เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 1

ตอนที่ 1

ตอนที่ 1


บทที่ 1: 

"เสี่ยวม่ง แต่งงานกับผมนะ ผมจะทำให้คุณมีความสุขเอง!"

ฟางเจิ้งในชุดสูทสุดเนี้ยบ ผมเผ้าหวีเรียบแปล้ไม่มีหลุดสักเส้น บวกกับใบหน้าหล่อเหลาชนิดที่ว่าโยนเข้าไปกลางฝูงชนก็ยังเด่นสะดุดตา

ในตอนนี้ เขากำลังคุกเข่าข้างหนึ่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความศรัทธา ดวงตาเปี่ยมล้นด้วยความจริงใจ

ดูเผินๆ ช่างเหมือนคนคลั่งรักอยู่หลายส่วน

...หากไม่นับว่าเบื้องหน้าที่เขาคุกเข่าอยู่นั้น คือเด็กสาวที่ทำหน้าเหนียมอายสุดๆ

หรือจะเรียกว่า...

เด็กน้อย?

ผมหางม้าสูงดูซุกซน ใบหน้ากลมๆ ยังมีแก้มยุ้ยๆ ดูน่ารักเป็นที่สุด

อายุอย่างมากก็สิบสองสิบสามปี ไม่น่าจะเกินกว่านี้

และในความเป็นจริง...

หลิวเสี่ยวม่ง นักเรียนชั้น ม.2 ห้องคิง ของโรงเรียนมัธยมเจี้ยหลิน คือเด็กโลลิอายุสิบสามขวบเป๊ะๆ!

"อยากให้ฉันแต่งงานด้วยเหรอ?"

หลิวเสี่ยวม่งถามพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

ฟางเจิ้งพยักหน้าอย่างจริงจัง

"แล้ว... นายมีบ้านรึยัง?"

ฟางเจิ้ง: "........................"

สีหน้าเขาพลันเจื่อนลงทันที "เช่าเอานับไหม? ตั้งสามห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่นเลยนะ"

"มีเงินเก็บไหม?"

รอยยิ้มของฟางเจิ้งเริ่มฝืดเฝื่อน "เงินเก็บทั้งชีวิตของพ่อแม่ผม... นับด้วยไหม?"

"เกาะพ่อแม่กินสินะ ก็ไม่เลว ถ้านายหน้าด้านพอ ฉันก็ไม่ถือสาหรอก... แล้วมีรถรึยัง?"

เหงื่อเม็ดเท่าเม็ดถั่วผุดขึ้นบนหน้าผากฟางเจิ้ง "มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า... นับด้วยหรือเปล่า?"

รอยยิ้มของหลิวเสี่ยวม่งเริ่มแฝงแววอันตราย "นี่หมายความว่าถ้ายามค่ำคืนกลางฤดูหนาวที่ทั้งลมทั้งฝนกระหน่ำ ลูกของเราเกิดป่วยหนักขึ้นมา เราสามคนพ่อแม่ลูกจะต้องซ้อนมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าบุโรทั่งของนายไปหาหมอเนี่ยนะ?"

"ทำไมลูกผมจะต้องมาป่วยหนักกลางดึก ในคืนฤดูหนาวที่ทั้งลมทั้งฝนกระหน่ำด้วยเล่า?!"

ฟางเจิ้งทนไม่ไหว ลุกพรวดขึ้นอย่างโมโห ใบหน้าแดงก่ำ ตะคอกว่า: "เธอเล่นอะไรเนี่ย ขอแต่งงานอยู่ดีๆ ไหงถามแต่คำถามไร้สาระพวกนี้?"

"ฉันต่างหากที่ต้องถามว่านายเล่นอะไร"

หลิวเสี่ยวม่งกลับสงบนิ่ง ถอนหายใจอย่างระอา "คนจะได้ดี อยู่ยุคไหนมันก็ได้ดี คนไม่ได้เรื่อง อยู่ที่ไหนมันก็ไม่ได้เรื่อง... ความจริงมันพิสูจน์แล้วว่านายน่ะมันพวกไม่ได้เรื่อง! ป่านนี้ยังเช่าบ้านขี่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ทุกเดือนยังต้องให้พ่อแม่ช่วยจ่ายค่าเช่าอีก นายเอาความกล้าที่ไหนมาสารภาพรักกับผู้หญิง? นายเกลียดผู้หญิงคนนั้นมากขนาดต้องลากเธอลงนรกไปด้วยกันเลยรึไง? หรือว่าที่นายมาสารภาพรักกับฉันเนี่ย จริงๆ แล้วคิดจะเกาะฉันที่เป็น 'ว่าที่' เจ้าของตึก จะได้สบายไปทั้งชาติกันแน่?"

เธอตั้งท่าป้องกันเต็มที่ เตือนเสียงเข้ม: "ฝันไปเถอะ! ตึกนี้มันของฉัน! คุณป้าเล็กบอกแล้วว่าตึกนี้จะเป็นมรดกของฉัน... นาย... ไม่มีส่วน!"

"ให้ตายสิ เอาเธอมาซ้อมมือนี่มันพลาดจริงๆ"

ฟางเจิ้งทำหน้าบึ้ง ยืดตัวตรง ปัดฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงบนหัวเข่า พูดว่า: "ช่างเถอะ ผมไม่น่ามาขอให้เธอช่วยเลย... เธอมันก็แค่อยากหัวเราะเยาะผมเท่านั้นแหละ"

หลิวเสี่ยวม่งเถียงเสียงดังฟังชัด "โดนฉันหัวเราะเยาะก็ยังดีกว่าโดนคนนอกหัวเราะเยาะนะ! ฉันปฏิเสธนายบ่อยๆ นายจะได้มีภูมิคุ้มกัน พอโดนคุณป้าเล็กฉันปฏิเสธจริงๆ จะได้ไม่เจ็บปวดมากไงเล่า ฉันพูดผิดตรงไหน?"

"จ้าๆ เธอพูดถูกหมดแหละ..."

ฟางเจิ้งหัวเราะขื่นๆ

ผิดตรงไหนล่ะ? เธอก็พูดถูกเผงเลยนี่นา

เดิมทีก็อยู่กันคนละโลกแล้ว จะดึงดันไปแล้วจะได้ผลดีอะไร?

ต้องรู้ไว้ด้วยว่าตั้งแต่เมื่อร้อยปีก่อน

พลังปราณฟื้นคืน พลังพิเศษกลายเป็นที่นิยม ตามมาด้วยยุคเฟื่องฟูของวิทยายุทธ์!

การเปลี่ยนแปลงเพียงร้อยปี กลับรุนแรงและพลิกผันยิ่งกว่าห้าพันปีที่ผ่านมาเสียอีก!

เริ่มจากสัตว์เลี้ยงของมนุษย์ได้รับพลังปราณที่เข้มข้นเกินไปจนกลายพันธุ์เป็นอสูรกลายพันธุ์ที่แข็งแกร่ง ไล่โจมตีมนุษย์อย่างบ้าคลั่ง การมาถึงของยุคใหม่ยังทำให้กฎเกณฑ์และสมการทั้งหมดของมนุษย์ใช้การไม่ได้ อาวุธทำลายล้างสูงทั้งหมดสูญเสียอานุภาพ มนุษย์ที่ไม่ทันตั้งตัวต้องล้มตายไปนับไม่ถ้วน

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ปัญหาอสูรยังไม่ทันแก้ไข พลังปราณที่เข้มข้นเกินไปจนแม้แต่มิติเดียวยังไม่อาจรองรับได้ กลับดันจนเกิดรอยแยกต่างมิติขึ้นมาซ้ำเติม...

เผ่าพันธุ์ที่แตกต่างจากมนุษย์ได้มาเยือน!

มนุษย์เรียกขานพวกมันว่า คนเถื่อน!

ไม่มีใครไม่ละโมบในพลังปราณที่เข้มข้นและบริสุทธิ์ถึงเพียงนี้ ราวกับแค่สูดหายใจเข้าไปเฮือกเดียวก็สามารถเพิ่มอายุขัยได้หลายวัน

พวกคนเถื่อนก็เช่นกัน...

มนุษยชาติที่ยังไม่ทันได้พักหายใจหายคอ ก็จำต้องเปิดศึกสงครามอีกครั้ง!

สู้กับอสูร! รบกับคนเถื่อน!

พอมีเวลาว่างก็ยังหันมาตีกันเองอีก...

ก็สันดานเดิมๆ ของมนุษย์มันเป็นแบบนี้นี่นะ

สงครามที่ต่อเนื่องยาวนาน ประกอบกับอาวุธทรงพลังที่ใช้การไม่ได้

ส่งผลให้สถานะของจอมยุทธ์ถูกผลักดันให้สูงขึ้นอย่างไม่มีขีดจำกัด

ทุกคนต่างภูมิใจที่ได้เป็นจอมยุทธ์ ทุกคนต่างมุ่งมั่นเพื่อที่จะได้เป็นจอมยุทธ์!

และหลิวซู เพื่อนร่วมชั้นและเพื่อนร่วมโต๊ะสมัยมัธยมต้นของฟางเจิ้ง ก็คือหนึ่งในจอมยุทธ์ที่ยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง อายุยังน้อย แต่กลับบรรลุถึงขั้นปรมาจารย์ยุทธ์แล้ว!

ความสำเร็จที่เธอได้รับ คือสิ่งที่คนธรรมดาทั้งชีวิตไม่อาจเอื้อมถึง!

ส่วนฟางเจิ้งนั้น กลับธรรมดาสามัญกว่ามาก

แม้จะมีประสบการณ์ชีวิตสามสิบปีจากชาติก่อนที่ทะลุมิติมา เขาก็ยังไม่อาจเกาะกระแสคลื่นแห่งพลังปราณฟื้นคืนนี้ได้ทัน!

พรสวรรค์ด้านวิทยายุทธ์ไม่มี พลังพิเศษไม่ตื่นรู้ ใช้ชีวิตมาจนถึงตอนนี้ ก็ยังเป็นแค่คนธรรมดา

การศึกษาภาคบังคับเก้าปี ทุกปีจะมีคนจากกรมวิทยายุทธ์ส่งคนมาตรวจวัดด้านจิตวิญญาณและร่างกายของนักเรียนทุกคน หากพบว่านักเรียนคนใดมีพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์หรือมีแววปลุกพลังพิเศษได้ ก็จะเชิญให้ย้ายไปเรียนในสถาบันที่เชี่ยวชาญด้านการฝึกวิทยายุทธ์หรือพลังพิเศษทันที

แต่ให้ตายเถอะ ฟางเจิ้งที่ทะลุมิติมาผู้นี้ ไม่มีพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์ก็แล้วไป แม้แต่พลังพิเศษก็ยังปลุกไม่ได้ บางครั้งเขาก็อดสงสัยไม่ได้ว่า การทะลุมิติของเขามันมีความหมายอะไรกันแน่?

เมื่อเห็นฟางเจิ้งดูหงอยๆ ไป หลิวเสี่ยวม่งก็ทรุดตัวลงนั่งข้างๆ อย่างจนใจ ตบบ่าเขาแบบคนเจนโลกพลางถอนหายใจ "จริงๆ ฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจนะ ว่าทำไมนายถึงชอบคุณป้าเล็กของฉัน? ป้าเล็กถึงจะหน้าตาสวยก็จริง แต่ยุคสมัยนี้พลังปราณเข้มข้น ทุกคนกินผักผลไม้ที่อุดมด้วยพลังปราณ แถมยังโดนพลังปราณชำระล้างร่างกายอยู่บ่อยๆ ในร่างกายไม่มีสิ่งสกปรกตกค้าง โดยพื้นฐานแล้วแทบไม่มีคนขี้เหร่แล้วล่ะ... คุณป้าเล็กของฉันก็ไม่ชอบไว้ผมยาว ไม่ค่อยมีความเป็นผู้หญิงเท่าไหร่ นิสัยก็แข็งกระด้าง แถมยังชอบกลับมาซ้อมฉันหลังวันประชุมผู้ปกครองทุกที แล้วยังขี้เกียจอีก ถุงเท้ากับกางเกงในของป้าเล็กน่ะ ฉันเป็นคนซักให้หมดเลยนะ ไม่ให้เงินเดือนด้วย นี่มันกดขี่แรงงานเด็กชัดๆ... อ๊ากกก โมโหโว้ย!"

ยิ่งพูดยิ่งโมโห อดไม่ได้ที่จะขยี้ผมตัวเองอย่างบ้าคลั่ง

ฟางเจิ้งทำหน้าไร้อารมณ์ "ในฐานะเด็กผู้หญิงอายุสิบสาม เธอนี่รู้เยอะเกินไปแล้ว"

"เอาจริงๆ นะ ฉันว่านายยังหนุ่มอยู่เลย ถ้านายกลัวแก่จนหาเมียไม่ได้ ก็ไม่เห็นต้องรีบหาแฟนขนาดนั้น"

หลิวเสี่ยวม่งเหลือบมองฟางเจิ้งแวบหนึ่ง หันหน้าหนี พึมพำเสียงอู้อี้ "อย่างมากก็รออีกสักสี่ห้าปีค่อยหาแฟนก็ยังไม่สายไม่ใช่เหรอ ตอนนี้ผู้ชายอายุสามสิบน่ะเนื้อหอมจะตายไป หาเด็กสิบเจ็ดสิบแปดควงน่ะ ปกติสุดๆ แล้วนี่... แล้วอีกอย่างนะ ถึงฉันจะยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่ถึงจะเป็นเด็กผู้หญิง ฉันก็พอจะรู้สึกได้นะ ว่านายกับคุณป้าเล็กน่ะ เหมือนอยู่กันคนละโลกเลยจริงๆ ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมนายถึงชอบป้าเล็ก..."

ฟางเจิ้งถอนหายใจแผ่วเบา ในใจคิด 'ถ้ารู้ก็ดีสิ'

แต่จะว่าไป ผมก็ถือว่าไม่เลวแล้วนะ ทะลุมิติมา พ่อแม่ก็ยังอยู่ครบ กินอิ่มนอนหลับ เรื่องที่ทำให้กลุ้มใจได้ก็มีแค่เรื่องความรักนี่แหละ

เทียบกับพวกตัวเอกนิยายที่เพิ่งทะลุมิติมาก็โดนไล่ฆ่า หรือตกอยู่ในสถานการณ์ความเป็นความตาย...

ผมเนี่ย โคตรจะมีความสุขแล้ว โอเค๊?

"เดี๋ยวนะ! ฉันเข้าใจแล้ว!"

หลิวเสี่ยวม่งพลันดีดตัวพรวดขึ้นมา ราวกับปลาที่ใกล้ตายกระเสือกกระสนอยู่หลายทีกว่าจะยืนตรงได้

เธอกางขา เอามือซ้ายเท้าสะเอว เอามือขวาชี้หน้าฟางเจิ้ง ทำท่าเหมือนโคนันเจอตัวคนร้าย กล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจว่าความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว: "ฉันเข้าใจแล้ว! พวกนายเป็นเพื่อนร่วมชั้น ม.ต้น พูดง่ายๆ ก็คือรักแรกใสๆ สมัยเด็ก พอโตมาเจอกันอีก หัวใจมันก็หวั่นไหว เลยคิดไปเองว่าเป็นพามลิขิต หรือการทดสอบจากสวรรค์อะไรทำนองนั้น..."

"เขาเรียก พรหมลิขิต"

ฟางเจิ้งแก้ให้ เขาฟังสำเนียงของหลิวเสี่ยวม่งแล้วมันแปลกๆ

"ก็ ทดสอบ นี่แหละ!"

หลิวเสี่ยวม่งยืนกรานเสียงแข็ง: "นี่คือการทดสอบจากสวรรค์สำหรับนาย รักแรกมันต้องล้มเหลวอยู่แล้ว นายยังจะหวังให้มันสำเร็จอีกเหรอ? ในเมื่อเป็นแบบนี้ แทนที่จะปล่อยให้มันจบไปแบบงงๆ สู้ทำให้มันจบแบบตูมตามไปเลยดีกว่า! ถูกต้อง ฟางเจิ้ง ทำตัวแมนๆ แล้วไปสารภาพรักอย่างกล้าหาญซะ!"

"หา?!"

ฟางเจิ้งมองหลิวเสี่ยวม่งอย่างตกตะลึง "นี่มันตรรกะวิบัติอะไรของเธอเนี่ย?!"

"ก็ตรรกะแบบนี้แหละ!"

หลิวเสี่ยวม่งอธิบาย: "ก็มันเป็นแบบนี้ไง! เพราะมันไม่เคยได้เริ่ม นายถึงได้ค้างคาใจอยู่แบบนี้ ถ้าอย่างนั้นก็รีบไปสารภาพรักซะสิ... สารภาพรัก แล้วโดนปฏิเสธ นายจะได้ตัดใจได้ไง แล้วก็พักใจสักสองสามปีเพื่อรักษาแผลใจ พอหายดีก็ค่อยไปเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่ ตอนนั้นอาจจะมีคนที่ดีกว่ารอนายอยู่ก็ได้นะ เอาแบบนี้ ฉันออกเงินค่าดอกกุหลาบให้นายส่วนตัวเลย นายก็ไปซื้อชุดหล่อๆ มาใส่ สารภาพรักน่ะ ผลลัพธ์ไม่สำคัญเท่ากระบวนการหรอกนะ ถึงจะรู้ว่าต้องล้มเหลว แต่เราก็ต้องทำให้มันดูดีหน่อย! เร็วเข้าๆ ไปเดินห้างกัน ฉันต้องไปช่วยเลือก ไม่อย่างนั้นด้วยรสนิยมห่วยๆ ของนาย ไม่มีฉันชาตินี้นายก็หาเมียไม่ได้หรอก!"

ฟางเจิ้งเบิกตากว้าง มองเด็กสาวที่คิดจะทำอะไรก็ทำทันที วิ่งพรวดไปยังหน้าประตูบ้าน ครู่ต่อมา เธอก็วิ่งกลับมาอย่างรวดเร็ว

ในมือยังถือรองเท้าของเขามาด้วย

เขาพูดอย่างจนปัญญา: "รีบผลักไสให้ผมไปขอความรักจากป้าเล็กของเธอขนาดนี้ กลัวป้าเธอขายไม่ออกรึไง?!"

"ฉันเป็นห่วงนายต่างหาก ไอ้ทึ่ม! นายปล่อยให้มันคาราคาซังแบบนี้ คนที่เสียเวลาคืออนาคตของนายนะ!"

หลิวเสี่ยวม่งทำท่าเหมือนแม่ที่ระอาในตัวลูกชายไม่ได้เรื่อง ฉุดกระชากฟางเจิ้ง ดันเขาออกไปนอกประตู

พลางเร่ง: "เร็วเข้าๆ คุณป้าเล็กบอกว่าช่วงนี้ข้างนอกไม่ค่อยสงบเท่าไหร่ เหมือนว่าพลังปราณในจักรวรรดิเซี่ยหย่าของเรามันเข้มข้นเกินไป อาจจะมีรอยแยกต่างมิติใหม่เกิดขึ้นก็ได้ เพราะไม่รู้ตำแหน่งแน่ชัด ป้าเล็กเลยไม่ให้ฉันออกไปเพ่นพ่านตอนกลางคืน ถ้าเราไม่รีบ ฟ้าจะมืดก่อนนะ!"

"โอเคๆ ไปแล้วๆ ไม่ต้องลากน่า"

ฟางเจิ้งถอนหายใจอย่างท้อแท้

เขาไม่รู้ว่ายัยเด็กนี่คิดอะไรอยู่ แต่ก็นะ เด็กผู้หญิงวัยนี้ก็คงสนใจเรื่องรักๆ ใคร่ๆ เป็นธรรมดา มีเรื่องสนุกสดๆ อยู่ตรงหน้า เธอจะสนใจก็ไม่แปลก

แต่ถึงจะโดนหัวเราะเยาะก็เถอะ ลองคิดดูดีๆ คำพูดบางอย่างของเธอก็มีเหตุผลอยู่เหมือนกัน

อย่างเช่น...

จริงด้วย มันควรจะมีบทสรุปได้แล้ว

ความรู้สึกสิบกว่าปี มาถึงตอนนี้... คงเป็นความเคยชินมากกว่าความหลงใหลแล้วกระมัง?

นี่อาจจะเป็นโอกาสที่ดีก็ได้

จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ ก็ให้มันรู้กันไปพรุ่งนี้เลย

ถึงจะล้มเหลว ผมก็จะได้ทุ่มเทให้กับความสัมพันธ์ครั้งต่อไป ตั้งแต่นี้ไปก็ใช้ชีวิตคนธรรมดา ไม่ต้องไปคาดหวังอะไรลมๆ แล้งๆ อีก

หรือบางที รออีกสักร้อยปี พ่อแม่ผมจากไปแล้ว ตอนนั้นผมอาจจะได้ชื่อว่าเป็น 'คนทะลุมิติพ่อแม่ตาย' อย่างเป็นทางการ บางทีตอนนั้นอาจจะยังปลุก 'นิ้วทองคำ' ขึ้นมาก็ได้ ใครจะรู้?

"เอาล่ะน่า รองเท้าผมใส่เองได้ เธอไม่ต้องประจบขนาดนั้นก็ได้มั้ง?"

ฟางเจิ้งบ่น แต่ท่าทีกลับไม่ขัดขืนเหมือนตอนแรกแล้ว

เห็นฟางเจิ้งว่าง่าย หลิวเสี่ยวม่งก็ยิ้มร่าอย่างดีใจ รอเขาแต่งตัวเสร็จก็ควงแขนเขา ลากออกไปข้างนอกอย่างมีความสุข

เพียงแต่หางตาซุกซนคู่นั้นกลับฉายแววเจ้าเล่ห์ เห็นได้ชัดว่าเธอก็มีแผนการของตัวเองอยู่ในใจเช่นกัน

ซื้อเสื้อผ้า ทำผม ซื้อดอกไม้...

วุ่นวายกันไปทั้งบ่าย

รายได้ทั้งเดือน หายเกลี้ยง

ฟางเจิ้งและหลิวเสี่ยวม่ง กลับมาพร้อมถุงข้าวของเต็มไม้เต็มมือ

ชุดใหม่เอี่ยมตั้งแต่หัวจรดเท้า เปลี่ยนใหม่หมดจด บวกกับใบหน้าหล่อเหลาของฟางเจิ้ง... ดูๆ ไปแล้ว ก็พอจะมีราศีจับอยู่เหมือนกัน

บนโต๊ะหนังสือยังมีดอกกุหลาบสีแดงสด 11 ดอกวางอยู่ ภายใต้พลังปราณอันเข้มข้น กลีบดอกไม้ดูชุ่มฉ่ำราวกับมีละอองน้ำเกาะ ส่งกลิ่นหอมที่ทำให้จิตใจสดชื่น

หลิวเสี่ยวม่งกำชับฟางเจิ้งอีกสองสามประโยคอย่างไม่วางใจ ก่อนจะเดินออกจากห้องไปด้วยท่าทีอาลัยอาวรณ์นิดๆ

ฟางเจิ้งนอนอยู่บนเตียงคนเดียว สูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็ชวนให้ใจสั่น

บรรยากาศที่เงียบสงัดลงกะทันหัน กลับทำให้ความคิดซับซ้อนผุดขึ้นในใจ

ยัยเสี่ยวม่งนั่นเจ้าเล่ห์ เห็นได้ชัดว่าอยากดูเรื่องตลก แต่จริงๆ แล้วคำพูดของเธอก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล

สิบปีก่อน หลิวซูน่าจะเคยมีความรู้สึกดีๆ ให้ผมอยู่บ้าง เพียงแต่ตอนนั้นความรู้สึกของเด็กหนุ่มสาวมันช่างพร่าเลือนเหมือนไม่มีอยู่จริง แค่สบตากันแวบเดียวก็ทำให้หัวใจพองโตได้แล้ว

ถ้าไม่ใช่เพราะจู่ๆ ตรวจเจอพรสวรรค์ด้านพลังพิเศษ ถ้าไม่ใช่เพราะเธอต้องย้ายโรงเรียนไปกะทันหัน

บางทีเขาหรือเธออาจจะสารภาพรักกัน ทั้งคู่อาจจะได้คบกัน ดูตามจริงแล้วอาจจะคบกันไม่นาน อาจจะเลิกกันตอน ม.ต้น หรือ ม.ปลาย

แต่มันก็จะกลายเป็นความทรงจำที่ดีงาม ถึงแม้อนาคตผมจะแต่งงานมีลูก ก็คงจะหวนนึกถึงรักแรกอันแสนบริสุทธิ์และน่าประทับใจนั้นอยู่บ้าง ถึงจะเสียดาย แต่ก็ไม่เสียใจ

แต่สถานการณ์ตอนนี้... ก็เหมือนที่เสี่ยวม่งว่า เพราะมันไม่เคยได้จบลง หลายปีผ่านไปมาเจอกันอีก เธอก็เก่งกาจขึ้นมากขนาดนี้ ตัวผมเองก็เลยมีความรู้สึกไม่ยอมแพ้อยู่บ้าง

อืม พรุ่งนี้ค่อยจองร้านอาหารตะวันตกดีๆ สักร้าน แล้วไปแสดงความรู้สึกดีๆ ให้เธอรู้อย่างเป็นทางการดีกว่า

ก็เหมือนนัดบอดนั่นแหละ เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ถึงจะโดนปฏิเสธ... ก็ยังเป็นเพื่อนกันได้นี่นา

อย่างน้อยที่สุด ก็ได้พยายามแล้ว จะได้ไม่เสียใจภายหลัง

ขณะที่คิด ฟางเจิ้งรู้สึกเหมือนมีกองไฟลุกโชนอยู่ในใจ ทำให้เขารู้สึกคอแห้งผากขึ้นมา

ลุกไปดื่มน้ำอึกใหญ่

กลับมานอนลงใหม่ สูดหายใจลึกๆ รู้สึกถึงความเย็นสบายที่แล่นจากลำคอลงสู่ปอด...

กลิ่นหอมของดอกไม้ ผสมผสานกับพลังปราณ ฟางเจิ้งไม่เคยรู้สึกเบื่อที่จะสูดดมมันเลย

มนุษย์ในยุคปัจจุบันส่วนใหญ่เกิดมาก็อยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ จึงไม่รู้สึกถึงความผิดปกติ แต่ฟางเจิ้งนั้น ชาติก่อนสูดดมฝุ่นควันมาสามสิบกว่าปี พอมาอยู่ในสถานที่ที่พลังปราณอุดมสมบูรณ์เช่นนี้

ไม่มีการเปรียบเทียบ ก็ไม่เห็นความแตกต่าง!

แค่หายใจ เขาก็รู้สึกพึงพอใจแล้ว

เพียงแต่... รู้สึกไปเองหรือเปล่านะ?

ทำไมวันนี้พลังปราณมันดูปั่นป่วนจัง แล้วก็... เหมือนจะเข้มข้นกว่าปกติเยอะเลยด้วย

เป็นเพราะดอกไม้หรือเปล่า?

ฟางเจิ้งไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก แล้วก็ผล็อยหลับไป

ในภวังค์ เขาไม่ทันได้สังเกต...

ดอกกุหลาบที่เคยแดงสดราวกับอำพัน กลีบดอกอันงดงามนั้น ค่อยๆ มีหยาดน้ำค้างใสๆ เกาะพราว...

นั่นคือพลังปราณที่เข้มข้นเกินไป จนควบแน่นกลายเป็นรูปธรรม

ความเข้มข้นของพลังปราณในอากาศ ได้เกินกว่าระดับปกติไปมากแล้ว!

จบบทที่ ตอนที่ 1

คัดลอกลิงก์แล้ว