- หน้าแรก
- บริหารช่างมัน ผมแค่อยากใช้เงิน
- บทที่ 47
บทที่ 47
บทที่ 47
บทที่ 47
คืนนั้น
ทันทีที่กลับถึงบ้าน ผมก็ถูกท่านประธานพัคเรียกตัว
ท่านประธานพัคในชุดคาร์ดิแกนสีน้ำตาลเข้มกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน
รู้สึกแบบนี้ทุกครั้งที่เข้ามาในห้องหนังสือเลยแฮะ
เหมือนกำลังยื่นหัวเข้าไปในปากเสืออย่างไรอย่างนั้น
"เรียกผมเหรอครับ?"
"ไปเปิดหูเปิดตามาเป็นไงบ้าง?"
"ครับ"
"ได้เรื่องได้ราวไหม?"
ไปสูดอากาศทำไมต้องถามหาผลงานด้วย
แกรก แกรก
'นี่แค่ออกไปข้างนอกก็นับเป็นธุรกิจแล้วสินะ'
ถึงจะเป็นสัญญาณเตือนภัย
แต่โชคดีที่วันนี้ผมมีเรื่องจะพูดเยอะ
ทำไมน่ะเหรอ?
ก็เพราะผมเลือกทำแต่เรื่องที่ท่านประธานพัคเห็นแล้วต้องกุมขมับน่ะสิ!
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเปิดปากพูดอย่างผ่าเผยยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
"ผมกะว่าจะเปิดสำนักพิมพ์ครับ"
"สำนักพิมพ์ทำไม?"
"ผมอยากทำหนังสือที่ผมอยากได้ด้วยมือตัวเองครับ"
"ฮะ!"
ทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อ
ถือว่าบรรยากาศเริ่มต้นได้สวย!
"ผมก็เลยไปมหาวิทยาลัยยอนเซมาครับ"
"ไปทำไมที่นั่นอีก?"
"กะว่าจะจัดประกวดงานเขียนครับ"
"แล้วทำไมต้องไปยอนเซ? อย่าบอกนะ ว่าจะรับผลงานจากแค่ที่นั่น?"
"ครับ ก็... เบื้องต้นนะครับ"
ทันใดนั้น ดวงตาของท่านประธานพัคที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจก็เริ่มมีประกายประหลาดพาดผ่าน
ประโยคที่หลุดออกมาหลังจากนั้นคือ
"ในบรรดาที่ดินตั้งเยอะตั้งแยะ แกยังเจาะจงบินไปบอสตัน วันนี้ก็เจาะจงไปที่นั่นอีกแล้วนะ"
อา
จะบอกว่าในบรรดามหาวิทยาลัยตั้งเยอะตั้งแยะ การที่เจาะจงไปยอนเซมันแปลกสินะ?
'ตาไวเหมือนปีศาจจริงๆ'
แต่ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก
ผมเตรียมคำตอบมาแล้ว
"ถ้าจัดระดับประเทศเลยคงรับมือไม่ไหวหรอกครับ ไม่รู้ว่าจะมีต้นฉบับส่งมาเป็นหมื่นเรื่องรึเปล่า แบบนั้นคงตรวจสอบยากด้วย"
"ก็เลยกะจะเดินสายไปทีละมหาวิทยาลัยเหมือนเปิดคอนเสิร์ตงั้นเรอะ?"
"ถ้ากำลังไหวนะครับ"
"เงินรางวัลล่ะ?"
"สำหรับยอนเซ เบื้องต้น 10 ล้านวอนครับ"
หึ
คำพูดของผมทำให้ท่านประธานพัคยกมุมปากขึ้น
"เห็นเรื่องเงินๆ ทองๆ แบบนี้ สงสัยกะจะทำแค่ครั้งเดียวจบมั้ง ฉันพูดผิดไหม?"
"ไม่รู้สิครับ"
สายตาท่านประธานพัคน่ากลัวขนาดนี้ คงต้องจัดอีกสักสองสามครั้งแล้วมั้ง
ผมถือโอกาสเปลี่ยนเรื่องและขยับเข้าประเด็นสำคัญ
"คุยเรื่องประกวดที่ยอนเซจบ ผมก็เลยไปมหาวิทยาลัยโซลต่อครับ ขยับตัวเร็วแบบนี้ก็เลยคว้าสัญญามาได้ฉบับหนึ่ง ได้เจอนักเขียนอีมุนฮยอกมาด้วยครับ"
"เซ็นสัญญามาแล้วเรอะ?"
"ครับ"
"มีสัญญาไหม?"
พยักหน้า
"เอามาดูซิ"
ครู่ต่อมา
ท่านประธานพัคสวมแว่นขยายและตรวจสอบเอกสารอย่างละเอียด
<เงินล่วงหน้า 500 ล้านวอน
หมู่บ้านนักเขียนเพื่อสนับสนุนนักเขียน, การจัดตั้งกองทุนสร้างสรรค์ผลงาน
รวมถึงการลงทุนเพื่อแปลหนังสือวิชาการพื้นฐาน>
เป็นสัญญาที่เต็มไปด้วยเนื้อหาชวนโดนด่าทั้งนั้น
ว่าแล้วเชียว
"ไอ้ที่แกอยากทำเนี่ย การกุศลรึเปล่า?"
ปฏิกิริยาของท่านประธานพัคทำให้ผมกำหมัดแน่น
"แค่เงินล่วงหน้าก็ปาไป 500 ล้านแล้วหรอ?"
"ครับ"
"กะว่าจะขายหนังสือได้เท่าไหร่กันถึงกล้าจ่ายล่วงหน้าไป 500 ล้าน?"
"ก็น่าจะทำเงินได้สัก 1 หมื่นล้านไม่ใช่เหรอครับ?"
"มีหลักฐานไหม?"
"เรื่องราวที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วอย่างสามก๊ก บวกกับฝีมือการเขียนระดับสุดยอด"
"นั่นมันแค่ความหวังลมๆ แล้งๆ ของแกไม่ใช่รึไง?"
"งั้นเหรอครับ?"
ท่านประธานพัคขมวดคิ้วเงียบๆ
หลานชายไม่ใช่พวกชอบพูดพล่อยๆ
ทำหน้าเหมือนกำลังคิดว่า เจ้านี่มีแผนอะไรซ่อนอยู่อีก
แต่ปฏิกิริยานั้นอยู่ได้ไม่นาน
"งั้นเอาแบบนี้"
"ครับ?"
"ดึงหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่มาเอี่ยว แล้วเริ่มจากลงเป็นตอนๆ ในหนังสือพิมพ์ก่อน"
"ในหนังสือพิมพ์เหรอครับ?"
"คนอื่นเขาต้องเสียเงินลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ ถ้าเอาไปลงเป็นตอนๆ ในนั้น การโปรโมทก็ได้ฟรี ค่าต้นฉบับที่ได้ทุกเดือนก็เอามาหักลบกับเงินที่จ่ายล่วงหน้าไป อย่างน้อยก็ไม่ขาดทุน"
คนที่ไม่น่าจะเคยคิดทำธุรกิจสำนักพิมพ์มาตลอดชีวิต
แต่พอเห็นสัญญาปุ๊บ ก็วินิจฉัยและแก้ปัญหาได้เสร็จสรรพในรวดเดียว
'เรื่องหาเงินนี่ไม่มีใครตามทันจริงๆ'
ในขณะที่ผมกำลังทึ่ง ท่านประธานพัคก็ขยับแว่นขยาย
"เงินล่วงหน้าเอาแค่นี้ก็พอ ส่วนเรื่องสร้างหมู่บ้านนักเขียนกับกองทุนสร้างสรรค์ เออ ยอมให้ร้อยก้าว ตีซะว่าเป็นการลงทุน แต่ไอ้นี่มันอะไร?"
"......?"
"ทำไมแกต้องไปแปลหนังสือวิชาการพื้นฐานด้วย?"
"อ๋อ อันนั้นน่ะครับ"
"แกเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการรึไง?"
สายตาคมกริบ
เรื่องอื่นพอหยวนๆ ให้ได้ แต่เรื่องใช้เงินสะเปะสะปะแดงเดียวก็ยอมไม่ได้
จะให้ทำไงได้
ก็ต้องพูดความจริง
"คุณปู่ครับ ผมอ่านวรรณกรรมคลาสสิกของกรีก แต่เชื่อไหมครับ ในคำอธิบายหนังสือเขียนไว้แบบนี้ 'แปลซ้อนมาจากฉบับญี่ปุ่น' ผมอ่านแล้วมันตะขิดตะขวงใจน่ะครับ"
"ประเทศที่แค่หากินไปวันๆ ก็ลำบาก จะไปมีผู้เชี่ยวชาญภาษากรีกสักกี่คนกันเชียว?"
ก็จริง
ผู้เชี่ยวชาญภาษากรีกมีไม่กี่คน การจะแปลจากต้นฉบับเลยแทบจะเป็นไปไม่ได้
แต่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้นั้น ญี่ปุ่นเขาลงทุนทำในระดับชาติมาตลอด
ทำเรื่องที่ไม่ได้เงินอย่างสม่ำเสมอ อย่างโง่เขลา อย่างกัดฟันทำมาตลอด
ผลลัพธ์คือ ในขณะที่ญี่ปุ่นผลิตผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวิชาการพื้นฐานได้ถึง 31 คน เรากลับไม่มีผลงานอะไรเลย
ในขณะที่เพลงเกาหลีขึ้นอันดับ 1 บิลบอร์ดชาร์ต
ภาพยนตร์เกาหลีกวาดรางวัลทั้งออสการ์และคานส์
ละครและเว็บตูนเกาหลีสร้างชื่อเสียงไปทั่วโลก
แต่วิชาการพื้นฐานของเกาหลีกลับต้องได้รับใบเกรดที่น่าขมขื่นทุกปี
เหตุผลนั้นง่ายนิดเดียว
"หนังสือที่ดูแล้วไม่น่าจะมีใครอ่าน ถ้าญี่ปุ่นเห็นว่ามีคุณค่าทางวิชาการ เขาก็แปลครับ แต่เรากลับตรงกันข้าม ขนาดหนังสือที่คิดว่าน่าจะมีแน่ๆ ยังไม่มีการแนะนำเข้ามาเลย"
หรือต่อให้มีแปล ส่วนใหญ่ก็เป็นการแปลซ้อนจากฉบับญี่ปุ่นอีกที
แล้วแบบนี้จะไปสู้ทางวิชาการไหวได้ยังไง
"แล้วไง? แกจะควักเนื้อตัวเองเพื่อยกระดับประเทศว่างั้น?"
"ไม่ใช่การกุศลหรอกครับ"
"แล้ว?"
"เป็นการลงทุนครับ"
"ลงทุน?"
"ครับ ประเทศเราน้ำมันสักหยดก็ไม่มี ที่เรามีก็แค่ทรัพยากรมนุษย์ ก็ต้องลงทุนกับคนสิครับ"
"ลงทุนกับคนแล้วจะได้อะไร?"
"บุคลากรที่จะเข้ามาทำงานในฮยอนกังก็จะเก่งขึ้นอีกขั้นไงครับ"
"แค่เอาหนังสือเข้ามา คนมันจะเปลี่ยนกันได้หรอ?"
"ถ้าไม่มีประโยชน์ ญี่ปุ่นคงเลิกทำไปนานแล้วมั้งครับ?"
"ไอ้พวกนั้นมันเตรียมการมาตั้งแต่หลายสิบปีก่อน แกคิดว่าเพิ่งมาเริ่มทำตอนนี้แล้วจะตามทันรึ?"
"แน่นอนครับ คุณปู่เองก็ไม่ได้คิดเหมือนผมหรอกเหรอครับ?"
"อะไรนะ?"
"ในวงการเขาบอกว่าช่องว่างระหว่าง 'โซนี่' กับ 'ฮยอนกัง' ห่างกันสัก 30 ปีได้มั้งครับ? แค่ 10 ปีก็มองไม่เห็นฝั่งแล้ว นี่ 30 ปี แทบจะเป็นเกมที่รู้ผลแพ้ชนะแล้วไม่ใช่เหรอครับ? แต่ความคิดของคุณปู่ต่างออกไปนี่นา ต่อให้ใครจะพูดยังไง คุณปู่ก็ยังสู้ต่อ เหมือนแรดที่พุ่งชนไม่ยั้ง"
คำพูดของผมทำให้ตาของท่านประธานพัคหรี่ลง
กล้ามาสะกิดจุดที่อ่อนไหวที่สุดหรอ?
ไอ้เด็กแก่แดด
คงหมายความว่าอย่างนั้นสินะ
ในที่สุดท่านประธานพัคก็ค่อยๆ เอ่ยปาก
"สมมติว่าเป็นผลดีต่อฮยอนกังจริงตามที่แกว่า แต่ทำไมต้องใช้เงินแก? วิชาการพื้นฐาน? นั่นมันหน้าที่ของรัฐไม่ใช่หรอ?"
"ก็รัฐบาลมัวแต่อืดเป็นเรือเกลือ ไม่ยอมขยับนี่ครับ ต้องใช้เงินตอนนี้แต่ผลงานไม่ได้ออกทันที ก็เลยผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อย"
"หมายความว่าถ้ารัฐบาลขยับ แกก็ยินดีจะถอยฉากออกมา งั้นสิ?"
"แน่นอนครับ"
ท่านประธานพัคยกหูโทรศัพท์โดยไม่ลังเล
กดไปแค่หมายเลขเดียวก็ต่อติด แสดงว่าคงโทรหาหัวหน้าเลขา
"ติดต่อไปที่กระทรวงการคลัง กับกระทรวงวัฒนธรรม บอกว่าพรุ่งนี้ฉันขอพบหน่อย"
ปลายสายคงถามว่าเรื่องอะไร
"เออ รัฐมนตรีคิมฮันยง"
ท่านประธานพัคตอบสั้นๆ แล้ววางหู
จากนั้นก็จ้องตาผมเขม็งแล้วพูดว่า
"เรื่องหมู่บ้านนักเขียนกับกองทุนสร้างสรรค์ฉันจะยอมปล่อยผ่าน แต่เรื่องวิชาการพื้นฐาน แกถอยออกมาซะ"
"แล้วจะทำยังไงล่ะครับ?"
"ไม่ได้ยินที่คุยโทรศัพท์รึ?"
ก็ได้ยินอยู่หรอกครับ แต่ว่า
"ขนาดเด็ก 11 ขวบยังมองออกว่ารัฐบาลทำงานห่วยแตก ฉันเสียดายภาษีเลือดตาแทบกระเด็น จะให้เฉยอยู่ได้ไง ต้องไปรื้อระบบสักหน่อยแล้ว"
ประหยัดเงินได้แฮะ
หึหึ
กะว่าจะบอกลาพอเป็นพิธีแล้วออกไป แต่ทว่า
"จีฮุน"
ไม่รู้ทำไมท่านประธานพัคถึงเรียกชื่อผม
จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้เป็นครั้งแรก
ยังมีเรื่องสำคัญเหลืออยู่อีกเหรอ
เขาเว้นจังหวะไปพักใหญ่ก่อนจะเอ่ยปาก
"รู้ไหมว่าทำไมปู่ถึงทำแบบนี้?"
"ครับ?"
"คิดว่าปู่ทำเพราะเสียดายเงินแกงั้นรึ?"
"......."
"ฟังให้ดีนะ"
ชั่วขณะนั้น แววตาที่เปล่งประกายออกมา
อึก
ถ้าเจอเสือจ้องตาในป่าที่ไร้แสงจันทร์ ก็คงรู้สึกแบบนี้มัง
ท่านประธานพัคพูดต่อด้วยน้ำเสียงเหมือนสัตว์ร้ายคำรามในลำคอ
"สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลกคือเงิน ยิ่งเข้าใกล้มัน มันยิ่งจ้องจะบงการจิตใจคน"
จะสื่ออะไรกันแน่?
"เงินก็เหมือนธรรมชาติ ไม่มีวันเอาชนะได้หรอก แค่ข้ามคลื่นลูกเล็กๆ ได้ไม่กี่ลูก แล้วคิดจะไปท้าทายพายุ จะเป็นยังไง?"
"ก็คงโดนกวาดหายไปสิครับ"
"เงินก็เหมือนกัน ถ้าคิดจะควบคุม บังคับ หรือเอาชนะมัน สุดท้ายเงินนั่นแหละที่จะกินเราจนไม่เหลือซาก"
"งั้นต้องทำยังไงครับ?"
"ต้องกลัวมันสิ ต้องระลึกไว้ทุกขณะว่าถ้าใช้เงินแก้ปัญหาทุกอย่าง สุดท้ายจะโดนมันจับกิน เข้าใจรึยังว่าทำไมปู่ถึงพูดแบบนี้?"
ผมมองท่านประธานพัคเงียบๆ
แววตาที่เคยส่องประกายดุจสัตว์ร้ายค่อยๆ จางลง
ในวินาทีนี้ เขาไม่ใช่ท่านประธานจอมเฮี้ยบที่คอยตรวจสัญญา
แต่เป็นชายชราที่ห่วงใยความปลอดภัยของหลาน
หรือเพราะแบบนั้นกันนะ
"ขอบคุณครับ คุณปู่"
ผมพูดออกไปเหมือนให้คำมั่นสัญญา
ที่ผ่านมาผมรู้สึกสะดวกใจกับการเรียกว่าท่านประธานพัคมากกว่าคุณปู่
เวลาพูดออกมาก็เหมือนกับการแสดง แต่ตอนนี้รู้สึกเหมือนได้ขยับเข้าใกล้ความสัมพันธ์แบบปู่หลานจริงๆ ขึ้นมาอีกก้าว
"มองอะไรแบบนั้น?"
"ก็เพราะคุณปู่ ผมเลยประหยัดเงินได้ไงครับ ดีใจก็เลยมอง"
พอผมเน้นเสียงคำว่า 'คุณปู่'
"ไอ้เด็กนี่"
ท่านประธานพัค ไม่สิ คุณปู่ของผมโบกมือไล่
"รีบไปนอนได้แล้ว"
ผมก้มหัวทำความเคารพแล้วค่อยๆ เดินออกจากห้องหนังสือ
เวลาของวันนี้กำลังจะหมดลง
สำหรับผมที่อยู่ตัวคนเดียวมาตลอด 35 ปี ค่ำคืนนี้ช่างเป็นคืนที่แปลกประหลาดจริงๆ
…
15 วันต่อมา
ช่วงไม่กี่วันมานี้ ทีวีเอาแต่พูดถึงความสำคัญของวิชาการพื้นฐานเหมือนกำลังปูทาง และสุดท้ายวันนี้รัฐมนตรีก็ออกมาแถลงข่าวด้วยตัวเอง
บอกว่าจะไม่เสียดายการลงทุนทางวิชาการเพื่ออนาคตของเกาหลีใต้ อะไรทำนองนั้น
ประกาศกร้าวว่าจะไม่มีการจัดสรรงบประมาณแบบขอไปที หรือโยนเศษเงินวิจัยให้พวกศาสตราจารย์ประจบสอพลอเหมือนในอดีตอีกแล้ว
แต่จะเน้นไปที่การสร้างนักแปลผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางของแต่ละประเทศ และย้ำแล้วย้ำอีกว่าจะไม่หมกมุ่นอยู่กับผลงานระยะสั้น
'เกิดมาเพิ่งเคยได้ยินการแถลงข่าวแบบนี้ในเกาหลีแฮะ'
แน่นอน
นี่คงเป็นฝีมือของคุณปู่สินะ
ในระหว่างที่คุณปู่กำลังเคลื่อนไหวเพื่อชาติ (?) อย่างขะมักเขม้น ผมเองก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ
ก่อนอื่น ผมจัดการหาตึกสำนักงานสำหรับสำนักพิมพ์ที่ย่านฮันนัมดง ใกล้ๆ บ้าน
และสั่งให้หาหอพักพนักงานแถวฮันนัมดงไว้ให้จองจินอุก ซึ่งควบตำแหน่งเลขากับคนขับรถไปด้วย
ถ้าคุณปู่รู้ จะโดนด่าว่าใช้เงินเปลืองไหมน่ะเหรอ?
ไม่เลย
กลับชมว่าทำได้ดีด้วยซ้ำ
ถึงจะไม่ได้ซื้อเพื่อเก็งกำไร แต่ทฤษฎีของคุณปู่คือ ซื้อตึกแถวฮันนัมดงยังไงก็ไม่มีทางขาดทุน
บางทีก็รู้สึกเหมือนไม่ได้มีแค่ผมคนเดียวที่มาจากอนาคต
เอาเถอะ
จองจินอุกแวะไปที่สำนักบริหารการศึกษาของยอนเซเป็นครั้งคราว เพื่อหอบเอาผลงานที่ส่งเข้าประกวดกลับมา
ทุกครั้งเขาจะทิ้งท้ายด้วยประโยคเดิมๆ
'ท่านประธานครับ ทั่วมหาวิทยาลัยยอนเซมีแต่โปสเตอร์งานประกวดเต็มไปหมด ไม่ได้โม้นะครับ แต่มันถูกแปะไว้แทบทุกตารางนิ้วจริงๆ'
หัวหน้าสำนักบริหารการศึกษาคนนั้นสินะ
ไอ้คนที่ส่งสายตากดดันว่า 'วางใจผมเถอะ' คนนั้น
'เล่นใหญ่จัดเต็มเลยสินะ'
หลังจากจองจินอุกกลับไป บนโต๊ะผมก็จะมีกองผลงานวางพะเนิน
ก็เงินรางวัลตั้ง 10 ล้านวอน แถมโปสเตอร์ยังปูพรมไปทั่วขนาดนั้น
คงมีผลงานส่งเข้ามาเรื่อยๆ แน่
ผมเริ่มเช็กจากชื่อผู้ส่งก่อน
'ไหนดูซิ มีชื่อที่ต้องการไหม'
หลังจากดูผ่านตาไปกว่าร้อยเรื่อง
หืม?
นี่มันอะไรกัน
'บงจุนโอ?'
ชื่อที่คุ้นตาเหลือเกินแปะหราอยู่บนหน้าปก
อย่าบอกนะว่าเป็นบงจุนโอคนนั้น ที่กวาดรางวัลทั้งออสการ์และคานส์?
ด้วยความตกใจ ผมรีบเปิดซองเอกสาร ข้างในมีต้นฉบับหนาปึ้กอัดแน่นอยู่เต็ม