- หน้าแรก
- บริหารช่างมัน ผมแค่อยากใช้เงิน
- บทที่ 1 เกิดใหม่ทั้งที ขอใช้ชีวิตเสวยสุขหน่อยเถอะ
บทที่ 1 เกิดใหม่ทั้งที ขอใช้ชีวิตเสวยสุขหน่อยเถอะ
บทที่ 1 เกิดใหม่ทั้งที ขอใช้ชีวิตเสวยสุขหน่อยเถอะ
บทที่ 1 เกิดใหม่ทั้งที ขอใช้ชีวิตเสวยสุขหน่อยเถอะ
โซล ทศวรรษ 1980
คฤหาสน์ของท่านประธานพัคยงฮากแห่งฮยอนกังกรุ๊ป
ณ หัวโต๊ะอาหารตัวยาว ผู้ที่จับจองที่นั่งประธานย่อมเป็นพัคยงฮากอย่างแน่นอน
ทางด้านขวามือของเขาคือ พัคจงอิน บุตรชายคนที่สามผู้ถูกหมายตาให้เป็นผู้สืบทอด
แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาทานอาหาร
“.......”
แต่ในแววตาของพัคจงอินกลับฉายแววความกดดันอันน่าประหลาด
พัคจงอิน ผู้ที่เอาชนะเหล่าพี่ชายจนคว้าเก้าอี้รองประธานมาครองได้สำเร็จ
แต่สำหรับเขาที่เป็นคนหัวแข็ง... พัคยงฮาก ยักษ์ใหญ่ผู้ครอบครองยุคสมัย ก็ยังเป็นบุคคลที่รับมือยากอยู่ดี
เพราะก่อนจะเป็นพ่อ เขาคือท่านประธาน
จะทำอย่างไรได้
ในเมื่อเกิดมาในครอบครัวที่แสนพิเศษ ความทรมานระดับนี้ก็จำต้องก้มหน้ารับสภาพไป
“กินข้าวซะ”
หลังจากคำอนุญาตของพ่อหลุดออกมา
“ทานให้อร่อย”
พัคจงอินจึงค่อยหยิบช้อนขึ้นมาด้วยท่าทีหนักอึ้ง
มื้อเย็นของตระกูลฮยอนกัง
ก่อนที่ประธานพัคยงฮากจะเอ่ยปาก จะไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมาทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็นพัคจงอิน หรือซงซูฮีภรรยาของเขา รวมถึงลูกเล็กๆ ทั้งสองคนก็เช่นกัน
“.......”
โต๊ะอาหารที่เย็นชียบ ไร้ซึ่งบทสนทนาทั่วไป
ผู้ที่ทำลายความเงียบอันหนักอึ้ง ย่อมเป็นพัคยงฮากแต่เพียงผู้เดียว
“ซูฮี ปีนี้เธออายุเท่าไหร่แล้ว?”
คำถามที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยทำให้ซงซูฮีรีบวางช้อนลงทันที
“สามสิบแปดค่ะ คุณพ่อ”
“คนจบตั้งมหาวิทยาลัยโซล ให้มาอยู่แต่บ้านคงอึดอัดแย่สินะ?”
“ไม่เป็นไรค่ะ คุณพ่อ”
“เสียเวลามาดูแลสามีตั้งสิบสามปีแล้ว ถึงเวลาที่เธอต้องใช้ชีวิตของตัวเองบ้างได้แล้วมั้ง”
ไม่ใช่เรื่องเกินจริง ซงซูฮีคือทรัพยากรบุคคลชั้นเลิศ
เธอจบเกียรตินิยมอันดับหนึ่งจากคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยโซล และเตรียมตัวจะไปเรียนต่อที่ปารีสด้วยซ้ำ
แต่ความพิเศษนั้นกลับหักเหเส้นทางชีวิตของเธอไปอย่างสิ้นเชิง
พัคยงฮากที่มองเห็นแววของซงซูฮี ตัดสินใจเลือกเธอมาเป็นสะใภ้ทันที ตกลงกันระหว่างครอบครัวเสร็จสรรพ ก็จับคลุมถุงชนแต่งงานกันรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
หรือความรู้สึกผิดในวันนั้นยังคงหลงเหลืออยู่กันนะ
พัคยงฮากค่อยๆ พูดต่อช้าๆ
“อีกสัก 10 ปีข้างหน้า ผู้บริหารหญิงคงเริ่มมีให้เห็นแล้ว วันที่ผู้หญิงจะก้าวออกมาอยู่แถวหน้าของสังคมในฐานะสมาชิกคนหนึ่งอย่างภาคภูมิกำลังจะมาถึง”
“.......”
“อายุยังแค่สามสิบแปด ถ้าเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่ตอนนี้ก็น่าจะทัน เธอคิดว่ายังไง?”
ซงซูฮีไม่กล้าเปิดปากตอบรับโดยง่าย
แม้จะขอบคุณในคำชวน แต่ความกลัวที่ว่าจะต้องมาเรียนรู้งานกับพัคยงฮากโดยตรงทำให้เธอหวาดหวั่น
“ทำไม? ไม่ชอบรึ?”
“มะ ไม่ใช่ไม่ชอบค่ะ... แต่ฉันกังวลว่าจะทำได้ดีหรือเปล่า กลัวว่าจะไปสร้างความเดือดร้อนให้ฮยอนกัง......”
“ใครบอกให้ไปบริหารบริษัทกัน?”
“...คะ?”
“ฉันบอกให้ไปทำงานศิลปะที่เธอชอบต่างหาก”
“ศิลปะเหรอคะ?”
“รอบนี้ถ้าตั้งมูลนิธิวัฒนธรรมขึ้นมา ให้เธอลองบริหารหอศิลป์ดูจะเป็นยังไง”
เป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ
พัคยงฮากยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยก่อนพูดต่อ
“รู้จักตรอกขายของเก่าที่อินซาดงใช่ไหม?”
“ค่ะ คุณพ่อ”
“ไปทำงานที่นั่นทุกวันซะ ไปซื้อของที่เธอถูกใจกลับมาแค่วันละชิ้นก็พอ”
“วันละ... ชิ้นเหรอคะ?”
“ทำไม? ยากไปรึ?”
“เปล่าค่ะ คุณพ่อ ฉันจะลองดูค่ะ”
คงจะเป็นบทสนทนาที่น่าพึงพอใจ
ในจังหวะที่พัคยงฮากกำลังจะหยิบช้อนขึ้นมาอีกครั้ง
“คุณปู่ครับ”
เสียงที่ไม่คาดคิดดังขึ้นจากมุมหนึ่งของโต๊ะอาหาร
หลานชายคนรองนั่นเอง
มื้ออาหารที่ไม่มีใครกล้าปริปากก่อนพัคยงฮากจะเริ่มบทสนทนา
ทั้งพัคจงอินและซงซูฮี ต่างตกใจรีบหันขวับไปมองแทบจะพร้อมกัน
กึก
พัคยงฮากยกมือซ้ายขึ้นห้ามทั้งสองคนไว้
เมื่อเห็นว่าได้รับอนุญาต หลานชายคนรองจึงขยับท่านั่งให้เรียบร้อยแล้วพูดขึ้น
“คุณปู่ครับ ผมขอไปด้วยไม่ได้เหรอครับ?”
“หมายถึงที่ไหน?”
“อินซาดงครับ... ขอผมตามคุณแม่ไปด้วยไม่ได้เหรอครับ?”
แทนที่จะตอบคำถามหลาน พัคยงฮากกลับโยนคำถามใหม่กลับไป
“จีฮุน แกอยู่ชั้นไหนแล้ว?”
“ป.4 ครับ ประถมศึกษาปีที่ 4”
“ไหนดูซิ ป.4 ก็... ปีนี้สิบเอ็ดขวบแล้วสินะ จะไปอินซาดงทำไม? อยากกินขนมนอกบ้านรึไง”
ในขณะที่ทุกสายตาจับจ้องมาที่จีฮุนตัวน้อย
ยิ้ม
จีฮุนตอบกลับด้วยแววตาใสซื่อบริสุทธิ์แบบเด็กๆ
“ก็คุณปู่บอกว่ามีงานศิลปะนี่ครับ”
“......?”
“งานศิลปะเก่าแก่น่ะครับ ผมเองก็อยากเห็นบ้าง”
“ดูแล้วจะเอาไปทำอะไร?”
“ในหนังสือบอกไว้น่ะครับ ว่าลึกเข้าไปในร้านขายของเก่า มักจะมีสมบัติล้ำค่าหลับใหลอยู่บ่อยๆ”
“ทำไม? กะจะซื้อมาเก็งกำไรหารายได้รึไง”
“ถ้าได้ก็ดีสิครับ”
คงเป็นคำตอบที่ดูเป็นเด็กเหลือเกิน พัคยงฮากจึงเผยรอยยิ้มจางๆ
“ในหนังสือสอนวิธีเลือกสมบัติด้วยเรอะ”
“เปล่าครับ ผมก็เผื่อว่าจะมี เลยอ่านหนังสือในตู้จนเกลี้ยงทุกเล่มแล้ว แต่มันไม่มีเขียนบอกไว้ตรงไหนเลย”
“ว่ายังไงนะ?”
“วิธีหาสมบัติมันไม่มี......”
“ก่อนหน้านั้น”
“......?”
“แกบอกว่าอ่านหนังสือในตู้จนเกลี้ยงเลยรึ?”
“อ๋อ หนังสือเหรอครับ?”
จีฮุนพยักหน้าเงียบๆ
“อ่านหมดแล้วครับ”
“หมายถึงหนังสือในตู้ที่ห้องแกน่ะรึ?”
“ห้องผมอ่านจบไปตั้งนานแล้วครับ ในตู้ผนังห้องรับแขกผมก็อ่านหมดเกลี้ยงแล้วเหมือนกัน”
ชั่วพริบตา ดวงตาของพัคยงฮากหรี่ลง
คุยโวเพื่อเรียกร้องความสนใจงั้นรึ?
สำหรับเด็กผู้ชายวัยสิบขวบก็เป็นเรื่องที่เห็นได้บ่อยๆ
แต่ทำไมถึงเป็นเจ้าหลานคนรองที่ปกติมักจะเงียบหงิมและเก็บตัวคนนี้ล่ะ?
ในขณะที่ความคิดหลากหลายลอยวนอยู่ในหัวของพัคยงฮาก
“เจ้าเด็กนี่”
ลูกชายอย่างพัคจงอินก็แทรกขึ้นมา
“กล้าดียังไงมาโกหกคุณปู่? รีบขอโทษเดี๋ยวนี้”
“ไม่ได้โกหกสักหน่อย”
“เจ้าลูกคนนี้นี่......”
พอพัคจงอินทำตาขวางใส่ พี่ชายของจีฮุนอย่าง ‘ยูกอน’ ก็รีบช่วยพูด
“ช่วงนี้จีฮุนเอาแต่อ่านหนังสือทุกวันเลยครับ ตั้งแต่ วิกตอร์ อูว์โก ไปจนถึง ดอสโตเยฟสกี, เฮมิงเวย์, นัตสึเมะ โซเซกิ ไม่มีนักเขียนคนไหนที่เขาไม่รู้จักเลยครับ”
“อะไรนะ ยูกอน แม้แต่แกก็เอาด้วย......”
คงรู้สึกว่าการสนทนาต่อความยาวสาวความยืดมันไร้ประโยชน์ละมั้ง
พัคยงฮากหันกลับไปมองลูกชาย พัคจงอิน
“เด็กมันพูดกันแบบนั้น จะไปไล่ต้อนลูกทำไม?”
“ขอโทษครับ”
พัคยงฮากเบนสายตาไปยังลูกสะใภ้ ซงซูฮี ทันที
“ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ ซื้อมาวันละชิ้น เข้าใจนะ”
“ค่ะ คุณพ่อ”
สุดท้าย พัคยงฮากก็หันมามองหลานชายคนรอง พัคจีฮุน
“ถ้าอ่านตู้ห้องรับแขกหมดแล้ว ก็ไปเอาหนังสือในห้องทำงานปู่มาอ่านซะ น่าจะอ่านได้สัก 1 ปีโดยไม่มีปัญหา”
“ขอบคุณครับ คุณปู่”
มื้ออาหารที่ยาวนานเป็นพิเศษค่อยๆ จบลงด้วยประการฉะนี้
***
30 นาทีต่อมา
ผมนอนแผ่อยู่บนเตียงในห้องนอน
‘พูดมากไปหรือเปล่านะ?’
ก็เด็ก ป.4 อ่านหนังสือเป็นร้อยเล่มเนี่ยนะ
‘เป็นฉัน ฉันก็คงสงสัยเหมือนกันนั่นแหละ’
‘พอดีว่าไอ้ตัวข้างในดันเป็นชายวัยสามสิบห้า ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในร่างของพัคจีฮุนวัยสิบเอ็ดขวบน่ะสิ’
จะให้บอกความจริงตามตรง มันก็คงไม่ได้ปะล่ะ!
ชิ
หลุดมาอยู่ที่นี่ได้เกือบเดือนแล้ว
ถ้าชีวิตก่อนต้องใช้เวลาตั้งสิบวันกว่าจะยอมรับความตายได้
ชีวิตใหม่นี้ขอเวลาปรับตัวแค่สามวันก็เกินพอ
กลับชาติมาเกิด? สวมร่าง?
ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี
แต่ที่แน่ๆ คือได้มาเกิดใน ‘ฮยอนกัง’ ที่ในอนาคตจะฟาดฟันกับ Apple ของอเมริกาได้อย่างสูสี
ชีวิตที่เคยเป็นเด็กกำพร้า ถูกโลกทิ้งขว้าง ต้องทนลำบากเลือดตาแทบกระเด็น!
คำว่าอยุติธรรมยังน้อยไป จนผมทำใจชินชาไปแล้วแท้ๆ......
ให้ตายสิ ใครจะไปคิดว่าจะได้กลับชาติมาเกิดในตระกูลแชโบล
แถมยังเป็นลูกคนรองอีกต่างหาก
ต่างจากลูกคนโตที่ต้องสืบทอดกิจการ... ตำแหน่งของผมถือว่าค่อนข้างลอยตัว
ที่เมื่อกี้ทำซ่านิดหน่อยในวงข้าว ก็เพื่อจะตอกย้ำไอ้ตำแหน่งที่ว่านี้ (?) ให้มั่นคงขึ้นนี่แหละ
ผมมันพวกหัวขี้เลื่อยที่สนใจแต่หนังสือ ไม่มีความสนใจด้านการบริหารแม้แต่ 1%
เพราะฉะนั้น อย่าได้ฝันจะดึงผมไปเข้าคลาสเรียนรู้งานบริหารเชียว
แต่ถ้าจะให้อยู่นอกสายตาเกินไปก็ไม่ดี... เอาเป็นว่าขอโชว์พรสวรรค์ทางศิลปะบ้างเป็นครั้งคราว... เพื่อขอรับการสนับสนุนขั้นต่ำสุดก็แล้วกัน
‘ถ้าเป็นนิยาย ก็ถือว่าแอบปูพล็อตไว้เนียนๆ แล้วล่ะนะ’
โชคดีที่ไม่ล้ำเส้นเกินไป เลยเอาตัวรอดจากสถานการณ์นั้นมาได้
“ฮ้าวว”
ผมนอนมองเพดานอย่างสบายใจเฉิบ
ขอแค่เดือนเดียวก็ยังดี อยากเขียนนิยายโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทอง
อยากจะกองหนังสือที่ชอบไว้ท่วมหัว แล้วอ่านให้ตายกันไปข้าง
ความฝันที่เคยดูห่างไกลริบหรี่
แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับกลายเป็นความจริงที่แสนธรรมดา
เขียนนิยาย อ่านหนังสือ เป็นเรื่องพื้นฐาน เผลอๆ จะเปิดสำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่เลยก็ยังได้
หนังสือที่ยังไม่แปลในประเทศ?
กระจอกน่า ก็เอาเงินตัวเองนำเข้ามาแปลซะก็สิ้นเรื่อง
‘ฮ่าๆ’
ชีวิตช่างน่าพอใจเสียจริง
แน่นอนว่ามีเรื่องน่าเสียดายอยู่อย่างเดียว
‘11 ขวบมันเด็กไปหน่อยนี่สิ’
ขอแค่เป็นเด็ก ม.ปลาย ก็คงทำอะไรสะดวกกว่านี้เยอะ
ในขณะที่ความคิดในหัวแล่นเชื่อมโยงกันไปเรื่อยเปื่อยนั้นเอง
ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูพลันดังขึ้น
“จีฮุน”
ซงซูฮีนั่นเอง
แน่นอนว่าชื่อ ‘ซงซูฮี’ นั้นคุ้นปากผมมากกว่าคำว่าแม่
แต่ทว่า
‘ยังไงตอนนี้ก็กลายเป็นเด็ก 11 ขวบไปแล้วนี่นะ’
ผมลุกไปเปิดประตูด้วยตัวเองแทนที่จะตะโกนตอบ
และก็เห็นซงซูฮีในชุดเดรสสีเทายืนอยู่ที่ระเบียงทางเดินจริงๆ
เธอถือจานใส่เค้กเอาไว้ในมือ
“หิวไหมลูก?”
“......?”
“เมื่อกี้โดนคุณปู่ดุจนกินข้าวเหลือเลยนี่นา”
อันนั้นมันแค่อิ่มเฉยๆ ครับ แฮ่ม
“แม่ขอเข้าไปได้ไหม?”
“ได้สิครับ”
ซงซูฮีมองหาที่วางเค้ก
ปกติก็ควรจะวางบนโต๊ะเขียนหนังสือ
“นี่มันอะไรกันลูก?”
ห้องของผมเต็มไปด้วยหนังสือ
ไม่ต้องพูดถึงบนโต๊ะ ทั้งบนเก้าอี้ หรือแม้แต่พื้นห้องก็ถูกหนังสือถมจนเต็มพื้นที่
“ทำไมเยอะแยะขนาดนี้?”
“อ่านเล่มนั้นเล่มนี้ไปเรื่อยๆ มันก็เลยกองอย่างที่เห็นครับ”
ซงซูฮียังคงมองไปรอบๆ ด้วยสายตาตื่นตะลึง
ผมเป็นประเภทอ่านหนังสือแบบสมบุกสมบัน... นึกจะขีดเส้นใต้ก็ขีด นึกจะจดอะไรก็จดตามใจชอบ
หนังสือที่ผ่านมือผมเลยมีร่องรอยให้เห็นชัดเจน
เพราะแบบนั้นหรือเปล่านะ
สายตาของซงซูฮีถึงได้หยุดอยู่ที่ข้อความที่ผมเขียนไว้
“จีฮุน... ลูกรู้จักอัตถิภาวนิยม ด้วยเหรอ?”
“ครับ?”
“เปล่า แม่เห็นโน้ตเกี่ยวกับ กามู กับ ซาทร์ น่ะ”
“อ๋อ อันนั้นน่ะเหรอครับ”
กามู, ซาทร์
ปรมาจารย์วรรณกรรมฝรั่งเศส... ต่อให้ฉลาดแค่ไหน เด็ก 11 ขวบก็ไม่น่าจะอ่านเข้าใจได้
แกรกๆ
ผมเกาหัวแกรกๆ จะตอบว่าไงดีล่ะทีนี้?
แต่ต้องเรียกว่าโชคดีหรือเปล่านะ
ดูเหมือนจะไม่ใช่คำถามที่ต้องการคำอธิบายจริงจัง
ซงซูฮีหันไปมองรอบๆ อีกครั้งโดยไม่ทันรอฟังคำตอบจากผม
“ลูกอ่านทั้งหมดนี่จริงๆ เหรอ?”
แค่หนังสือวางเกลื่อนกลาดก็แปลกใจแล้ว แต่นี่ยังมีรอยขีดเขียนทุกเล่มอีก
แถมยังขีดเฉพาะประโยคสำคัญๆ ทั้งนั้นด้วย
“หนังสือยากๆ พวกนี้ ลูกอ่านรู้เรื่อง......”
“ก็ลูกแม่นี่ครับ”
“...หือ?”
“ผมเป็นลูกชายของคุณแม่ที่จบเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ม.โซล เชียวนะครับ จะได้รับพรสวรรค์ทางศิลปะมาบ้างก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอครับ?”
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ......”
มุกนี้ไม่ผ่านแฮะ
ช่างปะไร
‘อ่านหนังสือเยอะก็ไม่ใช่ความผิดสักหน่อย’
ผมได้แต่นั่งห้อยขาอยู่บนเตียงตีหน้ามึนต่อไป
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วนะ
“สงสัยจะได้เลือดแม่ไปจริงๆ นั่นแหละ”
ซงซูฮีเอ่ยประโยคที่คาดไม่ถึงออกมา
“หนังสือวรรณกรรมหรือศิลปะมีจดโน้ตไว้เพียบเลย แต่หนังสือเศรษฐกิจของคุณปู่... แทบไม่ได้แตะเลยนี่นา”
ความจริงหนังสือเศรษฐกิจมันดูเป็นแนวท่านประธานพัคยงฮาก ผมเลยรักษาความสะอาดไว้ต่างหากเล่า!
แต่เข้าใจผิดแบบนี้...
‘ก็ไม่เลวแฮะ’
ผมไม่ได้แก้ตัวอะไร เพียงแต่ส่งยิ้มแก้มตุ่ยกลับไปให้เธอเท่านั้น