เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 60

บทที่ 60

บทที่ 60


บทที่ 60

ในการวางจำหน่ายเกมบนแพลตฟอร์มของนินเทนโดมีขั้นตอนอยู่ไม่กี่อย่าง

หนึ่ง ต้องซื้อเครื่องมือพัฒนา จากนินเทนโด

สอง ต้องทำข้อตกลงว่าจะแบ่งกำไรส่วนหนึ่งเป็นค่าลิขสิทธิ์

สาม ต้องยอมรับกฎระเบียบภายในที่ว่า จะวางจำหน่ายได้ก็ต่อเมื่อผ่านการอนุมัติ จากสำนักงานใหญ่แล้วเท่านั้น

เงื่อนไขถือว่าค่อนข้างโหดหิน

แค่เริ่มมา ถ้าเงินทุนไม่หนาก็ติดปัญหาตั้งแต่ซื้อเครื่องมือพัฒนาแล้ว

ถึงอย่างนั้น ทำไมกฎระเบียบเหล่านี้ถึงยังคงอยู่?

ก็เพื่อควบคุมคุณภาพของเกมที่จะวางจำหน่ายบนเครื่องแฟมิคอม

อย่างเข้มงวดนั่นเอง

และแน่นอน ตัวสัญญานั้นละเอียดยิบย่อยมาก

“นี่เป็นแบบฟอร์มมาตรฐานของเราครับ แต่ว่า.......”

คุณฮิเดโอะเหลือบมองสีหน้าผมเล็กน้อย

“ในเมื่อเป็นสัญญาที่ท่านประธานทำเอง เราจะพิจารณาเป็นพิเศษ”

“ไม่ต้องครับ เอาแบบปกตินั่นแหละ”

“กะแล้วเชียวครับ”

“แต่ขอให้เพิ่มเงื่อนไขไปบรรทัดเดียวพอ”

“......?”

“กำไร 30% จะเป็นส่วนแบ่งของคุณฮิเดโอะครับ”

“คะ ครับ?”

“ก็คุณเป็นคนวางโครงสร้างเกมแนว Card Battle ทั้งหมดเลยนี่นา”

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะครับ... แค่ออกไอเดียเดียว จะให้รับตั้ง 30%”

ขอโทษนะ แต่นี่คือโซ่ตรวนที่ทำจากเงิน

การแบ่งหุ้นให้ ก็เหมือนการผูกมัดกลายๆ

ด้วยความเกรงใจ ยังไงเขาก็ต้องคอยดูแลเกมของพี่ชายผมต่อไปแน่นอน!

ต่อให้คุณฮิเดโอะต้องเริ่มโปรเจกต์ใหม่ก็เถอะ

จะยุ่งแค่ไหน

ในเมื่อรับส่วนแบ่งไปแล้ว ก็ต้องช่วยกันจนถึงที่สุด

“ท่านประธานครับ ยอดผลิตล็อตแรกกะไว้สักเท่าไหร่ครับ?”

“ประมาณ 2 ล้านชุดครับ”

“เอ่อ คือ ปกติทางสำนักงานใหญ่จะกำหนดให้นักพัฒนาหน้าใหม่”

“ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากสำนักงานใหญ่ครับ”

“ครับ?”

“การพัฒนา การผลิต การจัดจำหน่าย การโปรโมท ทั้งหมดนี้ผมจะจัดการเอง”

“งั้นต้องใช้เงินมหาศาลเลยนะครับ”

“ไม่เป็นไรครับ เงินผมน่ะมีเหลือเฟือ”

“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง นั่นสินะครับ ผมนี่ชอบยุ่งไม่เข้าเรื่องอยู่เรื่อย”

คุณฮิเดโอะยิ้มแห้งๆ

“สรุปว่าเพิ่มเงื่อนไขส่วนแบ่งกำไร 30% กับยอดผลิตล็อตแรก 2 ล้านชุด ลงในสัญญา แค่สองข้อนี้ใช่ไหมครับ?”

“ครับ”

“อ้อ สุดท้าย อีกเรื่องหนึ่งครับ”

“......?”

“พวกการตั้งค่าหรือกฎกติกาที่เหมาะกับรูปแบบ Card Battle ผมสามารถช่วยปรึกษาและปรับแก้ให้ได้ แต่พวกเนื้อเรื่องหลักหรือภาพประกอบบนการ์ด ท่านประธานจะเอายังไงดีครับ”

กะว่าจะรีบหาคนเขียนบททันทีที่เซ็นสัญญาเสร็จอยู่พอดี

เขาอ่านใจผมออกหรือเปล่านะ

“ดูเหมือนจะมีคนที่เล็งไว้แล้วสินะครับ?”

“ถูกเผงเลยครับ”

“ไวเหมือนเดิมเลยนะครับ”

คุณฮิเดโอะยิ้มกว้างให้กับคำตอบของผม

หน้าที่เซ็นสัญญาเป็นของพี่

สำหรับผมที่ผ่านการทำสัญญามานับไม่ถ้วนอาจจะชินแล้ว แต่สำหรับพี่ที่กำลังจะขึ้น ม.3 นี่คงเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่น่าดู

แต่ทว่า

แกร๊ก แกร๊ก

พี่จรดปากกาเซ็นชื่อลงไปอย่างมาดมั่น

สีหน้าบ่งบอกว่า เพิ่งจะก้าวแรกแท้ๆ จะตื่นเต้นไปทำไม

แน่นอนว่าความเยือกเย็นนั้นอยู่ได้ไม่นาน

“ค่าสัญญาผมจะโอนเข้าบัญชีคุณยูกอนเดี๋ยวนี้เลยนะครับ”

“ค่าสัญญาเหรอครับ?”

“ครับ เซ็นสัญญาแล้วก็ต้องจ่ายสิครับ รอสักครู่นะครับ”

คุณฮิเดโอะถือเอกสารหายไปครู่หนึ่ง

ผ่านไป 10 นาที เขาก็กลับมาพร้อมบอกว่า

“โอนให้แล้วนะครับ 500,000 เยน”

เอื๊อก

ผมเห็นลูกกระเดือกของพี่ขยับขึ้นลงอย่างชัดเจน

คงเป็นครั้งแรกในชีวิตที่หาเงินก้อนโตขนาดนี้ได้ด้วยตัวเอง

พยายามจะเก็บอาการแล้วเชียว

“.......”

แต่ดูเหมือนจะควบคุมใจไม่ให้เต้นแรงไม่ได้สินะ

‘เปลี่ยนไปเยอะจริงๆ แฮะ’

ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ภายในเวลาไม่กี่วัน พี่กลายเป็นคนละคนไปเลย

คงกำลังพยายามอย่างหนักเพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป

ขณะที่ผมกำลังชื่นชมความเปลี่ยนแปลงของพี่ คุณฮิเดโอะก็เก็บสัญญาแล้วลุกขึ้นยืน

เขายื่นมือไปจับมือพี่แล้วพูดว่า

“เราได้ผู้พัฒนาภายนอกที่มีอนาคตไกลมาร่วมงานแล้ว ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ”

หมับ

“ทางนี้ก็เช่นกันครับ ฝากตัวด้วยครับ”

“สัญญาเรียบร้อยแล้ว งั้นไปทานข้าวแล้วคุยเรื่องการตั้งค่าเกมกันต่อดีไหมครับ?”

“ดีเลยครับ!”

คุณฮิเดโอะหันมาทางผม

“ท่านประธานไปด้วยกันไหมครับ?”

“ขอโทษครับ ผมคงต้องขอตัว”

“อย่าบอกนะว่า... จะไปหานักเขียนบท?”

“มีธุระต้องจัดการหลายอย่างพร้อมกันน่ะครับ”

“ตั้งแต่วันแรกก็เครื่องร้อนเลยนะครับ?”

“คุณก็ทราบนี่ครับ ว่าผมน่ะใจร้อน”

รู้ดีเลยล่ะ

ขณะที่คุณฮิเดโอะพยักหน้าเห็นด้วย ผมก็รีบปลีกตัวออกมา

“ขอยืมโทรศัพท์หน่อยได้ไหมครับ?”

พนักงานนินเทนโดพยักหน้าให้อย่างเต็มใจทันที

ส่วนหนึ่งคงเพราะความใจดีแบบคนญี่ปุ่น แต่อีกส่วนคงเพราะผมถามด้วยภาษาอังกฤษเลยรีบอนุญาต

“โทรทางไกลต่างประเทศนะครับ ได้ไหม?”

“ต่างประเทศเหรอครับ?”

“ไม่นานหรอกครับ”

“ครับ เอ่อ ถ้าอย่างนั้นก็.......”

ผมกดหมายเลขที่คุ้นเคย

กังวลเหมือนกันว่าจะไม่รับสาย แต่นั่นก็เป็นแค่ความกังวลเปล่าๆ

“ศาสตราจารย์ครับ ผมเอง พัคจีฮุน”

(โอ้ว! ท่านประธาาาน!)

น้ำเสียงโอเวอร์แอ็กชันอันเป็นเอกลักษณ์ของโจซูด็อก

แรกๆ ก็ไม่ชินหรอก

แต่นานๆ ไป... บางทีก็คิดถึงเหมือนกันแฮะ

“ยุ่งอยู่ไหมครับ?”

(จะยุ่งได้ไงครับ? ท่านประธานเรียก ต่อให้ตัดผมอยู่ผมก็พุ่งออกไปหาครับ)

จินตนาการภาพโจซูด็อกที่มีจอนผมแหว่งๆ วิ่นๆ แล้วผมก็เผลอหลุดขำ

“ฮ่ะๆ ศาสตราจารย์ครับ ขอเจอตัวหน่อยได้ไหมครับ?”

(แน่นอนครับ ต้องไปพบอยู่แล้ว อยู่ที่ไหนครับ? จะรีบไปเดี๋ยวนี้เลย)

“จะมาเหรอครับ?”

(โธ่ ก็บอกแล้วไงครับ แค่สั่งมา)

“เกียวโตครับ”

(......?)

“ญี่ปุ่นครับ ผมอยู่เกียวโต”

(อ่า อย่างนั้นเอง ตอนนี้... อยู่เกียวโตสินะครับ)

“ถ้าลำบากใจก็.......”

(ลำบากอะไรกันครับ! มิน่าล่ะ วันนี้ไม่ค่อยหิวข้าวสงสัยเพราะอยากกินอุด้งที่ญี่ปุ่นนี่เอง ฮ่าๆ)

เดิมทีตั้งใจจะลุยคนเดียวโดยไม่ต้องพึ่งศาสตราจารย์โจซูด็อก

แต่เพราะแนวเกมเปลี่ยนเป็น TCG กะทันหัน แผนของผมเลยต้องเปลี่ยนตาม

“พอมาถึงแล้ว ช่วยตามหาคนคนหนึ่งให้หน่อยครับ”

(ลงเครื่องปุ๊บเลยเหรอครับ?)

“ถ้าอยากท่องเที่ยว จะเดินเที่ยวก่อนก็ได้นะครับ”

(อะแฮ่ม อะ... อายุป่านนี้จะเที่ยวอะไรกันครับ เรื่องพวกนั้นเอาไว้ให้วัยรุ่นทำเถอะ คนอย่างพวกเราชอบทำงานมากกว่า เกลียดการเที่ยวเล่นไปวันๆ ที่สุด ฮ่าๆๆ)

“จดข้อมูลได้ไหมครับ?”

(รอสักครู่ครับ)

เสียงกุกกักหาดระดาษดังขึ้น ก่อนจะตอบกลับมาว่าพร้อมแล้ว

ตอนไปอเมริกาคราวก่อน เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร

แต่คราวนี้ข้อมูลค่อนข้างเยอะ

(ข้อมูลขนาดนี้ แค่ชั่วโมงเดียวก็เจอครับ)

โจซูด็อกแสดงความมั่นใจเต็มเปี่ยม

“ว่าแต่... พูดญี่ปุ่นได้ไหมครับ?”

(โธ่ จะหากินในมหาวิทยาลัย ภาษาญี่ปุ่นนี่พื้นฐานเลยครับ)

ก็จริง ยุคนี้ตำราวิชาการส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษกับญี่ปุ่นนี่นา

“งั้นผมก็ไม่ต้องหาล่ามสินะครับ?”

(อืม... ครับ ก็... เรื่องอ่านนี่ผมถนัดอยู่ครับ แต่.....)

“นั่งเครื่องบินตั้ง 2 ชั่วโมงนี่ครับ? ซ้อมๆ ไว้หน่อยน่าจะไหวมั้งครับ?”

(วะ ไว้ใจได้เลยครับ)

บทสนทนาจบลงเท่านี้

‘เตรียมการคร่าวๆ เรียบร้อย’

ผมก้มหัวขอบคุณพนักงาน แล้วเดินออกจากตึกไปอย่างสบายใจ

‘กว่าศาสตราจารย์จะมา คงมีเวลาว่างอีกพักใหญ่’

ผมนั่งแท็กซี่ตรงเข้าเมืองทันที

เป้าหมายมีเพียงหนึ่งเดียว

เพื่อดูวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนญี่ปุ่น

‘ตลาดเกมที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากอเมริกา!’

ถ้าตั้งเป้า 1 แสนล้าน ก็ต้องทำยอดขายในญี่ปุ่นให้ดีด้วย

‘งั้นการสำรวจตลาดก็เป็นเรื่องจำเป็น’

สมกับเป็นยุคที่รุ่งโรจน์ที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ช่วงพีคของยุคฟองสบู่

มองไปทางไหนก็เนืองแน่น

ผู้คนดูคึกคักมีชีวิตชีวา

ที่แรกที่ผมมุ่งหน้าไปคือร้านขายเกม

สมกับเป็นญี่ปุ่นที่คอนโซลครองเมือง บรรยากาศในร้านแทบไม่มีเกม PC เลย

ทั้งร้านเต็มไปด้วยเกมของนินเทนโดแฟมิคอม

เกมเยอะจนหาแทบไม่เจอว่าอะไรเป็นอะไร

แต่ถึงอย่างนั้น เกมที่วางอยู่บนแผงหน้าเคาน์เตอร์ก็ยังสะดุดตาทันที

ถ้าเปรียบเป็นเว็บพอร์ทัล ก็เหมือนได้ขึ้นหน้าหนึ่งนั่นแหละ

‘ตรงนี้ทำเลทองแฮะ’

ถ้าเอาเกมมาวางตรงนี้ได้ ยอดขายคงการันตีได้แน่

การจัดจำหน่ายและการโปรโมท ท้ายที่สุดก็คือการช่วงชิงพื้นที่แบบนี้แหละ

‘อเมริกาเหนือเจาะตลาดไว้ปึ้กแล้ว แต่ฝั่งญี่ปุ่นจะเอายังไงดี’

ความกังวลอยู่ได้ไม่นาน

เกมก็ไม่ได้จะออกวันนี้พรุ่งนี้สักหน่อย

ทุ่มเวลาสัก 6 เดือน อย่างน้อยก็น่าจะมีกระแสตอบรับบ้างแหละน่า

‘เอาเถอะ เรื่องจัดจำหน่ายค่อยคิดทีหลัง’

ตอนนี้ต้องสำรวจเรื่องภายในเกมก่อน

ด้วยนิสัยที่คิดแล้วทำทันที ผมเดินดุ่มๆ เข้าไปหาลุงเจ้าของร้าน

“มีเกมการ์ดขายไหมครับ?”

ผมถามด้วยภาษาญี่ปุ่นที่พูดได้แค่เป็นคำๆ

เพราะงั้น

ลุงเจ้าของร้านเลยพยายามตอบกลับมาช้าๆ ชัดๆ

“เกมการ์ดคืออะไร?”

“แบบที่เอาการ์ดมาสู้กันน่ะครับ”

“เกิดมาไม่เคยได้ยิน แฟมิคอมไม่มีของแบบนั้นหรอก”

“พวกบอร์ดเกมก็ไม่มีเหรอครับ?”

“บอร์ดเกม?”

“ผมอยากลองเล่นเกมที่ใช้การ์ดน่ะครับ”

ลุงเจ้าของร้านทำท่าค้นหาอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้า

“บอร์ดเกมก็มีแค่พวกโมโนพอลีนั่นแหละ”

โมโนพอลี คือต้นแบบของเกมเศรษฐีจากอเมริกา

“น่าเสียดายจัง”

“อย่าเศร้าไปเลย เอาซูเปอร์ มาริโอไหม? ช่วงนี้กำลังดังสุดๆ เลยนะ”

“เดี๋ยวขอคิดดูก่อนนะครับ”

ตึก ตึก

สรุปว่าฝั่งคอนโซลยังไม่มีเกมแนวนี้แน่นอน ฝั่งบอร์ดเกมก็ดูจะสถานการณ์คล้ายๆ กัน

ถ้าสมมติฐานนี้เป็นจริง

‘นี่มันเดิมพันแบบ All or Nothing ชัดๆ’

คนอาจจะแห่มาเล่นเพราะความแปลกใหม่ หรือไม่ก็เมินเฉยไปเลยเพราะไม่คุ้นเคย

การไม่มีทางสายกลาง หมายความว่าต้องแบกรับความเสี่ยงมหาศาล

ในมุมมองคนทำธุรกิจ นี่เป็นเงื่อนไขที่อันตรายที่สุด

แต่จะทำยังไงได้

ก็ต้องวางกลยุทธ์ให้รัดกุมเพื่อเพิ่มโอกาสสำเร็จให้มากที่สุดเท่านั้น

ว่าแต่

‘ศาสตราจารย์ครับ เมื่อไหร่จะมา?’

มีคนต้องให้ไปตามหานะครับ จะมาถึงเมื่อไหร่เนี่ย

เพิ่งวางสายไปได้แป๊บเดียวแท้ๆ แต่ผมกลับคิดถึงความสามารถระดับนักสืบเอกชน ของโจซูด็อกเหลือเกิน

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา

โจซูด็อกมาถึงโตเกียวพร้อมกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆ

<ตามหานักศึกษามหาวิทยาลัยที่เคยทำงานพิเศษเป็นผู้ช่วยวาดฉาก ที่สำนักพิมพ์ ‘ชูเอฉะ’>

ข้อมูลแค่นี้

เหมือนตักข้าวคำโตป้อนเข้าปากให้เคี้ยวเลยชัดๆ!

“หึๆๆ”

ด้วยความสบายใจ ระหว่างทางมาเขาเลยศึกษาข้อมูลของสำนักพิมพ์ชูเอฉะอย่างละเอียด

‘สำนักพิมพ์ระดับท็อปของโลกเลยหรอ?’

เห็นว่าตีพิมพ์นิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ที่ชื่อ ‘โชเน็งจัมป์’ ที่มียอดขายกว่า 1 ล้านเล่มต่อสัปดาห์

มีเรื่องดังๆ อย่าง ‘เซ็นต์เซย์ย่า’ , ‘กัปตันซึบาสะ’, ‘โจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ’

‘ไม่รู้จักสักเรื่อง’

จะดังแค่ไหนก็ช่างปะไร

รีบหาคนให้เจอ แล้วกลับไปหาท่านประธานที่โรงแรมในเกียวโตก็จบ!

โจซูด็อกรีบเรียกแท็กซี่ทันที

“ไปสำนักพิมพ์ชูเอฉะครับ”

เขาห่างหายจากการใช้ภาษาญี่ปุ่นไปนาน

ต้องรับบทล่ามไปอีกหลายวัน

เพื่อรื้อฟื้นทักษะภาษาญี่ปุ่น โจซูด็อกจึงลองชวนคนขับแท็กซี่คุย

“เศรษฐกิจญี่ปุ่นช่วงนี้เป็นยังไงบ้างครับ?”

“ก็ดีนะครับ ยังมีความหวังอยู่”

“ความหวังเหรอครับ?”

“ก็ความคาดหวังว่าพรุ่งนี้จะดีกว่าวันนี้น่ะสิครับ”

“โอ้โห”

บรื้นนน!

คนขับขับรถได้ดุดันมาก

พอคันหน้าแตะเบรก ก็หักเปลี่ยนเลนแซงทันที

“ว่าแต่ถามเรื่องเศรษฐกิจทำไมครับ?”

คนขับเป็นคนพูดเร็วพอๆ กับนิสัยใจร้อน

“หรือว่าเป็นเจ้าหน้าที่เศรษฐกิจจากเกาหลีอะไรทำนองนั้น?”

โชคดีที่ถึงจะพูดรัวแค่ไหน โจซูด็อกก็ฟังออกเกือบหมด

เมื่อเริ่มมั่นใจ โจซูด็อกก็ยิ้มมุมปากแล้วถามกลับ

“ผมดูเหมือนคนทำงานราชการเหรอครับ?”

“อ่า ก็แค่... เห็นใส่สูทดูแพงน่ะครับ”

ถ้าคุยรู้เรื่องขนาดนี้ ไปไหนก็คงไม่มีปัญหา

โจซูด็อกอารมณ์ดีขึ้นมา จึงหยิบกระดาษโน้ตเมื่อกี้ออกมาดูอีกครั้ง

ผู้ช่วยวาดฉากงั้นเหรอ

‘คงหมายถึงคนวาดพื้นหลังในการ์ตูนสินะ?’

จากนั้นสายตาก็เลื่อนลงไปอ่านข้อความด้านล่างสุดของกระดาษ

<คาดว่าเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยอายุ 20 ต้นๆ ชื่อจริง ซูซูกิ โยชิฮิโร>

อืม

จะว่าไปก็เกรงใจนะ แต่

‘ชื่อฟังดูเหมือนพวกขี้เกียจสันหลังยาวยังไงชอบกล’

ขณะที่โจซูด็อกกำลังมองออกไปนอกหน้าต่าง

“คุณลูกค้าครับ ขอเหยียบมิดเลยได้ไหม?”

“ตามสบายเลยครับ”

บรื้นนน!

ท้องฟ้าวันนี้ดูสูงลิ่วเป็นพิเศษ

ดูเหมือนจะเป็นยามบ่ายที่คาดหวังผลลัพธ์ดีๆ ได้

จบบทที่ บทที่ 60

คัดลอกลิงก์แล้ว