- หน้าแรก
- บริหารช่างมัน ผมแค่อยากใช้เงิน
- บทที่ 74
บทที่ 74
บทที่ 74
บทที่ 74
พี่ชายที่กลับมาถึงบ้านรีบตรงเข้าไปหาคุณปู่ทันที
คงคิดว่าจะต้องโดนดุสักยกแน่ๆ
แต่คุณปู่กลับเอ่ยคำพูดที่คาดไม่ถึงออกมา
“ไปเรียกจีฮุนมาด้วย”
ด้วยเหตุนี้ ผมกับพี่จึงต้องมายืนเคียงข้างกันในห้องหนังสือของคุณปู่
ต่างจากพี่ที่หดคอหนีเพราะกลัวโดนดุ
“ลำบากกันแย่เลยนะพวกแก”
คุณปู่ไม่ได้ดุด่าว่ากล่าวอะไร
แหงอยู่แล้ว
เป็นถึงประธานฮยอนกัง แค่หลานต่อรองราคาได้นิดหน่อย จะไปว่าอะไรได้
คงมองว่าเป็นกระบวนการเติบโตเพื่อกลายเป็นนักธุรกิจเสียมากกว่า
เพียงแต่ เรื่องที่บุกไปหาโซนี่ดูจะฝังใจท่านอยู่ไม่น้อย
“ความคิดใคร?”
“ผมเองครับ”
สายตาของคุณปู่จับจ้องมาที่ผมโดยอัตโนมัติ
รู้อยู่แล้วยังจะถาม ผมเลยตอบไปตามตรงโดยไม่คิดจะหลบเลี่ยง
เพราะแบบนั้นหรือเปล่านะ
คุณปู่พยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยถาม
“ถ้าตกลงกับฉันไม่ได้ แกกะจะขายให้โซนี่จริงๆ หรอ?”
“นั่นเป็นดุลยพินิจของพี่ครับ”
“......?”
“เพราะผมมอบอำนาจให้พี่ตัดสินใจทั้งหมดแล้ว”
คราวนี้สายตาเบนไปยังพี่ชาย
“ยูกอน แกคิดจะทำยังไง?”
“ผมคงทำตามหลักการครับ”
“หลักการ?”
“เพราะผมไปในนามตัวแทนบริษัท ก็ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของบริษัทก่อนเป็นอันดับแรก หากปล่อยให้อารมณ์ส่วนตัวเข้ามาครอบงำ ก็มีโอกาสที่จะเข้าข่ายกระทำผิดหน้าที่…….”
พูดได้เพียงแค่นั้น
พี่ชายก็ต้องตกใจจนเสียงค่อยลงไป
คงเพราะรู้ตัวว่าเผลอเรียกความสัมพันธ์กับคุณปู่ว่าเป็น ‘อารมณ์ส่วนตัว’
พี่ชายลอบสังเกตสีหน้าท่านอย่างเงียบเชียบ ทว่า
“.......”
คราวนี้คุณปู่ก็ยังคงทำสีหน้าไม่ยี่หระเช่นเคย
ไม่สิ เหมือนจะถูกใจคำพูดของพี่เสียด้วยซ้ำ
มุมปากของคุณปู่ยกยิ้มกว้างราวกับจะยืนยันความคิดของผม
“เออ แล้วบริษัทที่เก่งกล้าสามารถขนาดนั้น ต่อไปคิดจะบริหารยังไง?”
พี่ชายหันมามองผมแวบหนึ่ง
สีหน้าเหมือนกำลังลังเลว่าใครควรเป็นคนตอบ
พอผมพยักหน้าให้ พี่ถึงค่อยๆ เอ่ยปาก
“ช่วงนี้คงเน้นไปที่การพัฒนาการ์ดแพ็กเสริม พร้อมกับลองสร้างเกมอื่นๆ ดูครับ อย่างเช่น…….”
“......?”
“เรื่องที่คุณปู่เคยพูดไงครับ เรื่องกะลาสีที่ล่องเรือค้าขายเพื่อหากำไร โปรเจกต์นั้นยังติดอยู่ในใจผมตลอดเลย ถ้าทำดีๆ น่าจะมีของดีออกมาได้นะครับ”
“แล้วแกละจีฮุน จะเอายังไง?”
คงถามว่าจะร่วมหุ้นกับพี่ต่อไหมสินะ
“ผมรับผิดชอบด้านการจัดจำหน่ายอยู่แล้วครับ ขอแค่เกมออกมาดี ผมก็พร้อมอ้าแขนรับเสมอ”
จะเป็นคำตอบที่ต้องการไหมนะ
คุณปู่ยิงคำถามต่อทันที
“โครงสร้างหุ้นของบริษัทเป็นยังไง?”
“ผมกับพี่ คนละ 50 ต่อ 50 ครับ”
“งั้นถ้าแกสองคนแบ่งขายให้ฉันคนละ 16 เปอร์เซ็นต์ จะว่ายังไง?”
“ครับ?”
“บริษัทที่ฉันลงทุนไปตั้ง 60,000 ล้านวอน ฉันจะขอซื้อหุ้นคืนบ้าง ทำไม? มันแปลกนักรึไง?”
เพราะเป็นข้อเสนอที่คาดไม่ถึงจริงๆ
“.......”
ผมกับพี่จึงได้แต่ยืนมองตากันแทนคำตอบ
…
หลายวันต่อมา ณ ห้องทำงานของประธานจอง แห่งแดโบกรุ๊ป
มีข่าวลือหนาหูว่าทันทีที่มีการประกาศผลสำรวจความคิดเห็นชุดใหม่ กระแสสังคมก็เริ่มสั่นคลอน
แหงอยู่แล้ว
เจ้าสัวใหญ่แห่งวงการธุรกิจจะกระโดดลงมาเล่นการเมืองทั้งที
แถมภาพลักษณ์ก็ดีเสียด้วย
คนทำงานตัวจริงที่จะมากอบกู้เศรษฐกิจชาติ!
ผู้เหมาะสมที่จะมาเปิดทางความสัมพันธ์เหนือใต้ที่กำลังตึงเครียด!
หึๆ
เริ่มเปิดด้วยผลโพลแบบนี้ อีกเดี๋ยวพายุคงได้โหมกระหน่ำแน่
และก็เป็นไปตามคาด
สื่อสำนักต่างๆ เริ่มแข่งขันกันประโคมข่าว
สถานการณ์เป็นแบบนี้ ท่านประธานจองเลยต้องเจียดเวลาอันมีค่าไปให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ช่องสาธารณะ
ไม่ได้คุยเรื่องการเมือง
แค่ถกเถียงเรื่องอนาคตของชาติและอุตสาหกรรมพื้นฐานเท่านั้น
แต่พวกขาเม้าท์ก็คงเอาไปลือกันว่าเป็นก้าวย่างสู่การเลือกตั้งประธานาธิบดี แล้วก็เริ่มจุดกระแสกันไป
‘จะรายงานเป็นสกู๊ปเจาะลึกหรือเปล่านะ’
ถึงจะเป็นแค่บทสัมภาษณ์ คงยากจะได้เป็นข่าวพาดหัวก็เถอะ
แต่อย่างน้อยก็น่าจะได้ออกอากาศช่วงกลางรายการสัก 10 นาทีขึ้นไป
ในขณะที่กำลังนั่งอยู่หน้าทีวีด้วยความคาดหวังอันเปี่ยมล้นนั่นเอง
『ข่าวแรกในวันนี้ครับ』
เริ่มแล้วสินะ
『อย่างที่เราเคยรายงานไปถึงกระแสตอบรับถล่มทลายในอเมริกาและญี่ปุ่น ล่าสุดมีข่าวว่า ‘ฮยอนกัง’ ได้เข้าซื้อสิทธิ์ในเกม ‘ดราก้อนเควสต์’ เรียบร้อยแล้วครับ』
อะไรนะ?
ทำไมข่าวแรกต้องเป็น… ฮยอนกังอีกแล้ว?
ภาพบนหน้าจอตัดไป ผู้สื่อข่าวเริ่มรายงานสรุปด้วยน้ำเสียงฉะฉาน
『ฮยอนกังเตรียมจัดตั้งแผนกธุรกิจเกมขึ้นใหม่ โดยมีแนวโน้มว่าจะผลักดันนักพัฒนา ‘พัคยูกอน’ ขึ้นมาเป็นแกนนำ…….』
ฮะ!
คราวก่อนก็อวยว่าหลานคนเล็กเป็นอัจฉริยะ คราวนี้จะดันหลานคนโตอีกหรอ?
『จากการแถลงของฮยอนกัง จะมีการวางจำหน่ายการ์ดแพ็กชุดใหม่ปีละสองครั้ง… …และจะยังคงรักษาแนวทางการจำหน่ายที่โปร่งใสตามรูปแบบเดิมต่อไป…….』
ข่าวต่อมายิ่งน่าเหลือเชื่อกว่าเดิม
ข่าวที่ว่าประธานพัคเข้าซื้อหุ้นของบริษัทที่หลานชายก่อตั้ง
เฮอะ!
นึกสงสัยอยู่ว่าทำไมถึงได้โหมอวยหลานกันนัก ที่แท้ก็ตั้งใจจะโอนทรัพย์สินแบบเลี่ยงกฎหมายกันโต้งๆ นี่เอง
แน่นอนว่าข่าวก็ชี้เป้าไปที่จุดนั้นเช่นกัน
แต่นักวิชาการที่ (น่าจะ) ถูกฮยอนกังซื้อตัวไปแล้ว ต่างพากันดาหน้าออกมาแสดงความเห็นคัดค้าน
『การจะบอกว่าลงทุนสร้างผลงานระดับโลกในเกาหลีใต้ที่เป็นดินแดนร้างไร้วงการเกม เพียงเพื่อวัตถุประสงค์ในการโอนทรัพย์สินผิดกฎหมายนั้น เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย…….』
『เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า หากมีเจตนาจะโอนทรัพย์สินแบบผิดกฎหมายจริงๆ ยังมีทางเลือกอื่นที่เป็นรูปธรรมอีกมากมาย นอกเหนือจากวิธีการที่ยากลำบากและเอิกเกริกขนาดนี้…….』
เออ ยอมถอยให้ร้อยก้าว สมมติว่าไม่ใช่การเลี่ยงภาษีก็แล้วกัน
แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ!
ก่อนที่บทสัมภาษณ์ของประธานจองจะได้ออกอากาศ ข่าวของฮยอนกังกลับทะลักออกมาขัดจังหวะแบบนี้
‘บังเอิญงั้นเหรอ?’
ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่สองครั้งแล้วนะ!
นี่มัน… จะบอกว่าไม่ใช่การขัดแข้งขัดขาของพัคยงฮากงั้นหรอ?
ยังดีที่พอมันเป็นครั้งที่สอง ความโกรธก็ไม่ได้ปะทุเดือดเหมือนคราวก่อน
ต่างจากอดีตที่เคยกระชากปลั๊กไฟอย่างบ้าคลั่ง
‘จะดูซิว่าทำได้ถึงไหน’
ท่านประธานจองจ้องเขม็งไปที่หน้าจอทีวีพร้อมขบกรามแน่น
ด้วยเหตุนี้ ท่านเลยต้องทนฟังข่าวของฮยอนกังต่อไปอีกถึงห้าหัวข้อ
หรือเป็นเพราะข่าวฮยอนกังแย่งพื้นที่ไปหมด
บทสัมภาษณ์เจาะลึกของประธานจอง จึงได้ออกอากาศเพียงแค่ 1 นาที ผิดจากที่คาดไว้ลิบลับ
ไอ้เวรเอ๊ย!
‘ต่อไปถ้าฉันยังเชื่อไอ้พวกสถานีโทรทัศน์อีก ก็ไม่ใช่คนแล้ว!’
สิ้นสุดคำปฏิญาณอันแสนเจ็บปวด
แคว่ก!
ประธานจองก็กระชากปลั๊กไฟออกจนได้
…
วันเวลาล่วงเลยจนเข้าสู่ช่วงปิดเทอมฤดูหนาว
โชคดีที่พี่ยังคงรักษาตำแหน่งที่ 1 ของโรงเรียนไว้ได้ และรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับคุณปู่สำเร็จ
ส่วนผมน่ะเหรอ?
ก็แค่… งั้นๆ แหละ
รักษาผลการเรียนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่โดดเด่นจนเป็นเป้าสายตา แต่ก็ไม่แย่จนโดนตำหนิ
ในมุมของผม ผมคิดแบบนั้นนะ
แต่ในสายตาคนอื่นจะเป็นยังไงก็…….
เอาเถอะ!
ผมใช้ชีวิตเงียบเชียบจนน่าตกใจ
อาจจะเพราะทำผลงานได้ทะลุเป้าไปหลายเท่าตัวมั้ง
คุณปู่เลยไม่ได้ว่าอะไร
ถึงจะมีการแบ่งหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ให้ แลกกับการที่ท่านเข้าซื้อหุ้นบริษัทเกมก็เถอะ
‘ก็ไม่ได้มากมายอะไรนี่นะ’
ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ผมคงได้ใช้ชีวิตเป็นคนตกงาน (แต่รวย) ที่แอบอ้างว่าเป็นคนเบื้องหลังความสำเร็จของพี่ หรือที่เรียกว่าคิงเมกเกอร์นั่นแหละ!
‘หึๆ’
จะว่าไป
พอคิดว่าพายุลูกใหญ่พัดผ่านไปแล้ว ก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นเยอะ
ก็นะ ช่วงที่ผ่านมาหักโหมไปหน่อยจริงๆ
อยู่ๆ ก็รู้สึกโหวงเหวงในใจพิกล
แหงล่ะ
หาเงินมาได้ตั้งมหาศาล แต่ยังไม่ได้ใช้เพื่อตัวเองสักแดงเดียวเลยนี่หว่า!
ไหนๆ ก็พูดแล้ว หาเงินมาดองไว้จะมีประโยชน์อะไร!
ต่อให้ยอดเงินในบัญชีพุ่งกระฉูด ก็มีแต่ธนาคารนั่นแหละที่ได้ดี!
‘เออ เงินต้องใช้ถึงจะมีค่า… ขืนทับไว้ก็เป็นแค่ภาระ’
ด้วยเหตุนี้ ผมเลยตัดสินใจเด็ดขาด
ทำงานหนักแล้วก็ต้องให้รางวัลตัวเองสิ!
ไม่นานนัก ผมก็โทรหาโจซูด็อก
พออธิบายสถานการณ์ให้ฟัง
(ไอ้หยา คิดได้ถูกต้องที่สุดครับ)
โจซูด็อกตอบรับทันควันราวกับรอเวลานี้มานาน
“ตอนนี้ออกมาหาได้เลยไหมครับ?”
(ได้ครับ)
“งั้นพกพาสปอร์ตออกมาด้วยนะครับ”
(พาสปอร์ต… เหรอครับ?)
“กะว่าจะไปญี่ปุ่นสักหน่อยน่ะครับ”
(อ้อ ญี่ปุ่น…….)
“ไม่ชอบเหรอครับ?”
(เปล่าครับ เห็นพูดเหมือนจะไปเกาะเชจู ผมเลยงงนิดหน่อย)
คิกๆ
“จะไปใช่ไหมครับ?”
(ผมจัดกระเป๋ารอไว้ท้ายรถอยู่แล้วครับ)
…
พอมาถึงญี่ปุ่น พวกเราก็มุ่งหน้าไปยังบ้านของนักเขียนเท็ตซึกะ
โจซูด็อกที่เป็นคนขับรถเอ่ยถามผม
“เห็นบอกว่ายุ่งอยู่กับการเขียนต้นฉบับไม่ใช่เหรอครับ?”
“เห็นว่าเมื่อวานปิดต้นฉบับไปแล้ว วันนี้เลยพักผ่อนน่ะครับ”
“อ๋อ”
แต่สายตายังเต็มไปด้วยความสงสัย
คงอยากถามว่า ไหนบอกจะให้รางวัลตัวเอง แล้วทำไมจู่ๆ ถึงมาหานักเขียนเท็ตซึกะ
ต้องตอบด้วยเหรอ
เดี๋ยวไปถึงก็รู้เองแหละ
บรืนนน!
รถที่เราเช่ามาคือ ‘กอล์ฟ’ รุ่นที่ 1 ของโฟล์คสวาเกน
ก็ถือเป็นรถระดับตำนานรุ่นหนึ่งนี่นา
ผมเลือกคันนี้เพราะอยากรู้ว่ารุ่นแรกเริ่มมันเป็นยังไง
ฟึ่บๆ
นอกจากตัวรถจะตอบสนองทันทีที่หักพวงมาลัยแล้ว
บรู๊นนน!
ความรู้สึกปราดเปรียวเฉพาะตัวตอนเร่งเครื่อง ก็ถูกใจผมไปหมด
‘ใช้ได้แฮะ’
พอเข้าสู่ถนนวงแหวน บ้านของคุณเท็ตซึกะก็อยู่ไม่ไกลแล้ว
จังหวะที่โจซูด็อกค่อยๆ เร่งความเร็วขึ้นนั่นเอง
“ที่นั่นแหละครับ บ้านสีเหลือง”
เราจอดรถเทียบข้างรถปอร์เช่ 911 สีเหลืองของคุณเท็ตซึกะ
คงเพราะรถคลาสสิกของปอร์เช่เป็นของแปลกตา
โจซูด็อกเลยเหลือบมองแวบหนึ่ง
“ถูกใจเหรอครับ?”
“เปล่าครับ แค่…….”
โจซูด็อกทำท่าจะหยุดพูด แต่ก็เอ่ยต่อ
“รถยุค 60 พวกนี้ไม่ได้ใส่ใจเรื่องอากาศพลศาสตร์อะไรเลยน่ะสิครับ จะกินน้ำมันหรืออะไรก็ช่าง ขอแค่สวยเป็นพอ เรียกว่าเป็นความโรแมนติกแบบดิบเถื่อนก็ได้มั้งครับ”
ผมถามย้ำอีกครั้งว่าถูกใจไหม
“ก็… ยอมรับว่าเท่จริงๆ ครับ แต่ของแบบนี้คงแพงน่าดูใช่ไหมครับ?”
“ไม่รู้สิครับ ถึงจะแพงแค่ไหน ก็เป็นแค่รถยนต์ไม่ใช่เหรอ?”
แปะ แปะ แปะ!
“บราโว สมกับเป็นท่านประธานครับ”
หึๆ
ผมหัวเราะขำๆ พลางเดินไปที่หน้าประตู
ติ๊งต่อง
“อาจารย์ครับ พัคจีฮุนครับ”
ครู่ต่อมา ประตูก็เปิดออกพร้อมกับนักเขียนเท็ตซึกะในชุดโค้ตตัวยาว
“โอ้ ไม่เจอกันนานเลยนะครับ ผมได้ยินข่าวมาเยอะเลย เห็นว่าเกมที่ปล่อยออกมาสร้างปรากฏการณ์น่าดู”
“ก็เพราะได้อาจารย์ช่วยวาดภาพประกอบให้นั่นแหละครับ”
“ภาพวาดของผมก็มีแค่รูปเดียวเองนะครับ”
“งั้นผลงานหน้า ขออีกสักหลายๆ รูป…….”
หลังจากที่เราถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันพอหอมปากหอมคอ
“แล้วท่านข้างๆ นี่คือ……?”
“ผมชื่อโจซูด็อกครับ เป็นอาจารย์สอนศิลปะในมหาวิทยาลัย”
ทักทายกันเสร็จสรรพ โจซูด็อกคงนึกว่าจะได้เข้าไปในบ้านเสียที
ทว่า
คุณเท็ตซึกะกลับกระชับเสื้อโค้ตแล้วเดินออกมาข้างนอก
“......?”
เครื่องหมายคำถามอันเบ้อเริ่มลอยอยู่เหนือหัวโจซูด็อก
“รถผมเป็นแบบ 2 ที่นั่ง… ไปรถของท่านประธานน่าจะดีกว่านะครับ?”
“เอาสิครับ”
บทสนทนาที่จับต้นชนปลายไม่ถูก ทำให้เครื่องหมายคำถามของโจซูด็อกไม่ยอมจางหายไปง่ายๆ
คุณเท็ตซึกะจึงเอ่ยปากราวกับจะอธิบายสถานการณ์
“ที่ที่เราจะไปไม่ใช่ร้านค้านะครับ เป็นของสะสมส่วนตัวของคอลเลกเตอร์ ราคาก็เลยอาจจะแพงกว่าท้องตลาดอยู่บ้าง”
“แพงมากไหมครับ?”
“เป็นรถคลาสสิกทั้งหมด แถมยังเป็นรุ่นระดับตำนานทั้งนั้น จ่ายแพงกว่าราคาตลาดสักห้าเท่าก็เป็นเรื่องปกติครับ แต่รับรองว่าเลขไมล์ไม่ถึง 5,000 กิโลเมตร สภาพเรียกได้ว่านางฟ้าเลยครับ”
มาถึงตรงนี้ โจซูด็อกก็น่าจะพอเดาสถานการณ์ออกแล้ว
“ท่านประธาน… จะซื้อรถเหรอครับ?”