เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 117

บทที่ 117

บทที่ 117


บทที่ 117

ปีเตอร์เคยโด่งดังในฐานะเด็กอัจฉริยะ

เคยเป็นแบบนั้นในช่วงเวลาหนึ่ง

ตอนนั้นคงเป็นเรื่องน่าตกใจพอสมควร

เด็ก 5 ขวบออกทีวีแก้โจทย์คณิตศาสตร์ระดับมหาวิทยาลัยฉับๆ

ด้วยเหตุนั้น นอกจากแฟนคลับแล้ว ยังมีกลุ่มผู้สนับสนุนปีเตอร์เกิดขึ้นตามมาอีกด้วย

แต่ความโด่งดังย่อมมาพร้อมกับเงามืด

ความคาดหวังของผู้ใหญ่เริ่มถูกฉาบทับลงบนตัวเด็กทีละชั้น

‘นักคณิตศาสตร์อัจฉริยะที่จะมากอบกู้เกียรติยศของจักรวรรดิอังกฤษ’

‘โอกาสทองที่จะทวงคืนศักดิ์ศรีที่เสียไปให้แก่อเมริกา’

ความโลภของผู้ใหญ่ต้อนปีเตอร์เข้ามุมอับมากขึ้นเรื่อยๆ

‘คณิตศาสตร์เก่งขนาดนี้ ทำไมวิชาวรรณกรรมถึงห่วยแตกแบบนี้นะ?’

‘ไม่สิ วรรณกรรมจะไปสำคัญอะไร สิ่งที่เปลี่ยนโลกได้คือคณิตศาสตร์ต่างหาก!’

‘ใช่แล้ว ขอแค่เก่งเลขก็เข้ามหาลัย... ไม่สิ แค่แก้กฎหมายให้ข้ามไปเรียนปริญญาเอกได้ก็จบ’

ไม่มีใครถามความสมัครใจของปีเตอร์เลยสักคน

เหมือนตอนพาหมาไปร้านตัดขน ก็ไม่มีใครถามความเห็นของมันสักคนนั่นแหละ

ปีเตอร์ถูกลากไปทางนู้นทีทางนี้ที

ในกระบวนการนั้น ตัวตนของเขาถูกกัดกร่อนไปเรื่อยๆ

น่าเศร้าที่สิ่งที่ถูกกัดกร่อนไม่ได้มีแค่ความเป็นอัจฉริยะ

ไม่สิ บางทีความอัจฉริยะนั้นอาจไม่มีอยู่จริงแต่แรกแล้วก็ได้

อาจเป็นแค่ภาพลวงตาที่เกิดจากความโลภของผู้ใหญ่

ปีเตอร์อาจเป็นแค่เด็กที่แก้โจทย์ได้เร็วกว่าคนอื่นเท่านั้น

ยังไงก็ตาม

ระหว่างนั้น ตัวตนของปีเตอร์ก็ค่อยๆ ระเหยหายไป

ทั้งที่เป็นเด็กอายุยังไม่ถึงสิบขวบ แต่การดำรงอยู่ของปีเตอร์กลับหดเล็กลงจนเหมือนดินสอกุดที่แทบจะจับไม่ได้

วันหนึ่ง ปีเตอร์สารภาพทุกอย่างกับพ่อแม่

“ผมรู้สึกเหมือนจะตายเลยครับ”

“อะไรนะ?”

“ผมกลัวสายตาคนอื่นจนหายใจแทบไม่ออก”

“คนที่มีพรสวรรค์พิเศษก็เป็นแบบนี้แหละลูก......”

“ผมไม่ใช่คนพิเศษครับ”

“พูดอะไร! ลูกพิเศษสิ!”

“ผมแค่โตเร็วกว่าคนอื่นครับ เหมือนกับ... เด็ก 8 ขวบที่สูง 180 เซน ตอนนี้อาจจะดูน่าทึ่ง แต่ถ้ามันมีแค่นั้นล่ะครับ?”

“ว่าไงนะ?”

“อายุเท่าผมสูง 180 ก็ดูเป็นยักษ์ใหญ่ ผมรู้ แต่ถ้าโตเป็นผู้ใหญ่แล้วยังสูงเท่าเดิมล่ะครับ? แบบนั้นยังถือว่าน่าทึ่งอยู่ไหม?”

“ไม่หรอก ลูกต้องโตขึ้นอีกแน่”

“โตสิครับ ปีละ 1 เซน โตช้ากว่าชาวบ้านเขาแบบสุดๆ”

“บอกว่าไม่ใช่ไง!”

“แม่ครับ!”

“......!”

“ถ้าเป็นแม่! ต่อให้ผมโตช้ากว่าชาวบ้าน... แม่ก็ต้องบอกว่ารักผมที่เป็นผมสิ... อย่างน้อยแม่... ก็ควรพูดแบบนั้นไม่ใช่เหรอครับ?”

“เห็นไหมล่ะ อัจฉริยะชัดๆ!”

“ครับ?”

“เด็กตัวแค่นี้สรรหาคำพูดซับซ้อนแบบนั้นออกมาได้ยังไง? ลูกชายแม่ต้องเป็นอัจฉริยะแน่ๆ!”

เฮ้อ

“เชื่อแม่เถอะนะ ได้โปรด......”

สำหรับปีเตอร์ คำพูดเหล่านั้นฟังดูเหมือนแบบนี้

‘แกต้องเป็นอัจฉริยะเท่านั้น’

‘ต้องเป็นอัจฉริยะเท่านั้น แกถึงจะสมควรได้รับความรัก’

‘เพราะแกคือพรประการเดียวที่หลงเหลืออยู่ในตระกูลขุนนางตกอับนี้ไงล่ะ’

ไม่กี่ปีต่อมา

ปีเตอร์ย่ำอยู่กับที่อย่างน่าใจหาย

โจทย์ที่เคยทำได้ในรายการทีวี เขาไม่สามารถทำได้มากกว่านั้นอีกเลย

เพราะแบบนั้นหรือเปล่านะ

ความสนใจจากสาธารณชนจึงมอดลงอย่างรวดเร็ว

ไม่สิ ถ้าแค่ความสนใจหายไปก็คงดี

“.......”

แต่ผู้คนกลับส่งสายตาเย็นชาดุจน้ำแข็งมาให้

ก็นั่นไงล่ะ อัจฉริยะกะผีอะไร

ที่เคยปรบมือชื่นชมกัน ก็เพื่อรอซ้ำเติมให้ช่วงเวลาที่ร่วงหล่นมันน่าสมเพชยิ่งขึ้นไม่ใช่หรือไง

อัจฉริยะที่ร่วงหล่นในที่สุด

สุดท้ายปีเตอร์ก็ต้องรับช่วงต่อชะตากรรมของตระกูลไปเต็มๆ

‘เคยเป็นอัจฉริยะเหรอ? แล้วตอนนี้ล่ะ?’

‘โธ่ ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับฉันเลยนี่นา’

ทุกครั้งที่อดีตถูกเปิดเผย ปฏิกิริยาดูถูกเหยียดหยามมักจะตามมาเสมอ

แม้แต่ตอนกลับมาหอพักแล้วเล่าเรื่องให้พัคจีฮุนกับแจ็กฟัง

ต้องไม่เก็บมาใส่ใจ

ต้องไม่เก็บมาใส่ใจเด็ดขาด

ปีเตอร์คิดวนเวียนอยู่แค่นั้น

แต่ทว่า

คำตอบที่ได้รับกลับผิดคาดไปคนละเรื่อง

“มิน่าล่ะ เกมถึงได้เจ๋งเป้งขนาดนั้น”

“......?”

“ใช่ ถ้าใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาคงคิดพล็อตแบบนี้ไม่ออกแน่”

“พูดเรื่องอะไร......”

“ก็ ‘แกรนด์เธฟต์’ หรือไม่ก็ ‘ไล่ทุบฮูลิแกนให้ตาย’......”

“ไล่ทุบฮูลิแกน”

“เออ โทษที ไล่ทุบฮูลิแกนสินะ”

“.......”

ปีเตอร์ลอบสังเกตสีหน้าพัคจีฮุนอย่างระมัดระวัง

‘นี่ฉันพลาดอะไรไปหรือเปล่า?’

นอกจากจะไม่มีแววดูถูกแล้ว ยังหาความรู้สึกด้านลบไม่เจอในสายตานั้นเลย

อะไรกัน?

เป็นไปไม่ได้น่า

ตอนที่รู้ว่าฉันไม่ใช่อัจฉริยะ... ขนาดแม่ยังร้องไห้ฟูมฟายเลยนะ

ไม่ว่าปีเตอร์จะคิดยังไง

“แล้วตกลงจะสร้างเกมเมื่อไหร่?”

พัคจีฮุนถามด้วยใบหน้าเรียบเฉย

“ทิ้งไอเดียไว้เฉยๆ เสียดายของเปล่าๆ”

“...ห๊ะ?”

“ไอ้เกม ‘ไล่ทุบฮูลิแกน’ นี่ทำออกมาขายได้เลยนะจะบอกให้”

“ไม่สิ ตอนนี้เกมไม่ใช่เรื่องสำคัญ”

ตอนนั้นเอง

“เออ เรื่องเกมช่างมันก่อน”

แจ็กที่อยู่ข้างๆ แทรกขึ้นมา

“ถ้าเก่งเลข ก็สมัครทหารปืนใหญ่ดูสิ”

“หา?”

“เห็นว่านโปเลียนเก่งเลขมาก ทหารปืนใหญ่ต้องใช้สมการกำลังสอง ซึ่งนโปเลียนทำได้ยอดเยี่ยมมากเลยนะ”

ปีเตอร์มองหน้าทั้งสองคนสลับกันไปมา

ถึงเวลาเยาะเย้ยกันแล้วไม่ใช่เหรอ?

อาจเพราะกลัวจนลนลาน

พอพัคจีฮุนอ้าปากจะพูด ปีเตอร์ก็หดคอเหมือนเต่าทันที

“ถ้าไม่อยากสร้างเกม งั้นก็มาออกกำลังกายด้วยกันเหมือนวันนี้สิ”

“ร่างกายนิ่มๆ ของฉันเนี่ยนะจะไปออกกำลังกาย......”

“แค่เดินเล่นก็ได้ เอาแบบนั้นไหมล่ะ”

“.......”

“เอาสิ?”

เดี๋ยวก็ชวนสร้างเกม

เมื่อเช้าก็ชวนวิ่ง ตอนนี้มาชวนออกกำลังกายอีก

พัคจีฮุน... หมอนี่จะชวนทำอะไรด้วยกันตลอดเลย

แต่จะว่ายังไงดี

มันเป็นความรู้สึกที่ไม่เลวร้ายเลยแฮะ

ถ้าจะให้พูดตรงๆ คือมันแค่แปลกใหม่

ไม่ใช่ขุนนางตกอับ

ไมใช่อัจฉริยะที่ร่วงหล่น

แต่รู้สึกเหมือนได้เป็นตัวของตัวเองจริงๆ

ปีเตอร์รู้สึกกระดากอายกับความจริงข้อนั้น จนได้แต่เกาหัวแก้เก้อไปมา

อีกด้านหนึ่ง ห้องสภานักเรียนชั้นปี 2

คาร์ล เบิร์นสไตน์ เปิดดูคลิปที่ออกอากาศทางทีวีซ้ำไปซ้ำมา

อัจฉริยะงั้นเหรอ......

‘น่าขำสิ้นดี’

ถ้าแผนที่จะคว้าปริญญาเอกออกซ์ฟอร์ดตอนสิบขวบสำเร็จจริง... ป่านนี้คงไม่ต้องมาเรียนโรงเรียนหลวงแล้วมั้ง

แสยะ

‘คงไม่กล้าเงยหน้าสู้คนไปพักใหญ่แน่’

คาร์ลหันไปมองสมาชิกสภานักเรียน

เจ้าคนที่ใส่เสื้อสเวตเตอร์แชมเปี้ยนรีบพูดขึ้นอย่างรู้เนื้องาน

“ได้ยินว่าชมรมกระจายเสียงปี 3 เป็นคนเปิดคลิป หมอนั่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกเราเลยสักนิด”

“แล้วทำไมถึงเปิดคลิปนั้นได้?”

“ก็คงพลาดแหละมั้ง หาข้อมูลเก่าๆ มาดูเล่นแต่ดันเผลอกดปุ่มออกอากาศซะงั้น”

บทละครใช้ได้

ดูทรงแล้วคงสาวมาไม่ถึงสภานักเรียนปี 2 แน่นอน

พอคาร์ลพยักหน้า เจ้าหมอนั่นก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกเบาๆ

จัดการปีเตอร์ไปแล้ว เหลือแค่แจ็กกับพัคจีฮุน

‘อืม’

จะไปรุมซ้อมแจ็กตอนนี้ก็ดูจะโง่เง่าสิ้นดี

ลูกชายผู้นำพรรครัฐบาลเชียวนะ

เรื่องคณะกรรมการวินัยมันเป็นขั้นตอนอย่างเป็นทางการเลยไม่มีปัญหา... แต่ถ้าใช้ศาลเตี้ยเมื่อไหร่ เรื่องบานปลายแน่

‘เรื่องแจ็กเอาไว้ค่อยคิดบัญชีทีหลัง’

แต่ไอ้เหลือขอที่ชื่อพัคจีฮุนนั่นจะเอายังไงดี?

ตอนนั้นเอง

สมาชิกสภาที่อ่านใจคาร์ลออกก็แทรกขึ้นมา

“ได้ยินมาว่าสนใจรักบี้น่าดูเลยนะ?”

“ใคร?”

“พวกปี 1 ไง”

“......?”

“เห็นว่าครูพละคนใหม่คัดตัวเด็กปี 1 ที่จะลงแข่งรักบี้แล้วนี่ มี เทนเนสซี กรอสเตอร์, แจ็ก กริลส์, พัคจีฮุน”

ฮะ!

‘ทำไมไอ้พวกที่อยากกระทืบถึงไปรวมหัวกันอยู่ตรงนั้นได้นะ?’

ถ้าใครมาเห็นคงนึกว่าคาร์ลเป็นคนจ้างวานครูพละคนนั้นแน่

“หมายความว่า สามคนนั้นจะเข้ามาอยู่ในชมรมรักบี้ของเรางั้นสิ?”

“ยังไม่ชัวร์ขนาดนั้น... แต่ที่แน่ๆ คือถูกคัดชื่อเป็นสมาชิกทีมแข่งแล้ว”

รักบี้คือกีฬาอันธพาลที่พวกผู้ดีเล่นกัน

เล่นกันเถื่อนขนาดนั้น เรื่องนอนโรงพยาบาลเป็นเรื่องปกติสามัญ

ที่สำคัญ

‘เรื่องที่เกิดขึ้นในสนาม คงหาคนรับผิดชอบยาก’

คงได้คำตอบที่ถูกใจ

มุมปากของคาร์ลจึงยกยิ้มอย่างชั่วร้าย

“แน่นอนว่าต้องเอาคืนสิ”

คำพูดของผมทำเอาปีเตอร์เอียงคอสงสัย

“จะ... จะแก้แค้นเหรอ?”

“ก็เห็นกันชัดๆ ว่าฝีมือใคร จะให้ยอมอยู่เฉยๆ หรือไง?”

“แต่นั่นมัน......”

“ไม่ว่าจะใคร ถ้าอยากทำก็ทำสิ ไม่ใช่เหรอ?”

“นายนี่ ฮอร์โมนเพศชายหลั่งเกินขนาดหรือเปล่าเนี่ย?”

เกิดมาเพิ่งเคยได้ยินคำนี้

“ก็แหม วิธีแก้มันลูกผู้ชายจ๋าซะขนาดนั้น”

“ได้รับมาเท่าไหร่ก็คืนไปเท่านั้น ลูกผู้ชายตรงไหน มันเรื่องปกติไม่ใช่หรือไง”

“งะ งั้นเหรอ”

ปีเตอร์ทำหน้าเอือมระอา

โดนขุดคลิปเก่ามาประจานขนาดนั้น ถ้าไม่ตกใจสิแปลก

แต่ไม่นานหมอนั่นก็เปลี่ยนสีหน้า

ยังไงซะทั้งผมและแจ็กต่างก็พัวพันกับเรื่องของพวกปี 2 เหมือนกันนี่นา

ปีเตอร์คงรวบรวมความกล้าเพราะรู้ว่าไม่ได้ตัวคนเดียว

“แล้วต้องทำยังไงล่ะ?”

“ได้รับมาแบบไหน ก็คืนไปแบบนั้นแหละ”

ความคิดของผมเป็นแบบนี้

ดาบที่ประธานนักเรียนปี 2 ชักออกมาคือ สำนักงานกฎหมาย

สำนักงานกฎหมายคงไม่ได้อยากเข้ามายุ่งกับเรื่องชกต่อยของเด็กๆ หรอก

‘แต่ยังไงซะการที่กระโดดเข้ามาร่วมวงก็เป็นเรื่องจริงนี่นา?’

พอได้ยินผมพูดแบบนั้น แจ็กก็ทำหน้าเหวอ

“จะให้พวกนั้นชดใช้เหรอ?”

พยักหน้าหงึกๆ

“พวกเราเพิ่งจะสิบเจ็ดเองนะ”

ไม่รู้สินะ แต่ในบรรดาเด็กสิบเจ็ดทั่วโลก ผมน่าจะมีเงินเยอะที่สุดแล้วมั้ง

ปีเตอร์ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ก็ได้แต่...

“จะเอาจริงเหรอ?”

พยักหน้าหงึกๆ อีกครั้ง

“ยะ ยังไง?”

“วิธีมีเยอะแยะ”

ปีเตอร์จ้องหน้าผมอยู่นาน

ราวกับจะถามว่าทั้งหมดนี้พูดจริงเหรอ

“คู่ต่อสู้คือ คลิฟฟอร์ด บรูกเฮาส์ นะ สำนักงานกฎหมายอันดับหนึ่งของลอนดอน”

“รู้ ฝีมือเป็นยังไงก็เจอมาแล้วนี่”

“เอาจริงสินะ นายเนี่ย?”

ตอนที่ลูกกระเดือกของปีเตอร์ขยับขึ้นลงนั่นเอง

“ว่าแต่จีฮุน ฉันมีเรื่องสงสัยน่ะ”

“......?”

“นายจะโดดเรียนเหรอ?”

“หือ?”

“ออดเข้าเรียน... ดังไปตั้งนานแล้วนะ”

โครมคราม

กว่าจะได้นั่งที่ก็ปาเข้าไป 10 นาทีหลังจากเริ่มคาบ

โชคยังดีที่เขากำลังเตรียมการเรียนการสอนด้วยการติดตั้งอุปกรณ์อยู่!

‘ว่าแต่คาบอะไรเนี่ย?’

ใบหน้าที่คุ้นเคยปรากฏอยู่ท่ามกลางเหล่าผู้ช่วยสอน

แกรี่ พิงก์ ครูประจำชั้นและครูวิชาเศรษฐศาสตร์นั่นเอง

เขากับผู้ช่วยสอนกำลังติดตั้งเครื่องอะไรสักอย่างที่ดูคล้ายคอมพิวเตอร์บนโต๊ะ

แต่ดูเหมือนจะมีปัญหาอะไรบางอย่าง เลยใช้เวลาพอสมควร

ผ่านไปสัก 5 นาทีเห็นจะได้

ดูเหมือนจะแก้ปัญหาได้แล้ว แกรี่ พิงก์ จึงจับไมค์

“จำการบ้านที่สั่งคราวก่อนได้ใช่ไหมครับ?”

การบ้าน?

“ที่ให้ไปเลือกหุ้นที่อยากลงทุนมาไงครับ”

“.......”

ซวยละ ลืมสนิทเลย

จะอ้างว่ามัวแต่ยุ่งเรื่องคณะกรรมการวินัยจนลืม... ก็ดูจะ......

‘แต่วิ่งออกกำลังกายไม่เคยขาดเลยนะ’

อะแฮ่ม!

ยังดีที่หุ้นดีๆ มีให้เลือกเป็นกระบุง... ส่วนเหตุผลในการลงทุนน่ะ จะปั้นแต่งยังไงก็ได้อยู่แล้ว

แถมบรรยากาศดูเหมือนจะให้พรีเซนต์ตามลำดับที่นั่ง

ด้วยเหตุนี้ คิวของผมเลยอยู่รองสุดท้าย

‘มีเวลาคิดถมเถ’

ไม่นานการนำเสนอก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ

จบบทที่ บทที่ 117

คัดลอกลิงก์แล้ว