงที่ทั้งเนื้อตัวเต็มไปทั้งต่างหู แหวน มงกุฏ กำไล และแถมดูเธอจะได้เตรียมพิธีกรรมบางอย่างไว้ด้วยการโผล่ออกมา เธอได้ตะโกนออกมาอย่างกล้าหาญ

"เอาล่ะงั้นไปกันเถอะ"

"ฉันคิดว่ามันต้องมีข้อจำกัดในจำนวนเครื่องประดับที่เธอใส่สิ?"

"ฉันมีคลาสย่อยที่ทำให้ฉันใส่อาร์ติแฟคได้เพิ่มมากขึ้นน่ะ"

นี่คือคลาสย่อยที่ไร้ความหมายสำหรับใครคนอื่นนอกไปจากองค์หญิงแห่งจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่

ยูอิลฮานก็รู้ถึงศักยภาพที่ไร้ขีดสุดของคลาสย่อยเช่นกันในเมื่อตัวเขาเองก็มีคู่หูทูตสวรรค์ กับนักขี่มังกรเป็นคลาสย่อยอยู่ แต่ว่าเขาก็ได้แต่ยอมรับความพ่ายแพ้เมื่อมาเจอกับคลาสย่อยขององค์หญิง เขายังอยากได้คลาสย่อยนี้ด้วยซ้ำไป

[นายก็รู้ใช่ไหมว่าแค่เพราะอยากได้มันก็ไม่ได้หมายความว่านายจะสมหวัง? มันก็เหมือนอย่างที่นายได้รับคู่หูทูตสวรรค์กับนักขี่มังกรมาในสถานการณ์ที่พิเศษนั่นแหละ] (เลียร่า)

"แน่นอนว่าฉันรู้ ดังนั้นอย่างแรกเลยฉันจะต้องลองทำอาร์ติแฟคประเภทเครื่องประดับในอีกสองสามเดือนต่อไป"

[อ่า นายไม่ได้ฟังเลยสักนิด] (เลียร่า)

ในขณะที่ยูอิลฮานตัดสินใจไปแล้วว่าคลาสย่อยต่อไปของเขาจะเป็นอะไร องค์หญิงก็ได้พูดมาจนถึงคำสุดท้าย

"พวกเราได้เตรียมเรือเหาะไว้แล้วดังนั้นเราจะไปกันเลยใช่ไหม?"

"..คุณมิเรย์ อาณาจักรนี่ร่ำรวยสินะ?"

"ใช่แล้ว"

คังมิเรย์ได้หยักหน้าอธิบายออกมาทันที

"ฉันคิดว่าโลกทุกๆโลกจะเป็นเหมือนๆกัน แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่สินะ"

"ฉันอยากจะไปขึ้นเรือเหาะอ่า!"

"ทุกคนเร็วเข้า"

เรือบินได้ถูกเตรียมเอาไว้ในโซนบินในมุมหนึ่งของพระราชวังแล้ว มันไม่ได้ใหญ่อย่างที่เขาหวังเอาไว้แต่ว่าเรือเหาะมันก็มีความคงทนมากๆและมีรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูสวยงาม

"น่าทึ่งแหะ เธอทำหัตถกรรมมานาหินพลังเวทย์ด้วยตัวหินเอง"

ยูอิลฮานได้อุทานออกมาพร้อมๆกับตรวจดูอาร์ติแฟคมากมายที่ติดตังอยู่ตามจุดต่างๆของเรือเหาะ เมื่อทำการหัตถกรรมมานาบนหินพลังเวทย์มันมีความเป็นไปได้สูงที่จะถ่ายเทพลังที่เก็บไว้ในหินพลังเวทย์และมันจะทำให้หินพลังเวทย์ปล่อยมานาออกมาได้สเถียรกว่าเดิม

ถ้าหากว่าจะมีผลเสียมันก็คงจะเป็นการที่มันมีความเป็นไปได้ที่สูงมากๆที่ฟังก์ชั่นขออาร์ติแฟคที่สมบูร์จะถูกจำกัดไปและสรุปคือจะยิ่งเสียหินพลังเวทย์เสียเปล่ามากขึ้นในการสร้างอาร์ติแฟคที่มีฟังก์ชั่นแบบเดียวกันนั้น! ยูอิลฮานได้รู้สึกเสียดายขึ้นมาหลังจากได้เห็นหินพลังเวทย์คลาส 4 จำนวนมากฝังอยู่ในส่วนต่างๆบนเรือเหาะ

"ฟู่..."

[อ่า อิลฮานกำลังโกรธเงียบๆ!] (เลียร่า)

[จิตวิญญาณผู้สร้างกำลังร่ำไห้] (เอิลต้า)

"น่าทึ่งเลยไหมล่ะ?"

องค์หญิงได้ตั้งท่าภูมิใจขึ้นมาโดยไม่ได้รู้เลยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ยูอิลฮานได้ตัดสินใจที่จะไม่พูดเรื่องที่เขาสามารถจะทำไอเทมที่ดีกว่าเจ้านี่ได้ด้วยการใช้แค่หินพลังเวทย์คลาส 4 สองก้อนออกมาพร้อมๆกับนั่งลงไปเอง

ยังไงก็ตามยูมิลตื่นเต้นเอามากๆซึ่งต่างไปจากยูอิลฮาน

"พ่อเจ้าสิ่งนี้จะพาเราบินไปบนท้องฟ้าใช่ไหมครับ?"

"ใช่แล้ว ถึงมันจะช้ากว่าพ่อบินไปเองก็เถอะนะ"

"พ่อน่าทึ่งจัง"

แม้ว่าเธอจะอยากเถียง แต่ว่าเธอก็ไม่อาจจะพูดอะไรได้ในเมื่อเธอได้เห็นยูอิลฮานใช้ปีกเสียงเพรียกแห่งการล่มสลายมาแล้วเมื่อสามวันก่อน เออร์ม่า แอน อิลต้าได้เปิดใช้งานเรือเหาะด้วยความเศร้าลงเล็กๆ

เครื่องยนต์เวทย์ได้ถูกเปิดใช้งานทำให้เรือเหาะลอยขึ้นและในทันทีหลังจากนั้นเครื่องยนต์อีกอันก็ได้ถูกเปิดใช้งานเพื่อผลักดันเรือเหาะไปข้างหน้า ความเร็วของเรือเหาะได้เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆตลอดเวลา แต่ว่าภายในเรือเหาะนั้นเงียบและสะดวกสบายเอามากๆจนราวกับว่าพวกเขาอยู่บนพื้นปกติ จะมีก็แต่คนขับที่ยุ่งกับการเปิดใช้งานกับควบคุมอาร์ติแฟคจำนวนมากในคราวเดียว

"เป็นยังไงล่ะ"

หลังจากเรือเหาะได้ออกตัวโดยสมบูรณ์แล้ว องค์หญิงได้หันหน้ากลับมามองทั้งกลุ่มด้วยสายตาเป็นประกาย

คังมิเรย์ยังคงเงียบอยู่ราวกับว่าเธอเคยนั่งมันมาก่อนแล้ว ส่วนยูอิลฮานคิดว่านี่มันคาดไม่ถึงเลยทีเดียวในเมื่อมันสบายมากแถมยังใหญ่กว่าเครื่องบินซะอีก แต่ว่าเขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป

ยูมิลได้เฝ้ามองดูฉากด้านนอกอย่างอารมณ์ดีและจะมีแต่นายูนาเท่านั้นที่ตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มสดใส

"นี่มันแย่กว่าเครื่องบินซะอีกนะ!"

"อะไรนะ!"

"อย่าได้เอามันไปเทียบกับที่นั่งเฟิร์สคลาสเชียวนะ!"

บรรยากาศได้เย็นยะเยือกขึ้นในทันที องค์หญิงได้จ้องหน้านายูนา แต่ว่าคนที่ถูกจ้องอยู่ก็ได้ยิ้มอย่างไม่รู้เรื่อง ยูอิลฮานได้ตัดสินใจไปเล่นกับยูมิลที่แสนน่ารักแทนที่จะมาสนพวกคนงี่เง่าสองคนนี้

หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมงเต็มๆเรือเหาะก็ได้าถึงจุดหมาย มันเป็นสถานที่ที่อยู่ตรงกลางของภูเขาหินยักษ์ที่อยู่นอกเขตเมืองไปโดยสิ้นเชิงและจากร่องรอยระเบิดขนาดใหญ่ใกล้ๆนี้มันดูเหมือนว่าพวกเขาจะใช้เวทย์ในการขุดเจาะ

อนุสาวรีย์ที่ยิ่งใหญ่และสง่างามได้กำลังกลิ้งอยู่บนพื้นแล้วที่ใกล้ๆกันก็มีทางเข้าซากปรักหักพักอยู่ เขาได้คิดว่าอนุสาวรีย์นี่น่าจะเคยปิดทางเข้าซากปรักหักพังเอาไว้

ไม่ว่ายังไงทางเข้าซากปรักหักพังก็ได้ถูกเปิดไปแล้ว ทางขึ้นทังหมดได้ทำขึ้นมาจากโลหะขาวเพียงอย่างเดียวซึ่งมันเห็นได้ชัดเลยว่ามันเชื่อมไปสู่ใจกลางของภูเขาหินยักษ์ แม้ว่าจะไม่มีใครรู้ว่ามันลึกแค่ไหนก็ตาม

"องค์หญิง!"

"พวกนายมานี่หน่อยนะแล้วก็คุ้มกันเรือเหาะเอาไว้"

อัศวินกับจอมเวทย์ที่ป้องกันทางเข้าซากปรักหักพักอยู่ได้วิ่งเข้ามาทันทีที่รู้ว่าเรือเหาะลงจอด องค์หญิงได้ออกคำสั่งกับพวกเขาทันทีและนำทางทั้งกลุ่มไปซากปรักหักพัง

"นายจำเป็นจะเข้าจากที่นี่ พวกเราลำบากมากเลยล่ะกว่าจะเคลียร์อนุสาวรีย์ออกไปได้"

ดูเหมือนว่ายูอิลฮานจะเดาถูก ร่องรอยเผาไหม้และหลุมลึกทั้งหมดรอบๆอนุสาวรีย์มันดูน่าทึ่งเอามากๆ แต่ว่าตัวอนุสาวรีย์เองดูจะไม่มีรอยขีดข่วนเลยสักนิด

ยูอิลฮานได้เดินเข้าไปดู มีตัวอักษรที่เข้าใจได้ยากอยู่เต็มไปหมดและหลังจากอ่านดูซักพักหนึ่งเขาก็ได้ถามองค์หญิงขึ้นมา

"แล้วเธอไม่คิดว่ามันจะมีทางอื่นในการเปิดซากปรักหักพังเลยหรอ?"

"พวกเราลองดูแล้ว แต่ว่ามันไม่มีวิธีอื่นเลย"

"เพราะแบบนั้นพวกเธอก็เลยใช้วิธีโง่ๆแบบนี้สินะ"

"โง่ๆ!? แม้แต่ฉันก็ไม่ได้อยากจะใช้พลังเวทย์กับหินแข็งๆแบบนี้เลยนะ! ฉันได้พาจอมเวทย์คลาส 4 ตั้งสองคนมาจัดการกับมัน!"

ยูอิลฮานกำลังจะบอกว่าวิธีโง่ๆมันคือการจัดการเอาอนุสาวรีย์ออกไปด้วยกำลังอย่างเดียว แต่ดูแล้วองค์หญิงคงจะเข้าใจผิด

'เธอคนนี้มีทั้งด้านฉลาดแล้วก็โง่แหะ ถ้าเป็นไปได้ฉันก็ไม่อยากจะติดต่อกับเธออีกในอนาคต'

เขาได้คิดออกมาสมกับที่เป็นผู้โดดเดี่ยวและยื่นมือออกไปทางอนุสาวรีย์

"นายกำลังจะทำอะไรกับอนุสาวรีย์น่ะ?"

"ฉันกำลังจะเปิดทางเข้า"

"หือ? แต่ว่าฉันเปิดทางเข้าแล้วนี่.... อ่อ งี้นี่เอง ฉันไม่ได้เปิดมันจริงๆใช่ไหม"

"ใช่แล้ว"

ในคราวนี้องค์หญิงเขาใจถูกแล้ว ยูอิลฮานได้ให้ทั้งกลุ่มถอยออกไปด้วยการโบกมือโดยไม่พูดอะไรมาก ภาษาที่ไม่มีใครในที่นี้เข้าใจได้ตอนนี้กำลังจะออกมาจากปากของเขา

"(ยินดีต้อนรับสู่ที่แห่งนี้คนแปลกหน้า)"

"หือ? นายเพิ่งจะพูดอะไรน่ะ?"

"อย่าบอกฉันนะว่าเขาอ่านข้อความบนอนุสาวรีย์น่ะ!? คนที่มาจากโลกแบบคุณยูอิลฮานอ่านภาษาโบราณในโลกใบนี้ออกได้ยังไง...?"

เขาได้อ่านต่อไปโดยไม่สนใจปฏิกิริยาของทุกๆคน ยิ่งเขาอ่านไปแสงจากอนุสาวรีย์ก็ได้ยิ่งส่องออกมามากขึ้นและพร้อมๆกันมานาก็เริ่มระอุขึ้นมา

"(การอุทิศตนของคนรุ่นใหม่ปรารถนาที่จะสานต่อกาค้นคว้าถึงความหมายแห่งวิศวกรรมเวทย์...)"

"น่าทึ่งมาก ซากปรักหักพักกำลังตอบสนองเขา! ฉันรู้อยู่แล้วว่าฉันคิดถูกที่พาเขามาที่นี่!"

"ถึงคุณอิลฮานจะน่าทึ่งอยู่แล้ว แต่ฉันไม่เคยรู้เลยว่าเขาจะมีความสามารถในการอ่านภาษาโบราณ..."

ในตอนนี้ยูอิลฮานกำลังอ่านประโยคสุดท้ายแล้ว

"(ข้าได้ทิ้งแก่นแท้นแห่งวิศวกรรมเวทย์ที่ฉันได้ใช้ทั้งชีวิตค้นคว้าเอาไว้ที่นี่ ข้าต้องการที่จะให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นถึงจุดสิ้นสุดของวิศวกรรมเวทย์ที่ซึ่งข้าคนนี้ไม่อาจจะเอื้อมถึงได้จนกระทั่งวาระสุดท้ายเพราะความขาดความสามารถ)"

ในตอนนี้เองได้มีแสงสีน้ำเงินเรืองออกมา พร้อมๆกันนั้นเส้นทางที่ทำมาจากโลหะขาวได้เริ่มสั่นและทวีแสงรุนแรงออกมา เทคนิคหัตถกรรมมานาระดับสูงได้เริ่มพุ่งขึ้นมาในเวลานี้และเริ่มขยับอีกครั้ง ยูอิลฮานได้เริ่มอธิบายให้คังมิเรย์กับพรรคพวกฟัง

"มันดูเหมือนว่ามันไม่ได้ถูกเปิดใช้งานได้ดีนักเนื่องจากเวลามันผ่านมานานแล้วนับตั้งแต่ที่ซากปรักหักพังถูกสร้างขึ้นมา แต่ดูเหมือนว่าการอ่านข้อความบนอนุสาวรีย์จะกระตุ้นให้กลไกเวทย์ทำงานอีกครั้งหนึ่ง มันได้ใช้มานาของฉันนิดหน่อยในการให้มันทำงาน... แต่ไม่ว่ายังไงก็ตามในตอนนี้ซากปรักหักพักจะเปิดใช้งานแล้ว"

"ถ้างั้นในตอนนี้เราก็จะได้รับทุกๆอย่างที่อยู่ในซากปรักหักพังแล้ว"

องค์หญิงได้ตะโกนออกมาอย่างเต็มไปด้วยอารมณ์ที่มากมาย ยังไงก็ตามหลังจากนั้นได้เกิดระเบิดขึ้นในทันทีที่ยอดภูเขาหิน

โชคดีที่ว่าซากปรักหักพังมันยังไม่ได้พังลงไป แต่ว่าแรงระเบิดมันไม่ได้หยุดลงและให้ความรู้สึกที่ไม่ดีกับทุกๆคนในที่นี้

"ไม่หรอก มันก็แค่กลับมาเป็นแบบปกติ แต่ว่าสถานการณ์ตอนนี้มันต่างไปเล็กน้อย"

ในตอนที่ทุกๆคนหันไปจ้องที่ยอดภูเขายูอิลฮานได้ปฏิเสธในความคิดเห็นของทุกคน ยังไงก็ตามทั้งกลุ่มได้ต้องใจเมื่อได้เห็นยักษ์.... 'อะไรซักอย่าง' ที่ 'ร่าง' ของมันกำลังลุกขึ้นมา พวกเขาไม่ได้ฟังเขาเลย

"คุณอิลต้าพาจอมเวทย์ทั้งสองคนมาที่นี่ล้วก็ให้เขายิงเวทย์เหมือนคนบ้า"

"แต่ว่าในตอนนี้มันก็ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นนี่?"

"ก็อย่างที่ฉันพูดไป ซากปรักหักพังกลับมาเป็นปกติแล้ว"

ยูอิลฮานได้อบอุ่นร่างกายในขณะที่พูดออกไปอย่างไม่ใส่ใจ เขาได้เตรียมตัวสู้แล้ว

"ถึงแม้ว่ามันจะช้าไปนิด แต่ว่าในตอนนี้ฟังก์ชั่นของมันได้กลัยมาทำงานตามปกติแล้ว มันก็เลยกำลังจะ 'กำจัดผู้บุกรุก' แล้วไงล่ะ"

[นี่มันเป็นจังหวะโจมตีที่ดีเยนะ ออกตัวได้สวย!] (เลียร่า)

[ช่วยกังวลหน่อยเถอะนะ ไม่ว่านายจะมองมันยังไงแต่มันก็เป็นมอนสเตอร์ขนาดยักษ์ที่มีเลเวลมากกว่า 250 เลยนะ!] (เอิลต้า)

คังมิเรย์ได้หยิบเอาถุุงคุกกี้ออกมาจากกระเป๋ากัดลงไปหนึ่งชิ้นในปากของเธอและยื่นให้กับนายูนาและยูมิลคนล่ะชิ้น นายูนาได้มีความสุขขึ้นทันทีหลังจากได้รับคุกกี้มาทั้งๆในสถานการณ์แบบนี้

"คุณยูอิลฮาน หลังจากเอาชนะเจ้านี่ได้แต่งงานกับฉันนะ"

[ก๊าซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซ!]

มอนสเตอร์ขนาดยักษ์บนภูเขาได้ตอบกลับมาแทนยูอิลฮาน นายูนาได้บ่นทันที

"ฉันไม่ได้ถามนายซักหน่อยนะ"

"อ่า ไม่เป็นไรหรอก ฉันก็คิดแบบเดียวกับมัน"

"นายจะมากเกินไปแล้วนะ! อย่างนายก็ตอบฉันเป็นภาษาเกาหลีซิ"

"ฉันปฏิเสธ"

"โอ้"

"แล้วก็ช่วยบัพทีดิ"

"โอ้ว! แล้วฉันก็เกลียดตัวเองจังที่บัพให้เขาโดยดี!"

[พลังโจมตีและพลังป้องกันเพิ่มขึ้น 30% เป็นเวลา 20 นาที เมื่อถูกซุ่มโจมตีจะมีโล่ปรากฏขึ้นมาคุ้มกันคุณและการโจมตีทั้งหมดจะได้รับผลเสริมจากเทพแห่งความงาม พลังแห่งเรย์น่า]

ยูอิลฮานได้กางปีกของเขาขึ้นในทันทีที่ได้รับบัฟจากนายูนา หลังจากเขาปล่อยมิลแล้ว เขาก็ยังกินคุกกี้ยัดไส้เวทมนตร์ไปด้วย

"ว้ายยย! ใครจะไปรู้ว่ามันจะมีมอนสเตอร์แบบนี้อยู่ในซากปรักหักพังวิศวกรรมเวทย์!"

"มิล โจมตีระยะไกลเอาไว้ อย่าเข้าไปเข้าใจนะ?"

"เข้าใจแล้วครับ"

ระหว่างองค์หญิงรวบควมอัศวินกับจอมเวทย์ที่คุ้มกันทางเข้าซากปรักหักพังทั้งน้ำตาอยุ่ ยูอิลฮานก็ได้กำชับยูมิลและบินไปบนท้องฟ้า

ในที่ที่มันอยู่ มันเป็นอนสเตอร์ที่มีขนาดใหญ่เอามากๆจนเขาคิดว่ามันน่าจะเป็นไปได้ที่จะวิ่ง 100 เมตรบนหลังของมัน

[ก๊าซซซซซซซซซซ!]

มอนสเตอร์ที่ได้เติบโตขึ้นมาจากการกินมานาจำนวนมหาศาลเป็นเวลาหลายต่อหลายปีที่มันจำศีล - โกเล็มยักษ์ที่เกิดขึ้นมาจากเทคโนโลยีระดับสูงของแก่นแท้แห่งวิศวกรรมเวทย์โบราณ มันได้คำรามออกมาอย่างกึกก้อง!

จบบทที่ บทที่ 165 - ฉันเป็นศูนย์กลางของโลก (7) [11-06-2019]

คัดลอกลิงก์แล้ว