- หน้าแรก
- บริหารช่างมัน ผมแค่อยากใช้เงิน
- บทที่ 96
บทที่ 96
บทที่ 96
บทที่ 96
หลังออกกำลังกายเสร็จ ผมก็ไปส่งแจ็ก เนื่องจากแจ็กพักอยู่ที่หอพักพนักงานอยู่แล้ว ยังไงก็ทางเดียวกัน จึงไม่มีปัญหาอะไร ต้องขอบคุณเรื่องนี้ที่ทำให้เราได้คุยกันมากมายระหว่างนั่งรถไปกลับ
“ตัดชุดนักเรียนหรือยัง?”
เมื่อเจอคำถามของแจ็ก ผมก็เผลอลูบติ่งหูตัวเอง ตอนจะเข้ามัธยมต้น... ตอนนั้นก็ใช้ชีวิตวุ่นวายจนลืมเรื่องชุดนักเรียนไปสนิทเหมือนกัน ตอนนั้นคุณปู่เป็นคนจัดการให้สินะ
“นายตัดแล้วเหรอ?”
“ยัง ฉันเองก็ยังเหมือนกัน”
โชคดี ดูเหมือนจะยังไม่สายเกินไป
“มีร้านเทเลอร์ที่รับตัดเครื่องแบบของโรงเรียนหลวงโดยเฉพาะแยกต่างหากอยู่นะ ถ้าใส่แบบสำเร็จรูปก็สบายดีหรอก แต่เขาบอกว่าเด็กปีหนึ่งต้องตัดชุดใส่กันทุกคน ฉันขี้เกียจก็เลยยื้อไว้น่ะ”
ไม่มีชุดสำเร็จรูปงั้นเหรอ
“งั้นก็คงแพงน่าดูสิ?”
“ถ้าตัดครบเซตสี่ฤดู ก็น่าจะเกินเงินเดือนพนักงานบริษัททั่วไปสบายๆ เลยมั้ง?”
ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนที่รวมลูกคนรวยไว้ก็เถอะ
‘แค่ค่าชุดนักเรียนก็ปาเข้าไปเท่าเงินเดือน 1 ปีเนี่ยนะ’
มันน่าเหลือเชื่อจนเกือบจะหลุดขำออกมา
“ระยะเวลาตัดเย็บก็ค่อนข้างนาน ช่วงนี้กำลังฮิตปักลายประจำตระกูลหรือยศถาบรรดาศักดิ์ลงไปด้วยน่ะ”
แจ็กชี้ไปที่อกข้างซ้าย ตรงเสื้อแจ็กเกตจะมีกระเป๋าสำหรับใส่ผ้าเช็ดหน้าอยู่ใช่ไหมล่ะ หมายความว่าจะปักดิ้นทองลงไปตรงนั้นนั่นแหละ
“นายเองก็เป็นขุนนางเกาหลีนี่... ต้องปักอะไรพวกนั้นด้วยหรือเปล่า?”
“ก็บอกแล้วไงว่าไม่ใช่ขุนนาง”
“คิกคิก”
“แล้วนายล่ะ? ต้องปักตราพรรคการเมืองของคุณพ่อลงไปไหม?”
“อย่าพูดจาสยองแบบนั้นน่า”
“ฮ่าๆๆ”
อาจเพราะคุยเรื่องนี้กันอยู่ เจ้าหมอนั่นเลยแสดงความเห็นของตัวเองออกมา
“ถ้าไม่ผิดกฎโรงเรียน ฉันก็มีสิ่งที่อยากปักลงไปอยู่นะ”
“......?”
“อยากติดอาร์มสัญลักษณ์ทหารพลร่มน่ะ แต่น่าจะไม่ได้มั้ง?”
จะได้หรอ แบบนั้นน่ะ!
“ฉันเคยกระโดดลงจากเครื่องบินมาเป็นสิบครั้งแล้วนะ ถึงจะยังเป็นนักเรียนเลยต้องโดดพร้อมครูฝึกตลอดก็เถอะ”
เจ้าหมอนี่ใช้ชีวิตแบบไหนมากันแน่นะ แค่จินตนาการก็เหนื่อยแล้ว เอาเป็นว่ารีบเปลี่ยนเรื่องคุยดีกว่า
“แล้วจะกลับลอนดอนเมื่อไหร่?”
“คืนพรุ่งนี้”
“เวลาผ่านไปเร็วจังแฮะ”
“ไหนบอกว่ายังไม่ได้ตัดชุดนักเรียน นายเองก็ต้องรีบไปไม่ใช่เหรอ?”
อืม
“ไหนๆ ก็คุยเรื่องนี้แล้ว ไปพร้อมกันเลยไหม?”
“ไปพร้อมกันเหรอ?”
“อื้อ นายช่วยหาที่พักแถมยังช่วยเป็นไกด์ให้ตั้งเยอะ แค่ตั๋วเครื่องบินเดี๋ยวฉันจัดการให้”
ทันทีที่พูดจบ ดูเหมือนเจ้าตัวจะนึกอะไรขึ้นมาได้
“นาย... นั่งเฟิร์สคลาสหรือเปล่า?”
ไม่อยากทำลายความฝัน ของเด็กน้อย ผมเลย...
“ฮะๆ”
ส่งยิ้มแห้งๆ ให้แทนคำตอบ
…
เช้าวันต่อมา เป็นการรับประทานอาหารที่สมาชิกครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าตามปกติ พอกินข้าวเสร็จ
‘คงต้องบอกว่าจะไปอังกฤษเร็วกว่ากำหนด’
ผมตั้งใจจะเกริ่นเรื่องนี้กับคนในครอบครัว ยังไงก็ต้องไปอยู่แล้ว แค่เลื่อนให้เร็วขึ้นไม่กี่วัน ‘คงไม่คัดค้านหรอกมั้ง’
ในตอนที่มื้ออาหารใกล้จะจบลงนั่นเอง
“คุณพ่อครับ”
ไม่รู้ทำไมจู่ๆ คุณพ่อผู้เงียบขรึมเสมอถึงได้เอ่ยปากขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
“ผลประกอบการปีหน้าน่าจะออกมาดีทีเดียวครับ”
“มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว”
“...ครับ?”
“อัดงบลงทุนเข้าไปมากที่สุดในประวัติศาสตร์ขนาดนั้น ถ้าไม่ได้รับผลลัพธ์ที่ดีที่สุดกลับมา มันก็แปลกแล้วไม่ใช่รึ?”
เวลาแบบนี้จะพูดว่า ‘ลำบากหน่อยนะ’ สักคำก็ได้แท้ๆ คุณปู่ขี้เหนียวคำชมเสมอ แต่ดูเหมือนคุณพ่อเองก็ไม่ได้คาดหวังปฏิกิริยาแบบนั้นอยู่แล้ว
“ที่ผมพูดเรื่องนี้เพราะเห็นว่าธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์เริ่มมีผลงานออกมาแล้วครับ”
“......?”
“ผมอยากจะลองขยายธุรกิจรถยนต์ครับ”
“ทำไม? พอได้กำไรจากเซมิคอนดักเตอร์หน่อย ก็เลยคิดว่าเรื่องรถยนต์เป็นเรื่องกล้วยๆ รึไง”
ถึงปากจะประชดประชัน แต่คุณปู่ก็รอฟังประโยคต่อไป เพราะแบบนั้นหรือเปล่านะ คุณพ่อถึงได้เริ่มพูดด้วยใบหน้าเปี่ยมมั่นใจ
“ยิ่งเทคโนโลยียานยนต์พัฒนามากขึ้นเท่าไหร่ การพึ่งพา ECU ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นทุกวันครับ”
ECU หรือเรียกอีกอย่างว่า ‘กล่องสมองกล’ เป็นส่วนที่ทำหน้าที่เหมือน ‘สมอง’ ของรถยนต์ คอยควบคุมเครื่องยนต์ให้ทำงานในสภาวะที่เหมาะสมที่สุด และชิ้นส่วนหัวใจสำคัญของ ‘สมอง’ นั้นก็คือเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นจุดแข็งของฮยอนกังอย่างแน่นอน
“ยิ่ง ECU มีความสำคัญมากขึ้น รถยนต์ก็จะยิ่งใกล้เคียงกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นครับ นั่นหมายความว่า ฮยอนกังเองก็สามารถผลิตรถยนต์ที่ยอดเยี่ยมได้เช่นกัน”
คงคิดไตร่ตรองมานานแล้วสินะ คุณพ่อพูดต่ออย่างไหลลื่นไม่มีติดขัด
“เมื่อปัญหาสิ่งแวดล้อมถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง เราจะต้องการเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูงมากกว่าเครื่องยนต์ที่เน้นแค่ความเร็วครับ ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์สุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับน้ำหนักที่เบาและการเซตค่า ECU ที่เหมาะสม ซึ่งนั่นเป็นความถนัดเฉพาะทางของวิศวกรเราอย่างแน่นอน”
ทันใดนั้นเอง สายตาของคุณปู่ก็พุ่งตรงมาที่ผม
“จีฮุน แกคิดว่าไง?”
ไม่ใช่สิ ผู้ใหญ่สองคนคุยกันอยู่แท้ๆ ทำไมถึงโยนมาถามความเห็นผมล่ะ......
“เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับหนึ่งของเซมิคอนดักเตอร์ไม่ใช่รึ?”
“.......”
“จะมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียคนไหนใหญ่ไปกว่าแกอีกล่ะ?”
ใจจริงอยากจะงดออกเสียง อึก แต่หน้าตาคุณปู่ดูไม่ยอมให้ผ่านไปง่ายๆ แน่ ผมหันไปมองคุณพ่อเงียบๆ
‘ไม่ต้องเข้าข้างพ่อหรอก พูดความคิดของลูกออกมาตามสบายเถอะ’
สายตาของคุณพ่อดูเหมือนกำลังบอกแบบนั้น
‘ความคิดของผมงั้นเหรอ......’
ถ้าคุณพ่อเข้ามารับช่วงดูแล ‘ฮยอนกังมอเตอร์’ ที่เป็นตัวปัญหาแทน ผมก็คงสบายใจและดีใจด้วย แต่ทว่า อีกไม่กี่ปีหลังจากนี้ ผลกระทบจาก IMF จะทำให้ฮยอนกังมอเตอร์ต้องยื่นขอฟื้นฟูกิจการ และตามด้วยขั้นตอนการปิดกิจการ ตอนนั้นมีคนตกงานตั้งเท่าไหร่ ผมจะมามัวดีใจอยู่คนเดียวได้ยังไง
ผมเลือกสรรถ้อยคำอย่างดีที่สุด ก่อนจะเอ่ยปากอย่างระมัดระวัง
“ที่คุณพ่อพูดมาก็ถูกครับ การพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องยนต์มันสิ้นสุดไปนานแล้ว ตอนนี้ก็ทำได้แค่ปรับเปลี่ยนค่าเซตติ้งนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น รถยนต์แบบนั้นพวกเราเองก็คงผลิตได้ไม่ยากครับ”
คงคิดว่าความในใจจริงๆ จะตามมาหลังจากนี้สินะ ผู้ใหญ่ทั้งสองท่านต่างรอฟังประโยคถัดไปอย่างใจเย็น
“แต่ก็ได้แค่นั้นครับ ในเมื่อเทคโนโลยีมันสุดทางแล้ว เราไม่มีทางเอาชนะรถหรูจากเยอรมันได้เลยครับ ต่อให้พยายามแค่ไหน ก็ไม่มีทางเอาชนะเกียรติภูมิ ที่พวกเขาสั่งสมมาได้ สุดท้ายสิ่งที่เหลืออยู่ก็คือการผลิตรถอีโคคาร์เพื่อเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม”
ผมส่ายหน้าพร้อมพูดต่อ
“ถึงจะทำผลงานได้บ้าง แต่ถ้าคำนึงถึงภาพลักษณ์องค์กร ผมคิดว่านี่ไม่ใช่กลยุทธ์ที่น่าแนะนำสักเท่าไหร่ครับ”
ทำไมจะไม่ใช่ล่ะ ต่อให้ประสบความสำเร็จในการขายรถอีโคคาร์ในตลาดอเมริกาหรือยุโรป เวลาพวกเขานึกถึงฮยอนกัง ก็คงจำในฐานะ ‘บริษัทที่ผลิตรถราคาถูก’ ไม่ใช่เหรอ
“บริษัทชั้นนำระดับโลกที่มีเทคโนโลยีสูงสุด นั่นคือภาพลักษณ์ที่ฮยอนกังต้องการจะได้รับผ่านเซมิคอนดักเตอร์ไม่ใช่เหรอครับ ถ้าพิจารณาจากแผนยุทธศาสตร์หลักนั้นแล้ว... ผมคิดว่าการเตรียมตัวสำหรับรถยนต์แห่งโลกอนาคตน่าจะเป็นทางที่สมกับเป็นฮยอนกังมากกว่าครับ”
ในฐานะผู้ถือหุ้น การที่ลูกชายวิพากษ์วิจารณ์แผนงานของพ่อ ภาพที่ออกมาอาจดูไม่ค่อยดีนัก แต่ถ้าคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังวิกฤต IMF แล้วล่ะก็...... การสื่อสารความตั้งใจของผมออกไปโดยไม่เสียมารยาท น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด โชคดีที่สีหน้าของคุณพ่อไม่ได้ดูแย่ลง คุณปู่เองก็เช่นกัน
“จงอิน”
“ครับ คุณพ่อ”
“ถึงจะบอกว่าทุ่มงบลงทุนกับเซมิคอนดักเตอร์ไปมหาศาล แต่ถ้าทำให้มันเข้าที่เข้าทางได้ ก็ถือเป็นผลงานที่ถูกต้อง”
“......!”
“แถมคนที่บอกให้ปั้นเซมิคอนดักเตอร์ก็คือแก เพราะฉะนั้นปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าเป็นความดีความชอบของแกเต็มๆ”
“ไม่หรอกครับ คุณพ่อ......”
“ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็เถอะ”
“......?”
“เพิ่งจะเริ่มแท้ๆ จะรีบวอกแวกไปมองทางอื่นได้ยังไง”
แม้น้ำเสียงจะไม่ได้ดุว่าอะไร แต่คุณพ่อก็ก้มหน้าลงเล็กน้อย
“คนเราพอบ้างานเข้าหน่อย ต่อให้ล้มตัวลงนอนก็จะคิดแต่เรื่องธุรกิจนั่นแหละ”
“ขอโทษครับ คุณพ่อ ผมจะไม่เหลิงและจะรอบคอบในทุกเรื่องครับ”
ดูเหมือนคุณปู่จะไม่รังเกียจสถานการณ์แบบนี้ จึงหยิบช้อนขึ้นมาทานข้าวต่อ
หลังมื้ออาหารจบลง ผมเดินไปที่ห้องของคุณพ่อเงียบๆ
ก๊อก ก๊อก
แม้ประตูจะเปิดอยู่ แต่ผมก็เคาะเบาๆ ตามมารยาท
“ยุ่งอยู่ไหมครับ?”
คุณพ่อหันมาเห็นผมก็ยิ้มบางๆ
“ทำไม? กังวลเรื่องที่พูดเมื่อกี้หรือไง?”
“ครับ นิดหน่อย”
ต่อให้เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ แต่กลายเป็นว่าลูกชายออกหน้าคัดค้านงานของพ่อเสียอย่างนั้น เรื่องขอโทษจึงเป็นสิ่งสมควรทำตามสามัญสำนึก แต่ปฏิกิริยาของคุณพ่อกลับต่างออกไป
“ที่คุณปู่พูดมาก็ถูกแล้ว ในเมื่อมีสิทธิ์ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่กลับข้ามขั้นตอนมาถามความเห็นประธานบริษัทก่อน... ลำดับมันผิดไปหน่อย”
คุณพ่อเป็นตัวแทนของฮยอนกังอิเล็กทรอนิกส์ แม้เซมิคอนดักเตอร์จะเริ่มสร้างผลงานได้แล้ว แต่ก็ยังเป็นแค่บริษัทในเครือ จริงๆ ถ้าคุณพ่อตั้งใจจะทำ ไม่ว่าการตัดสินใจแบบไหนก็สามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้ แต่ดูเหมือนคุณพ่อจะไม่ได้มีความคิดแบบนั้นเลย
“การแสดงความเห็นในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นสิทธิ์ที่พึงกระทำแท้ๆ แต่กลับเดินตามต้อยๆ มาเพราะรู้สึกผิดงั้นสินะ”
“ขอโทษครับ”
“ทำให้ลูกต้องเอ่ยปากขอโทษ... พ่อต่างหากที่ต้องขอโทษ”
คุณพ่อส่งยิ้มใจดีที่เป็นเอกลักษณ์มาให้ หมายความว่าไม่ต้องเก็บเรื่องวันนี้มาใส่ใจ ผมอ่านความมั่นใจที่หยั่งรากลึกได้จากแววตาของคุณพ่อ อาจเพราะเพิ่งจะผลักดันเซมิคอนดักเตอร์จนตั้งลำได้สำเร็จหรือเปล่านะ ดูเหมือนท่านจะไม่ค่อยแคร์เท่าไหร่ที่ธุรกิจรถยนต์ถูกเลื่อนออกไป
‘โชคดีจัง’
ในตอนที่ผมกำลังโล่งใจอยู่นั้นเอง
“ว่าแต่ ใกล้จะต้องไปอังกฤษแล้วไม่ใช่เหรอ?”
“อ่า คือว่า......”
ผมบอกท่านไปว่าน่าจะต้องเลื่อนกำหนดการให้เร็วขึ้น เพราะมีของต้องเตรียมหลายอย่าง และที่สำคัญการไปพร้อมกับเพื่อนน่าจะช่วยให้ปรับตัวได้ดีกว่า “ถ้าพ่อไม่ว่าอะไร... ผมว่าจะไปไฟลต์คืนนี้เลยครับ”
“มีตั๋วแล้วเหรอ?”
“ถ้าพ่ออนุญาต ผมก็จะรีบหาเดี๋ยวนี้เลยครับ”
ทันทีที่ผมตอบ คุณพ่อก็ยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาทันที
“ช่วยหาตั๋วเครื่องบินไปลอนดอนคืนนี้ให้หน่อยครับ”
การหาตั๋วเครื่องบินในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าเป็นญี่ปุ่นก็ว่าไปอย่าง แต่นี่จุดหมายปลายทางคืออังกฤษ ลอนดอน ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ แน่นอนว่าย่อมมีข้อยกเว้น
“ดีครับ ขอเป็นเฟิร์สคลาสสองใบนะครับ”
คุณพ่อวางสายแล้วหันกลับมามองผม
“บริติชแอร์เวย์ โอเคไหม?”
“แน่นอนครับ”
“ตกลงตามนี้ ไฟลต์สองทุ่มนะ”
เมื่อได้ยินคำพูดของคุณพ่อ ผมก็ก้มศีรษะขอบคุณ
“ขอบคุณครับพ่อ”
“เรื่องเรียนน่ะพอแล้ว ไปใช้ชีวิตให้สนุกเถอะ”
“ผมเป็นลูกกตัญญูนะครับ จะรักษาสัญญาแน่นอน”
“สัญญาที่ว่าจะไม่เรียนน่ะเหรอ?”
“ครับพ่อ”
คำว่า ‘พ่อ’ คงทำให้ท่านอารมณ์ดีล่ะมั้ง คุณพ่อก้าวเท้าเดินตรงเข้ามาหาผม ถ้าไปวันนี้ ก็ไม่รู้จะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่ ท่านคงตั้งใจจะกอดผมแน่นๆ แต่พอมายืนประจันหน้ากันใกล้ๆ ดูเหมือนตัวผมจะโตกว่าที่คิด ขืนกอดไปแบบนี้ สภาพคงกลายเป็นท่านโดนผมกอดแทน คุณพ่อเลยทำตัวไม่ถูก... อะแฮ่ม
“สูงเท่าไหร่แล้วเนี่ยเรา?”
“ตอนวัดปีที่แล้ว 178 เซนติเมตรครับ”
“แล้วตอนนี้ล่ะ?”
“น่าจะสูงขึ้นอีกสัก 5 เซน ได้มั้งครับ?”
ด้วยเหตุฉะนี้... คุณพ่อจึงตบไหล่ผมเบาๆ แทนการสวมกอด