- หน้าแรก
- บริหารช่างมัน ผมแค่อยากใช้เงิน
- บทที่ 106
บทที่ 106
บทที่ 106
บทที่ 106
ดวงตาที่สั่นไหว
โชคดีที่ โอลิเวีย ไม่ได้ร้องไห้ออกมา
และเธอก็ไม่ได้ตอบคำถามว่าชอบงานดีไซน์หรือไม่
แต่หลังจากทำใจให้สงบลงได้ เธอกลับย้อนถามผมแทน
“แล้วนายล่ะ ชอบอะไร?”
“ชอบอะไรเนี่ยนะ?”
“ก็แบบ... สิ่งที่ชอบไง”
เมื่อกี้ยังปรึกษาปัญหาชีวิตอยู่หยกๆ
ไหงวกกลับมาที่ผมได้?
หรือจะแปลว่าได้คำตอบสำหรับปัญหาของตัวเองแล้ว?
ดูเหมือน โอลิเวีย จะดูโล่งใจขึ้นเยอะทีเดียว
เพราะแบบนั้น ผมเลยตอบกลับไปอย่างอารมณ์ดี
“ชอบออกกำลังกาย”
“กะไว้แล้วเชียว”
“......?”
“หุ่นนายดูเฟิร์มจะตาย”
คำพูดที่ไม่เคยได้ยินในชาติก่อน
แทนที่จะดีใจที่โดนชม กลับรู้สึกเขินๆ ชอบกลแฮะ
ผมรีบเปลี่ยนเรื่อง
“ชอบอ่านหนังสือด้วย”
“หนังสือแนวไหน?”
“ชอบวรรณกรรมอังกฤษ-อเมริกันน่ะ”
“มีเรื่องไหนแนะนำไหม?”
“The Great Gatsby ของ ฟิตซ์เจรัลด์ เป็นงานระดับตำนานของวงการวรรณกรรม”
ทันใดนั้นเอง
“ท่านประธานครับ? อยู่ไหมครับ?”
เสียงที่คุ้นเคยดังมาจากทางโถงทางเดินหน้าบ้าน
ตึก ตึก
เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
“ท่านประธาาน... อุ๊บ!”
เบเกอร์ นั่นเอง
คงพิ่งกลับมาจากจ่ายตลาด
สองมือหิ้วถุงใบใหญ่พะรุงพะรัง เขา...
“ผู้, ผู้หญิงนี่ใครครับ?”
พอเห็น โอลิเวีย ก็ทำตาโตเท่าไข่ห่าน
แต่ตกใจได้แค่แป๊บเดียว เบเกอร์ ก็รีบแก้ตัวพัลวัน
“เคาะประตูแล้วไม่มีคนตอบน่ะครับ กะว่าจะกลับไปก่อนแล้ว แต่บังเอิญ... ประตูมันเปิดอยู่?”
“แล้วทำไมต้องตกใจขนาดนั้นด้วยครับ?”
“เปล่าครับ คือว่า...”
“......?”
“ไม่รู้ว่าท่านประธานกำลังมีช่วงเวลาดีๆ... ผมดันทะเล่อทะล่าเข้ามาไม่ดูตาม้าตาเรือ...”
ช่วงเวลาดีๆ เนี่ยนะ
เหมือนจะมีเรื่องเข้าใจผิดเกิดขึ้น
“ระ, รีบไปดีกว่าครับ ถ้ามีงานค้างคาเพราะผม ก็เชิญต่อได้เลยครับ...”
“ไม่ได้เป็นอะไรกันครับ”
“อ๋อ ครับ คือ ผมหมายถึงบทสนทนาที่ค้างคา... อะไรแบบนั้นแหละครับ... ตกใจเลยพูดลิ้นพันกัน...”
ระหว่างที่ เบเกอร์ กำลังอ้ำอึ้ง โอลิเวีย ก็หลุดขำ พรืด ออกมาเบาๆ
จากนั้นเธอก็หันไปถาม เบเกอร์
“เรื่องแบบนี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นเหรอคะ?”
“เรื่อง... แบบนี้เหรอครับ...”
“พาเพื่อนผู้หญิงมาบ้านน่ะค่ะ”
“แน่นอนครับ ชัวร์ป้าบ ครั้งแรกเลยครับ ผมถึงได้ไม่ทันตั้งตัวแบบนี้...”
โอลิเวีย ยิ้มออกมาอีกครั้งเหมือนสนุกกับปฏิกิริยานั้น
“ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆ นะคะ”
“...ครับ?”
โอลิเวีย หันมาพูดกับผมทันที
“วันนี้สนุกมาก”
พูดกับผมแท้ๆ แต่ทำไมหน้า เบเกอร์ ถึงแดงแจ๋แบบนั้น
พอเธอลุกขึ้น ผมก็เดินไปส่งที่หน้าประตู
“จอดมอเตอร์ไซค์ไว้ไหน?”
“วันนี้เดินมาน่ะ”
“......?”
“บ้านอยู่แถวนี้นี่เอง”
…
ผมกับ เบเกอร์ นั่งหันหน้าเข้าหากันโดยมีโต๊ะกินข้าวคั่นกลาง
ตรงหน้า เบเกอร์ มีถ้วยกาแฟที่ โอลิเวีย กินค้างไว้วางอยู่
“ได้ยินว่าเป็นของเก่า 50 ปีเหรอครับ?”
“ครับ?”
“ถ้วยกาแฟนี่น่ะครับ เห็นว่าประเมินค่าไม่ได้...”
“อ๋อ”
ดูเหมือนควันหลงเมื่อกี้จะยังไม่จางหาย
จะแก้ตัวก็กระไรอยู่
คงอ่านสีหน้าผมออก
เบเกอร์ รีบเปิดปากพูด
“ท่านประธานครับ พอดีมีเรื่องจะรายงานครับ”
“......?”
“ทีมลีกดิวิชัน 5 ของอังกฤษที่เราเทคโอเวอร์มาเมื่อคราวก่อน รอบนี้มีลุ้นเลื่อนชั้นขึ้นดิวิชัน 4 ครับ แต่ไม่รู้ว่าจะดีหรือเปล่า...”
“ทำไมล่ะครับ?”
“ถึงเลื่อนชั้นไปรายได้ก็ไม่เพิ่มขึ้นครับ แค่ขึ้นดิวิชัน 4 คนดูก็คงไม่แห่มาเพิ่มขึ้นหรอกครับ แต่ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการเพิ่มขึ้นโขเลย...”
“ไม่เป็นไรครับ”
“ครับ?”
“ถ้ากลัวเปลืองงบจนไม่กล้าเลื่อนชั้น ก็ยุบทีมทิ้งไปเถอะครับ”
“งั้นหมายความว่า บริหารทีมโดยตั้งเป้าเลื่อนชั้นทุกปีได้เลย”
“แน่นอนครับ”
คำพูดของผมทำให้หน้าของ เบเกอร์ สว่างไสวขึ้นทันตา
คงอยากทำให้เต็มที่เหมือนกันสินะ
หึ
ว่าแต่
ไหนๆ ก็คุยเรื่องฟุตบอลแล้ว
“ช่วงนี้ แมนยู เป็นไงบ้างครับ?”
“หลังจากได้ผู้จัดการทีมคนใหม่ก็กำลังปรับปรุงโครงสร้างทีมขนานใหญ่ครับ ผลงานยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่”
แมนเชสเตอร์ เป็นเมืองอุตสาหกรรม
ประชากรส่วนใหญ่เป็นชนชั้นแรงงาน จะขึ้นค่าตั๋วแพงๆ ก็ลำบาก
แน่นอนว่าสถานะทางการเงินของสโมสรย่อมมีขีดจำกัด
สถานการณ์เป็นแบบนี้ ต่อให้เป็น เฟอร์กูสัน ก็ต้องเหนื่อยหนักในช่วงแรก
มองมุมไหน ตอนนี้แหละเหมาะที่จะเทคโอเวอร์ แมนยู ที่สุด
“เรื่องเทคโอเวอร์ไปถึงไหนแล้วครับ?”
“อ้อ ครับ ผมกำลังเดินสายพบปะสมาชิกสภาเมืองเพื่อสร้างกระแสตอบรับที่ดีอยู่ครับ แต่ทุกคนยื่นข้อเสนอคล้ายๆ กันหมดเลย”
“......?”
“สโมสรแมนยู เปรียบเสมือนแลนด์มาร์คของท้องถิ่น จะให้ขายเพื่อเงินอย่างเดียวคงไม่ได้”
โห
“พูดง่ายๆ คือถ้าอยากได้สโมสร ก็ต้องลงทุนในเมืองแมนเชสเตอร์หน่อย แล้วเราจะช่วยกล่อมชาวเมืองให้ อะไรทำนองนั้นครับ”
ไม่ใช่ข้อเรียกร้องที่เกินเลย
การดึงดูดการลงทุนเพื่อพัฒนาท้องถิ่น
เป็นหน้าที่ที่สมาชิกสภาเมืองพึงกระทำอยู่แล้ว
ปัญหาคือขนาดของการลงทุน
“แต่ก็ไม่ได้กำหนดไกด์ไลน์ว่าต้องลงเงินเท่าไหร่ ยังไงนะครับ”
“อืม”
“อาจเพราะไม่ใช่เรื่องที่จะจบได้ในวาระของตัวเองเลยไม่อยากออกตัวแรง หรือไม่ก็ประเมินกำลังทรัพย์ของเราไม่ออกเลยยังไม่กล้ารับปาก”
งั้นเหรอ เป็นแบบนั้นสินะ?
“งั้นเราเริ่มขยับก่อนไหมครับ?”
“เราเหรอครับ?”
“ลงทุนเบาๆ ในระดับที่กระเป๋าไม่ฉีก”
“ดูเหมือนท่านประธานจะมีไอเดียแล้วสินะครับ?”
หัวไวจริงๆ พ่อคุณ
“ช่วยหาอาคารโรงงานร้างที่ประกาศขายให้หน่อยครับ”
“ระ, โรงงานเหรอครับ?”
พยักหน้า
“ผมจะเปิดร้านค้าในโรงงานร้าง”
เบเกอร์ ได้แต่กระพริบตาปริบๆ
คงงงเป็นไก่ตาแตก
จะไปเปิดร้านบ้าบออะไรในซากโรงงานเจ๊งๆ
“คนแทบไม่เดินผ่านเลยนะครับแถวนั้น”
“ก็ต้องดึงคนจากข้างนอกให้เข้ามาสิครับ”
“......?”
“ถ้ามีคอนเทนต์ที่เจ๋งพอ คนก็มาครับ ต่อให้กันดารแค่ไหนคนก็ตามไป”
อธิบายไปก็คงเข้าใจยาก
แน่ล่ะ
ผมเห็นความสำเร็จของย่านซองซูมากับตาเลยมั่นใจขนาดนี้ แต่ในยุคนี้คงฟังดูเพ้อฝันสุดๆ
อืม
หรือว่าเคสซองซูจะเป็นกรณีพิเศษ?
‘ไม่มีทาง’
ก่อนที่ซองซูจะดังระเบิด
ย่านชานเมืองนิวยอร์กก็มีร้านรวงไปเปิดในโรงงานร้างมาก่อนแล้ว
ศิลปินยากจนไปรวมตัวกันจนเกิดย่านการค้าใหม่ พอปากต่อปากก็กลายเป็นย่านวัยรุ่น
หลังจากนั้นความสำเร็จในรูปแบบคล้ายกันก็ผุดขึ้นทั่วโลก
‘เวอร์ชันเกาหลีก็คือซองซูไงล่ะ’
เมื่อเรียบเรียงความคิดเสร็จ ผมก็มองไปที่ เบเกอร์
“เข้าใจแล้วใช่ไหมครับ? ช่วยหาโรงงานร้างให้ที ต้องใหญ่พอที่จะให้มีร้านค้าใหม่ๆ หมุนเวียนเข้ามาเปิดได้ทุกเดือนนะครับ”
“งั้นคงต้องหาคนมารับผิดชอบบริหารร้าน”
“ผู้บริหารน่ะ มีตัวคนแล้วครับ”
“......?”
ผมยิ้มมุมปากแทนคำตอบ
…
ตึก ตึก
เสียงรองเท้าส้นสูงของ โอลิเวีย ดังกังวานในตรอกเงียบสงัด
นานแค่ไหนแล้วนะ?
ที่ใจเบาสบายขนาดนี้?
ทั้งที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลย
แค่ความจริงที่ว่าสามารถกลับมามีความฝันได้อีกครั้ง โลกก็ดูเปลี่ยนไปถนัดตา
บางที...
ฉันอาจจะชอบงานดีไซน์มากกว่าที่คิดก็ได้
ทันใดนั้น ใบหน้าของ พัคจีฮุน ก็ลอยเข้ามา
‘ทำไมถึงรู้ใจฉันดีกว่าตัวฉันเองอีกนะ?’
ตึก ตึก
ระหว่างที่เดินคิดอะไรเพลินๆ
ในซอยเล็กๆ ข้างร้านกาแฟ มีป้ายเก่าๆ ป้ายหนึ่ง
ร้านหนังสือ
ตรงทางเข้า
หลอดไฟสีส้มดวงน้อยที่ห้อยต่องแต่งแกว่งไกวตามแรงลม
‘เหมือนกำลังกวักมือเรียกเลยแฮะ’
เธอเปลี่ยนทิศทางเดินตรงไปยังร้านหนังสือ
แล้วมองไปที่ชายชราหลังเคาน์เตอร์
โอลิเวีย เหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็กลืนคำพูดลงไป
บังเอิญชายชราเห็นเข้าพอดี
“หาอะไรอยู่หรือเปล่า?”
พอเจ้าของร้านทัก โอลิเวีย ก็ตอบด้วยสีหน้าเชิดๆ
“The Great Gatsby ค่ะ”
โอลิเวีย วางหนังสือที่ซื้อมาจากร้านไว้บนโต๊ะกินข้าว
จะว่าไป พ่อก็ชอบยกคำพูดจากหนังสือเล่มนี้มาพูดบ่อยๆ
เธอถอดเสื้อโค้ทพาดไว้ที่เก้าอี้ แล้วเดินช้าๆ ไปที่ห้องนั่งเล่น
มายืนอยู่หน้าโทรศัพท์
ใจหนึ่งก็สับสน แต่อีกใจก็ เอาน่า ช่างมันเถอะ แล้วเธอก็ยกหูโทรศัพท์ขึ้น
ใจหนึ่งก็ภาวนาว่าอย่ารับสายเลย
แต่สัญญาณดังไม่กี่ที เสียงของพ่อก็ดังลอดมา
“พ่อเอง”
เพราะความสัมพันธ์ที่ห่างเหินหรือเปล่านะ
มีเพียงความเงียบอันน่าอึดอัดปกคลุมบทสนทนา
“สอบเสร็จแล้วค่ะ”
(สอบ?)
“จัดห้องเรียนน่ะค่ะ”
พ่อไม่ถามผลลัพธ์
เป็นคนที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องเกรดมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
“ได้เข้าห้องคิงแบบงงๆ”
ไม่ได้โทรมาเพื่อจะพูดเรื่องนี้นี่นา
เธอพูดต่อแบบมึนๆ
“แต่ไม่ได้กะจะตั้งใจเรียนหรอกนะคะ พ่อก็รู้ หนูไม่ค่อยถูกกับการเรียน”
(.......)
“แต่ถ้าเรียนจบ หนูว่าจะลองยื่นใบสมัครเข้าโรงเรียนดีไซน์ดู”
(...ว่าไงนะ?)
เสียงสั่นเครือเล็กน้อย
“ไม่ได้พูดเพื่อให้พ่อยอมรับนะคะ แค่... รู้สึกชอบขึ้นมา”
(ไม่ใช่ว่าเพิ่งมารู้ตัวว่าชอบมาตลอดหรอกรึ?)
พยักหน้า
ถึงอีกฝ่ายจะไม่เห็น แต่เธอก็พยักหน้าเงียบๆ
หลังจากความเงียบปกคลุมอีกครั้ง
(ให้พ่อไปหาไหม?)
แทนที่จะส่ายหน้า โอลิเวีย เลือกที่จะพูดเบาๆ
“ส่งเสื้อผ้ามาให้หน่อยค่ะ”
(ร้อยวันพันปี ไม่เคยเห็นขอเสื้อผ้า)
“ไม่ได้เอามาใส่เองสักหน่อย”
(......?)
“ได้เพื่อนมาคนหนึ่งค่ะ”
(แล้ว?)
“เขาช่วยไว้เยอะ...”
(เลยอยากตอบแทน?)
พยักหน้า
(คงช่วยให้ลูกสาวพ่อกลับมาเป็นผู้เป็นคนได้สินะ)
พยักหน้า
(งั้นแค่เสื้อผ้าจะพอเหรอ? ให้พ่อบินด่วนไปหาเดี๋ยวนี้...)
“พอเถอะค่ะ”
(ทำไม?)
“ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบที่พ่อคิดหรอกน่า”
(แล้วพ่อคิดว่าความสัมพันธ์แบบไหนล่ะ?)
จังหวะที่เธอกำลังจะวางหู
(จะวางแล้วเหรอ?)
“จะให้คุยโต้รุ่งหรือไงคะ?”
(คุยโต้รุ่งต้องคุยกับแฟนหนุ่ม ไม่ใช่กับพ่อสินะ...)
“บอกว่าไม่ใช่แบบนั้นไงเล่า”
เธอกดวางสายทันที
อือออ
ตอนท้ายแอบเหวี่ยงไปนิดหนึ่ง
แต่ก็นะ ไม่ได้คุยเล่นหัวกับพ่อแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว
พออารมณ์ดีขึ้น เธอจึงหยิบหนังสือที่วางไว้บนโต๊ะขึ้นมา
‘บอกว่าชอบอ่านหนังสือสินะ?’
‘The Great Gatsby’
ปกไม่สวยเลย
น่าจะใช้สีสดกว่านี้หน่อย
เธอนั่งลงบนโซฟาแล้วเปิดหน้าแรก
หน้าหนึ่ง หน้าสอง พลิกไปได้อย่างมั่นใจได้แค่แป๊บเดียว
ตุบ
หนังสือหลุดจากมือ
“.......”
เธอหลับสนิทพร้อมเสียงหายใจสม่ำเสมอ