- หน้าแรก
- บริหารช่างมัน ผมแค่อยากใช้เงิน
- บทที่ 115
บทที่ 115
บทที่ 115
บทที่ 115
สถิติล่าสุดของผมมีดังนี้
100 เมตร 11.6 วินาที
กระโดดสูง 83 เซนติเมตร
กระโดดไกล 291 เซนติเมตร
วิ่ง 3.6 กิโลเมตร 11 นาที 41 วินาที
หากความทรงจำของผมถูกต้องละก็
100 เมตร 11.3 วินาที
กระโดดสูง 91 เซนติเมตร
กระโดดไกล 298 เซนติเมตร
วิ่ง 3.6 กิโลเมตร 12 นาที 3 วินาที
แจ็กแสดงสถิติระดับสัตว์ประหลาดออกมาให้เห็นตามคาด
อ้อ แล้วก็อีกอย่าง
สถิติของเทนเนสซี กรอสเตอร์ เองก็ใช่ย่อย
จำได้ว่า 100 เมตรทำได้ 12 วินาทีมั้ง
ไม่ใช่คาแรคเตอร์ที่จะทุ่มสุดตัวอยู่แล้ว ได้ขนาดนั้นก็ถือว่า... อืม นะ
จะอย่างไรก็ตาม การวัดผลก็จบลงแล้ว นึกว่าจะเลิกเรียนกันแค่นี้
แต่ทันใดนั้น ครูเดวอน ก็เรียกนักเรียนมารวมตัวกัน
“วันนี้จะประกาศรายชื่อเจ้าพวกที่จะเข้าร่วมการแข่งขันรักบี้”
ชื่อที่ถูกเอ่ยออกมาในที่สุด
“แจ็ก กริลส์ , พัคจีฮุน , เทนเนสซี กรอสเตอร์”
ในบรรดานั้น
“วู้ว- ฮู!”
มีเพียงแจ็กคนเดียวที่ส่งเสียงร้องด้วยความดีใจ
“สามคนนี้ต่อให้ส่งลงเป็นตัวจริงทันทีก็ยังไหวเลยนะเนี่ย?”
เดวอนกวาดตามองพวกเราทีละคน
“ไหนดูซิ... ให้พัคจีฮุนกับแจ็กรับหน้าที่ปีก ซ้ายขวาก็น่าจะได้......”
ปีกต้องทำอะไรบ้างนะ?
พอผมส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปทางแจ็ก คำตอบก็สวนกลับมาทันที
“คล้ายๆ ฟุตบอลนั่นแหละ รับหน้าที่ทลายแนวรับของคู่ต่อสู้ไง”
“ต้องเร็วสินะ?”
“อื้อ เพราะต้องเป็นคนปิดสกอร์น่ะ”
สมกับเป็นแจ็ก สีหน้าดูเคลิบเคลิ้มสุดๆ
จากนั้นเดวอนก็หันไปพูดกับเทนเนสซี
“เคยเป็นกองหลังตัวสุดท้ายมาก่อนสินะ?”
“ครับ”
“งั้นก็เล่นตำแหน่งเดิมต่อไปแล้วกัน”
“แต่ผมไม่อยากเล่นรักบี้แล้วนี่ครับ......”
“ถ้าไม่อยากเล่นรักบี้ อย่างอื่นก็มีเยอะแยะ เช่น กระโดดเชือก หรือไม่ก็แข่งฮูลาฮูป”
“.......”
ตอนนั้นเอง เสียงดนตรีบอกเวลาเลิกเรียนก็ดังขึ้น
“เอาไว้คุยรายละเอียดกันคาบหน้า”
หลังจากทำความเคารพครูและกำลังจะเดินกลับหอพักกันทีละคนสองคน
อ้าว
ตรงทางเดินที่มุ่งหน้าไปหอพัก ผมเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย
ครูประจำชั้นห้องคิง แกรี่ พิงก์ นั่นเอง
คงมารอให้คาบพละเลิกสินะ
เขาเดินดุ่มๆ ตรงมาทางพวกเรา
“แจ็ก พัคจีฮุน ปีเตอร์”
“......?”
“ในพวกเธอมีใครจ้างทนายความไว้บ้างไหม?”
จู่ๆ ก็พูดเรื่องอะไร
“ก่อนเข้าคณะกรรมการวินัยจำเป็นต้องมีขั้นตอนการชี้แจง ซึ่งพวกปี 2 จ้างทนายกันทุกคนเลย”
“......!”
“ตอนนี้มาถึงโรงเรียนกันแล้วด้วย”
ฮะ!
ผมเผลอหัวเราะออกมาด้วยความอึ้ง
…
เวลาเดียวกัน ณ สำนักบริหารการศึกษา
ทนายความหุ้นส่วนจากสำนักงานกฎหมายชั้นนำของอังกฤษ ‘คลิฟฟอร์ด บรูกเฮาส์’ นั่งเรียงกันอยู่ถึงสี่คน
เพราะแบบนี้เองสินะ
หัวหน้าฝ่ายกิจการนักเรียนถึงได้ทำหน้ากระวนกระวายใจ
“ยังไงก็ตาม การที่กลุ่มของแจนสันรวม 7 คนบุกเข้าไปในหอพักปี 1 นั้นเป็นความจริงที่ชัด......”
“ทางเราไม่เคยปฏิเสธข้อเท็จจริงนั้นครับ”
“......?”
“ประเด็นสำคัญคือจุดประสงค์ที่ไปเยือนห้องพักปี 1 ต่างหาก”
“ก็ต้องเพราะธรรมเนียมรับน้องโหดนั่น......”
“เปล่าเลยครับ”
“ครับ?”
“ประธานนักเรียนชั้นปี 2 คาร์ล เบิร์นสไตน์ ได้ตกลงที่จะยกเลิกธรรมเนียมเลวร้ายนั้นแล้ว เรื่องนี้ได้มีการแจ้งไปยังสภานักเรียนปี 2 เรียบร้อยแล้วครับ”
“มะ มีหลักฐานยืนยันเรื่องนั้นไหมครับ?”
“แน่นอนครับ”
ทนายความแสดงบันทึกการประชุมของสภานักเรียนปี 2 ให้ดู
“อืม”
เนื้อหาเป็นแบบนั้นจริงๆ ก็เถอะ แต่ของแบบนี้อาจจะเขียนขึ้นมาทีหลังก็ได้ไม่ใช่หรือไง
“เราแนบเอกสารรับรองว่าบันทึกนี้ถูกเขียนขึ้นเมื่ออย่างน้อย 6 เดือนก่อนมาด้วยแล้วครับ”
สีหน้าที่บ่งบอกว่ารู้ทันทุกข้อสงสัย
หัวหน้าฝ่ายกิจการนักเรียนขยับท่านั่งพลางเอ่ยถาม
“ถ้าอย่างนั้น จะบอกว่าไม่ได้ไปเพื่อสั่งสอนเด็กปี 1 งั้นสินะครับ?”
“ถูกต้องครับ”
“ขอถามอีกข้อเดียวนะครับ”
“......?”
“แล้วทำไมถึงต้องไปหาพัคจีฮุนด้วยล่ะครับ?”
“เพื่อชักชวนให้เข้าชมรมรักบี้ครับ”
“ชมรมรักบี้เหรอครับ?”
“นี่ครับ รายชื่อสมาชิกชมรมรักบี้ชั้นปี 2”
จะว่าไป ทั้ง 7 คนที่ถูกซ้อมจนน่วมต่างก็สังกัดชมรมรักบี้กันหมดเลยจริงๆ
“ถึงอย่างนั้นก็ยังน่าสงสัยอยู่ดี... ไม่รู้ฝีมือของพัคจีฮุนด้วยซ้ำ แล้วจะไปชวนเข้าชมรมได้ยังไง......”
“เห็นว่าก่อนพิธีปฐมนิเทศ ได้เห็นพัคจีฮุนออกกำลังกายด้วยตาตัวเองน่ะครับ”
“.......”
“วิ่งรอบโรงเรียนรอบใหญ่แล้วยังดูสบายมาก แปลว่าพละกำลังเหลือเฟือเลยทีเดียว”
ทันใดนั้น ทนายความก็หยิบม้วนวิดีโอออกมาจากกระเป๋าเอกสาร
“นี่เป็นภาพจากกล้องวงจรปิดภายในโรงเรียนครับ”
“ในนี้มีเนื้อหาอะไร......”
“ตามที่เรียนไปครับ มีภาพของพัคจีฮุนขณะวิ่งรอบโรงเรียนบันทึกไว้อย่างชัดเจน”
หัวหน้าฝ่ายกิจการนักเรียนก้มมองม้วนวิดีโอนิ่ง
เดิมทีพวกทนายความคือเผ่าพันธุ์ที่รวบรวมข้อมูลยิบย่อยราวกับหาเหาใส่หัว แล้วนำมาปรุงแต่งเป็นเรื่องราวที่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายตนที่สุด
หากเปลี่ยนคนพวกนี้เป็นศัตรูละก็?
การถูกเขี่ยทิ้งด้วยข้อหาพนักงานทุจริตคงไม่ใช่เรื่องยากเลย
อาจเพราะความผิดที่ตัวเองเคยก่อไว้ผุดขึ้นมาทีละเรื่องสองเรื่อง
หัวหน้าฝ่ายกิจการนักเรียนจึงรีบเปลี่ยนสีหน้าแล้วพูดขึ้น
“คงจะเจ็บใจน่าดูสินะครับ”
“ความเจ็บใจเป็นเรื่องของอารมณ์ครับ ผมเพียงแค่มายืนยันข้อเท็จจริงที่ชัดเจนให้ทราบเท่านั้น”
…
แจ็กนั่งลงบนเก้าอี้ด้วยสีหน้ามั่นใจในตัวเองสุดขีด
ฝั่งตรงข้ามมีหัวหน้าทีมกิจการนักเรียนและหัวหน้าฝ่ายกิจการนักเรียนนั่งเรียงกันอยู่
ถ้าเทียบกับทหารก็น่าจะประมาณพันโทกับพันเอกสินะ?
จังหวะที่แจ็กเผลอวอกแวกไปครู่หนึ่ง
“รู้ใช่ไหมว่านี่คือที่ไหน?”
“คณะกรรมการวินัย ครับ”
“นักเรียนกระดูกหักไปตั้งสี่คน ถ้าชี้แจงไม่ดีอาจถึงขั้นไล่ออกได้เลยนะ จำใส่ใจไว้ด้วยล่ะ”
“.......”
“ก่อนหน้านี้ได้ฟังความจากพัคจีฮุนมาแล้ว เห็นบอกว่าทั้งสองคนช่วยกันรุมทำร้ายรุ่นพี่เหรอ”
“สองคนเหรอครับ?”
“แจ็ก กริลส์ กับพัคจีฮุน......”
“เปล่าครับ ผมคนเดียว ผมใช้ศอกนี่ซัดจนหมอบเองคนเดียวเลย”
“สู้กับเจ็ดคนด้วยตัวคนเดียวเนี่ยนะ?”
พยักหน้าหงึกๆ
ข้ออ้างของแจ็กหลังจากนั้นช่างเรียบง่าย
รุ่นพี่รังแกเพื่อน ก็เลยแค่สู้กลับเท่านั้น
คงคิดว่าขืนปล่อยไว้เรื่องจะบานปลายละมั้ง
หัวหน้าทีมกิจการนักเรียนจึงรีบแทรกขึ้นมา
“เอาเป็นว่าตอนนี้อารมณ์เย็นลงแล้ว... รู้สึกเสียใจกับการกระทำในวันนั้นไหม?”
“ไม่เลยครับ”
“นอนโรงพยาบาลไปตั้งสี่คนเชียวนะ?”
“อ้อ ที่เสียใจก็คือส่งโรงพยาบาลไม่ครบทั้งเจ็ดคนนั่นแหละครับ......”
“นี่เธอกำลังล้อเล่นอยู่เหรอ?”
ส่ายหน้าดิก
“ตั้งใจก่อเรื่องเพราะอยากโดนไล่ออกหรือไง?”
ส่ายหน้าดิก
“แล้วต้องการอะไร? ต้องมีท่าทีสำนึกผิดบ้างสิถึงจะพิจารณาลดโทษให้......”
“ทำไมผมต้องได้รับการลดโทษด้วยครับ?”
“ไม่ได้ยินเหรอ? นอนโรงพยาบาลไปสี่คนนะ”
“อ่า เรื่องที่ล้มได้แค่สี่คนนั่นผมนึกเสียใจจนถึงตอนนี้......”
“ฮะ!”
มาถึงขั้นนี้คงสังหรณ์ใจแล้วว่าการสนทนาแบบปกติคงเป็นไปไม่ได้
การไล่ออกตั้งแต่อาทิตย์แรกของการเปิดเทอมเป็นเรื่องหนักใจสำหรับพวกเขาเช่นกัน ยิ่งเป้าหมายคือลูกชายของผู้นำพรรครัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎรด้วยแล้ว ยิ่งลำบากใจเข้าไปใหญ่
ไม่รู้ว่าเจ้าตัวรู้ถึงสถานการณ์นั้นหรือไม่
“ต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้ ผมก็จะทำเหมือนวันนั้นเปี๊ยบเลยครับ”
แจ็กทิ้งท้ายด้วยสีหน้ามั่นใจในตัวเองแบบสุดๆ
หลังจากพัคจีฮุนและแจ็กออกไป คนสุดท้ายที่มานั่งเก้าอี้คือปีเตอร์
“เธออยู่ในเหตุการณ์ที่รุ่นพี่บุกมาใช่ไหม?”
“ครับ”
“บรรยากาศเป็นยังไงบ้าง? ไม่ต้องกลัวโดนแก้แค้นนะ พูดมาตามตรง......”
“ไม่กลัวหรอกครับ”
“......?”
ก็ไอ้พวกที่จะแก้แค้นดันเอารายชื่อรุ่นพี่ที่ออกซ์ฟอร์ด มาขู่ไม่ใช่หรือไง
‘ยังไงฉันก็เข้าออกซ์ฟอร์ดไม่ได้อยู่แล้วเว้ย?’
ปีเตอร์กัดฟันกรอดก่อนจะเอ่ยปาก
“รุ่นพี่พังประตูเข้ามาแบบไม่พูดพร่ำทำเพลง แล้วก็ลากจีฮุนออกไปครับ”
“คุกคามหรือเปล่า?”
“แน่นอนครับ สัญญาณความรุนแรงมาเต็มเลย”
ปีเตอร์ถือโอกาสเล่าเรื่องกระดาษโน้ตที่รุ่นพี่ยื่นให้แบบหมดเปลือก
แต่ผิดคาด ปฏิกิริยาของพวกอาจารย์กลับดูเฉยเมย
“การให้ดูรายชื่อนักศึกษาปัจจุบันของออกซ์ฟอร์ด จะเรียกว่าข่มขู่ก็ดูจะ......”
“ถ้าไม่ใช่ข่มขู่แล้วคืออะไรครับ? แค่กระตุ้นให้ตั้งใจเรียนเพื่อให้สอบเข้ามหาลัยได้ แล้วผมตีโพยตีพายไปคนเดียวงั้นเหรอ?”
“สมมติว่านั่นเป็นรายชื่อศิษย์เก่าชมรมรักบี้ล่ะ?”
“ครับ?”
“ถ้าเข้าชมรมรักบี้ โอกาสเข้าออกซ์ฟอร์ดก็จะสูงขึ้น เลยมาชวนเธอเข้าชมรมบ้าง ถ้าเป็นการชวนเข้าชมรมจะทำยังไง?”
“เรื่องไร้สาระพรรค์นั้นมัน......”
แต่สีหน้าของพวกอาจารย์ช่างเด็ดขาดเหลือเกิน
วินาทีนั้น ปีเตอร์สังหรณ์ใจทันที
คณะกรรมการวินัยก็แค่พิธีกรรมบังหน้า คำตอบอาจถูกกำหนดไว้แล้ว
ความโกรธแค้นที่ปะทุขึ้นมา
โธ่เว้ย!
ปีเตอร์ได้แต่หลับตาแน่น
…
ครูพละเดวอนนั่งเอาเท้าพาดบนโต๊ะพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง
เขามองดูพระอาทิตย์ที่กำลังตกดินอย่างเชื่องช้า พลางจมอยู่ในความคิดครู่หนึ่ง
‘รักบี้งั้นเหรอ......’
โชคดีที่มีเพชรเม็ดงามตั้งสามคน
เดวอนกวาดตามองบันทึกสถิติของเด็กปี 1 อย่างไม่ใส่ใจนัก
คนแรก แจ็ก
ถ้าเจ้านี่ตั้งใจซ้อมสัก 3 ปีละก็?
อยู่ในระดับที่รับทุนนักกีฬาเล่นในลีกมหาวิทยาลัยได้สบายๆ
คนที่สอง
พัคจีฮุนสินะ
‘ชื่อจะยากไปไหนเนี่ย?’
อืม ไหนดูซิ
เจ้านี่สถิติก็เรื่องหนึ่ง แต่ไอ้ท่าทางตอนยกเบนช์เพรสนั่นมันเหลือเชื่อจริงๆ
ทำอย่างกับมาจ้างเทรนเนอร์ส่วนตัวงั้นแหละ
ตอนวัดสถิติแต่ดันเน้นท่ามาตรฐานเป๊ะ แถมยังเล่นแบบสุดระยะการเคลื่อนไหว มันมีที่ไหนกัน
‘คิดกี่ทีก็ยังงงแฮะ......’
ถ้าพัคจีฮุนยกแบบใช้เทคนิคเหมือนพวกคนอื่นๆ คงได้เกิน 20 ทีสบายๆ
เอ๊ะ เดี๋ยว
20 ทีเหรอ?
‘ตอนอายุเท่าหมอนั่นฉันยกได้กี่ทีวะ?’
แกรก แกรก
อย่างมากก็น่าจะมากกว่าสักทีสองทีเองมั้ง
ในขณะที่เดวอนกำลังคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยอยู่นั้นเอง
“ท่านั่งดูรักอิสระจังนะครับ”
เสียงที่ดังมาจากด้านหลัง
เดวอนหันหน้ากลับไปทั้งที่ยังนั่งอยู่
“ใคร?”
“หัวหน้าฝ่ายกิจการนักเรียนครับ”
“อ๋อ คนใหญคนโตนี่เอง”
เดวอนเอาเท้าลงจากโต๊ะ
แต่ก็ไม่ได้ลุกขึ้น เพียงแค่นั่งอ้าซ่าแล้วเงยหน้ามองอีกฝ่าย
“มีธุระอะไรครับ?”
สายตาบ่งบอกชัดเจนว่าไม่สบอารมณ์
หัวหน้าฝ่ายพยายามข่มอารมณ์แล้วค่อยๆ เอ่ยปาก
“พอดีมีการเปิดประชุมคณะกรรมการวินัยครับ ต้องการความเห็นของอาจารย์”
“ความเห็นผมเหรอ?”
“คุณเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมรักบี้ไม่ใช่เหรอครับ?”
“ได้ยินมาว่าอย่างนั้น”
“ไม่ใช่แค่ได้ยินครับ แต่คุณคืออาจารย์ที่ปรึกษา ถูกต้องแล้ว”
พยักหน้าหงึกๆ
“คงงั้นมั้งครับ”
“เฮ้อ”
“......?”
“ช่างเถอะ คุยเรื่องงานกันดีกว่า เขียนมาแค่ไม่กี่บรรทัดก็พอครับ ว่าชมรมรักบี้ขาดแคลนสมาชิก เลยจำเป็นต้องรับนักเรียนปี 1 เข้าชมรมให้ได้”
เดวอนรับเอกสารมาจากหัวหน้าฝ่าย
ในนั้นเต็มไปด้วยประโยคแข็งทื่อที่ดูเหมือนทนายความร่างมาให้
อ่านผ่านๆ ก็พอจะเดาคำตอบได้รางๆ
“ให้เขียนตอนนี้เลยเหรอครับ?”
“ครับ”
“งั้นเชิญจิบกาแฟรอไปก่อนนะ พอดีผมไม่ค่อยมีหัวด้านการเขียนเท่าไหร่”
“ฟู่ว”
หลังจากหัวหน้าฝ่ายถอยไปยืนห่างๆ เดวอนก็เริ่มเขียนอะไรบางอย่างยุกยิกๆ อย่างขะมักเขม้น
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วนะ
“ยังไม่เสร็จอีกเหรอครับ?”
“เกือบละ... เกือบ... อ่ะ เสร็จแล้ว”
“แค่เขียนสองบรรทัดทำไมถึงได้......”
หัวหน้าฝ่ายบ่นพึมพำอย่างหงุดหงิดขณะรับเอกสารคืนมา
แต่ปฏิกิริยานั้นคงอยู่ได้ไม่นาน ใบหน้าของเขาก็ต้องบิดเบี้ยวทันทีที่ได้อ่านเนื้อหา
ก็แหงล่ะ......
ข้อความที่หัวหน้าฝ่ายอ่านเจอมีดังนี้
<(ความตอนต้น)...ไอ้พวกหมาหมู่เจ็ดตัวบุกไปหาเขาแล้วโดนคนคนเดียวซ้อมจนน่วม ควรรู้จักอับอายขายขี้หน้าบ้าง ไม่ใช่ทำตัวเก่งแต่เรื่องลากทนายมาช่วย...(ความตอนกลาง)... หากยังกล้าเอาชื่อศักดิ์สิทธิ์ของชมรมรักบี้มาอ้างกับเรื่องพรรค์นี้อีก ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาผู้ทรงเกียรติ ขอสัญญาว่าจะไล่พวกชมรมรักบี้ปี 2 ออกให้หมด...(ความตอนปลาย)... ยังไงก็รับเงินเดือนล่วงหน้ามา 1 ปีแล้ว ถ้าข้องใจก็ไล่ออกได้เลยครับ>