- หน้าแรก
- ปลูกผัก บำเพ็ญเพียร เส้นทางเซียนฉบับชาวนา
- บทที่ 23 กายาเต๋าเบญจธาตุ
บทที่ 23 กายาเต๋าเบญจธาตุ
บทที่ 23 กายาเต๋าเบญจธาตุ
บทที่ 23 กายาเต๋าเบญจธาตุ
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ บ่าวรับใช้ก็ได้เก็บถ้วยชามและเศษอาหารไป หยางหู่หยิบสิ่งของที่มีลักษณะคล้ายลูกแก้วผลึกออกมาลูกหนึ่ง ขนาดเท่าศีรษะคน ของวิเศษชิ้นนี้สามารถลอยอยู่ได้ด้วยตนเอง
คนอื่นๆ ต่างมองเสี่ยวฉางชิงด้วยความคาดหวัง หยางหู่กล่าวว่า “ฉางชิง กรีดฝ่ามือของเจ้าแล้วปล่อยโลหิตออกมา วางลงบนลูกแก้วผลึกนี้ ข้าจะทดสอบพรสวรรค์ของเจ้า”
“ขอรับท่านอาจารย์” ฉางชิงไม่ทราบว่านี่เป็นหลักการอันใด แต่ก็ยังคงทำตาม เขายิบมีดสั้นที่เตรียมไว้ข้างๆ กรีดฝ่ามือของตนเองเป็นรอยแผลเส้นหนึ่ง โลหิตก็ซึมออกมาในทันที
เขาวางฝ่ามือลงบนลูกแก้วผลึก ทันใดนั้นลูกแก้วผลึกก็เปล่งแสงนวลตาออกมา ดูดซับโลหิตจากฝ่ามือของเขา
“ไม่รู้ว่าศิษย์น้องเล็กจะมีพรสวรรค์รากวิญญาณแบบใด”
“คนที่ท่านอาจารย์มองเห็นย่อมต้องมีอย่างน้อยรากวิญญาณสามธาตุขึ้นไปกระมัง”
“เฮะๆ ข้าเดาว่าเป็นรากวิญญาณสองธาตุ” ศิษย์พี่หลายคนถกเถียงกัน พูดคุยกันในเรื่องที่ฉางชิงไม่เข้าใจ
ในไม่ช้า บนลูกแก้วผลึกก็เปล่งแสงออกมา เป็นสีทอง สีเขียว สีฟ้า สีแดง และสีเหลืองดิน แสงห้าสีส่องประกายประสานกัน
เมื่อสีทั้งห้านี้ปรากฏขึ้น รอยยิ้มบนใบหน้าของเหล่าศิษย์พี่ชายหญิงก็พลันแข็งค้าง
“รากวิญญาณเบญจธาตุ เหตุใดจึงเป็นรากวิญญาณห้าธาตุ—”
“นี่มัน—รากวิญญาณที่ย่ำแย่ที่สุดของมนุษย์—”
“เหตุใดศิษย์น้องเล็กจึงมีเพียงรากวิญญาณห้าธาตุ?”
แววตาของเหล่าศิษย์พี่ชายหญิงพลันเปลี่ยนจากความคาดหวังเป็นความตกตะลึง จากนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นความผิดหวัง
“นี่—” หยางหู่ถึงกับตะลึงงัน ขมวดคิ้วมุ่น
ในการคาดการณ์ของเขา มู่ฉางชิงควรจะมีพรสวรรค์รากวิญญาณชั้นเลิศที่เป็นธาตุเดียว อย่างเช่น รากวิญญาณสวรรค์ธาตุไม้หรือธาตุดิน เหตุใดจึงกลายเป็นรากวิญญาณห้าธาตุที่ย่ำแย่ที่สุดไปได้?
ฉางชิงเห็นสีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไป ในใจก็พลันหนักอึ้ง อดไม่ได้ที่จะถามขึ้น “ท่านอาจารย์ พรสวรรค์ของข้าแย่มากหรือขอรับ?”
ทุกคนนิ่งเงียบ หยางหู่อธิบายว่า “ฉางชิง มนุษย์ในฐานะสิ่งมีชีวิตอันประเสริฐสุดในบรรดาสรรพสิ่ง ย่อมมีรากวิญญาณและจิตวิญญาณมาแต่กำเนิด สิ่งที่เรียกว่ารากวิญญาณก็คือรากฐานแห่งการบำเพ็ญเพียร และยังเป็นสิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรเรียกว่าพรสวรรค์และศักยภาพแฝงเร้น”
“เงื่อนไขโดยกำเนิดของมนุษย์ทำให้พวกเราเหมาะสมกับการบำเพ็ญเพียรมากกว่าสัตว์อื่นมาแต่กำเนิด มีสติปัญญาและความเข้าใจมาแต่กำเนิด มิเช่นนั้นเหล่าอสูรปีศาจก็คงไม่เลือกที่จะจำแลงกายให้มีร่างกายเป็นมนุษย์หรอก”
“เพียงแต่พรสวรรค์ของมนุษย์นั้นมีดีมีด้อยแตกต่างกันไป”
“คนธรรมดาทั่วไป มีธาตุทั้งห้าครบถ้วน จึงมีรากวิญญาณเบญจธาตุมาแต่กำเนิด แฝงเร้นอยู่ในอวัยวะภายในทั้งห้าของร่างกาย การมีรากวิญญาณเบญจธาตุ ก็หมายความว่าสามารถบำเพ็ญเพียรวิชาเต๋าประเภทเบญจธาตุได้”
“แต่ก็เพราะการมีรากวิญญาณเบญจธาตุครบถ้วนเช่นกัน จึงทำให้พรสวรรค์และศักยภาพแฝงเร้นของรากวิญญาณทั้งห้าชนิดนั้นไม่สูง ตามทฤษฎีแล้วจึงยากที่จะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในการบำเพ็ญเพียรได้ รากวิญญาณเบญจธาตุจึงถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่ารากวิญญาณเทียม”
“ที่ดีกว่ารากวิญญาณห้าธาตุก็คือรากวิญญาณสี่ธาตุ ในร่างกายมีรากวิญญาณสี่ชนิดจัดเป็นรากวิญญาณชั้นต่ำ จากนั้นก็เป็นรากวิญญาณสามธาตุจัดเป็นรากวิญญาณชั้นกลาง รากวิญญาณสองธาตุจัดเป็นรากวิญญาณชั้นสูง หากคุณสมบัติของรากวิญญาณสองธาตุเกื้อหนุนซึ่งกันและกันก็สามารถเรียกว่ารากวิญญาณชั้นเลิศได้
และยังมีรากวิญญาณเดี่ยวที่ดีที่สุด รากวิญญาณเดี่ยวถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่ารากวิญญาณสวรรค์ ความเข้มข้นของจิตวิญญาณ ความเร็วในการดูดซับพลังวิญญาณแห่งฟ้าดิน ความเร็วในการฝึกฝนวิชาอาคมที่สอดคล้องกัน ล้วนเร็วกว่ารากวิญญาณชนิดอื่นหลายเท่า!”
“เหนือกว่ารากวิญญาณ ยังมีกายาเต๋าที่แข็งแกร่งกว่า ผู้มีกายาเต๋าจะได้รับการคุ้มครองจากวิถีแห่งสวรรค์ เป็นที่โปรดปรานของสวรรค์โดยแท้”
เมื่อฉางชิงได้ยินดังนั้น สีหน้าก็พลันเศร้าหมองและท้อแท้ “นั่นก็หมายความว่าพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรของข้าแย่มาก—”
“นี่—” หยางหู่ชั่วขณะหนึ่งก็ไม่รู้ว่าจะปลอบใจอย่างไร
กลับเป็นศิษย์พี่สี่หลี่จื่อเจินผู้มีนิสัยโผงผางตบหลังฉางชิงเบาๆ “แย่ก็แย่สิ ทุกเรื่องไม่มีอะไรแน่นอน แย่หน่อยก็ไม่เป็นไร ขยันให้มากขึ้นหน่อย วิหคโง่เขลาต้องบินก่อนใคร อย่าได้เศร้าสลดไปเลย”
หยางหลิงเอ๋อร์กล่าวว่า “ใช่แล้ว ศิษย์น้องเล็กเจ้าก็อย่าได้เสียใจเกินไป ในโลกนี้ก็ยังมีผู้ที่มีพรสวรรค์รากวิญญาณเบญจธาตุ แต่กลับประสบความสำเร็จอย่างสูงส่งอยู่”
ศิษย์พี่ใหญ่เสิ่นหยางกล่าวว่า “บางทีศิษย์น้องเล็กอาจมีพรสวรรค์ด้านการหยั่งรู้สูงก็เป็นได้ ผู้ที่มีพรสวรรค์ด้านการหยั่งรู้สูง แม้รากวิญญาณจะด้อยไปบ้าง แต่การบรรลุแจ้งเพียงครั้งเดียว ระดับบำเพ็ญเพียรก็อาจก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว”
ศิษย์พี่รองหวังจื่อจวินยิ้มร่าเริงกล่าวว่า “บางทีศิษย์น้องเล็กอาจจะมีโชคชะตาดีก็เป็นได้มิใช่หรือ? ไม่ใช่ว่ามีประเภทที่กระโดดหน้าผาแล้วได้รับยอดวิชาเทวะ พลิกชะตาท้าสวรรค์หรอกหรือ?
หาโอกาสพวกเราก็ไปลองกระโดดดูสักครั้ง ศิษย์พี่จะคอยคุ้มกันเจ้า รับรองว่าเจ้าจะไม่ตกตาย”
ทุกคนถลึงตามองหวังจื่อจวิน รู้สึกว่าเรื่องตลกของเขาไม่ตลกเลยสักนิด
ฉางชิงเห็นทุกคนไม่ได้รังเกียจที่พรสวรรค์ของตนย่ำแย่ ในใจก็อบอุ่นขึ้นมาบ้าง แต่ในใจของเขาเองกลับรู้สึกละอายใจอย่างยิ่ง
เขามองหยางหู่แล้วกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ พรสวรรค์ของข้าแย่ถึงเพียงนี้ ไม่คู่ควรที่จะเป็นศิษย์ของท่านใช่หรือไม่ขอรับ—”
หยางหู่ได้ยินดังนั้นก็ยิ้มอย่างอ่อนโยน “เจ้าเด็กโง่ เจ้าคิดมากไปแล้ว ในเมื่อเจ้าได้คารวะอาจารย์แล้ว ไม่ว่าพรสวรรค์ของเจ้าจะดีหรือไม่ดี เจ้าก็คือศิษย์ของอาจารย์
พรสวรรค์แย่ก็ใช่ว่านิสัยใจคอจะแย่เสียเมื่อใด สิ่งแรกที่อาจารย์ให้ความสำคัญในการรับศิษย์ก็คือคุณธรรมและนิสัยใจคอ”
“ส่วนคุณธรรมของเจ้านั้น อาจารย์ได้สืบสวนทำความเข้าใจมานานแล้ว โดยเนื้อแท้เจ้าเป็นคนที่อ่อนโยนและเข้มแข็ง ทั้งยังรู้จักบุญคุณต้องทดแทน”
“พรสวรรค์ด้อยไปบ้างก็ช่างเถิด ต่อไปเจ้าขยันให้มากขึ้นก็พอ ขอเพียงเจ้าขยันหมั่นเพียร โชคชะตาก็จะไม่ตอบสนองเจ้าอย่างเลวร้ายเกินไป”
“ผู้ที่มีพรสวรรค์ดีนั้นย่อมเดินไปได้ง่ายกว่า แต่สวรรค์ย่อมไม่ปิดกั้นหนทางของผู้ใด ใครกล่าวว่าผู้มีเบญจธาตุมิอาจบรรลุเต๋า?”
“สิบปีวาสนามาถึงมังกรที่ติดในบ่อ วันหนึ่งได้อำนาจก็ทะยานสู่เมฆา ฉู่ป้าอ๋องวีรบุรุษพ่ายแพ้แก่ความโอหังจนต้องเชือดคอตาย ฮั่นอ๋องผู้อ่อนแอกลับได้ครอบครองแผ่นดินหมื่นลี้!”
เสี่ยวฉางชิงขอบตาร้อนผ่าว เกือบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
ทันใดนั้น เหตุการณ์ผิดปกติก็บังเกิดขึ้น!
พลันปรากฏว่าลูกแก้วผลึกที่เปล่งแสงห้าสีนั้น เดิมทีแสงสว่างอ่อนแอราวกับแสงหิ่งห้อยจางๆ
บัดนี้แสงห้าสีบนลูกแก้วผลึกกลับสว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆ ความเจิดจ้าของแสงแห่งจิตวิญญาณนั้นรุนแรงจนทั้งห้องสว่างไสวไปด้วยแสงห้าสี ถึงกับแสบตา!
ทุกคนต่างรีบมองไปยังลูกแก้วผลึก ในแววตาค่อยๆ ปรากฏสีหน้าที่ยากจะเชื่อถือ
“นี่—นี่มัน เป็นไปได้อย่างไร!”
“ใช่แล้ว แสงแห่งจิตวิญญาณของรากวิญญาณเบญจธาตุของศิษย์น้องเล็กเหตุใดจึงแข็งแกร่งถึงเพียงนี้? ความเข้มข้นนี้ เหนือกว่าจิตวิญญาณของรากวิญญาณชั้นเลิศของศิษย์น้องหลิงเอ๋อร์เสียอีก!”
“แสงวิญญาณที่เจิดจ้าถึงเพียงนี้—”
ทุกคนต่างตกตะลึงอ้าปากค้าง มองดูภาพนี้อย่างไม่เชื่อสายตา หยางหู่ก็ถูกภาพนี้ทำให้ตกใจ เขามองลูกแก้วผลึกด้วยความตะลึงงัน จากนั้นทั้งร่างก็จมดิ่งสู่ภวังค์แห่งความคิด
เสี่ยวฉางชิงก็ถูกแสงวิญญาณที่เจิดจ้าจนต้องหรี่ตาลง เขารีบดึงฝ่ามือของตนเองกลับ แสงวิญญาณที่เจิดจ้าบนลูกแก้วผลึกจึงค่อยๆ เลือนหายไป
บาดแผลบนฝ่ามือของฉางชิงก็สมานตัวด้วยความเร็วที่น่าตกใจ เขามองดูเหล่าศิษย์พี่ชายหญิงและท่านอาจารย์ที่กำลังตกตะลึง แล้วถามอย่างอ่อนแรง “เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ?”
ทุกคนต่างนิ่งเงียบไปชั่วขณะ
หวังจื่อจวินลูบคางกล่าวว่า “จิตวิญญาณของรากวิญญาณเบญจธาตุเทียบเท่ากับรากวิญญาณสวรรค์—ให้ตายเถิด ท่านอาจารย์ ศิษย์น้องเล็กคงไม่ใช่กายาเต๋าเบญจธาตุในตำนานกระมัง?”
หยางหู่ก็หรี่ตาลง “ความเข้มข้นของจิตวิญญาณเมื่อครู่นี้แข็งแกร่งกว่ารากวิญญาณเบญจธาตุทั่วไปสิบกว่าเท่า ไม่สอดคล้องกับหลักเหตุผลโดยแท้ อาจจะเป็นกายาเต๋าจริงๆ”
“กายาเต๋า!”
“ฮ่าๆ ในหมู่ศิษย์พี่น้องของพวกเรามีผู้มีกายาเต๋า เช่นนั้นต่อไปสำนักยุทธ์ของพวกเราก็จะต้องรุ่งเรืองเฟื่องฟูแล้วมิใช่หรือ!”
“กายาเต๋า! ศิษย์น้องเล็ก เจ้าเร็วเข้าให้ศิษย์พี่กัดสักคำสิ ว่ากันว่าเลือดเนื้อของผู้มีกายาเต๋าสามารถบำรุงรากวิญญาณได้อย่างยิ่งใหญ่!”
ท่าทีของทุกคนพลันเปลี่ยนจากความผิดหวังและการปลอบใจมู่ฉางชิงก่อนหน้านี้ กลายเป็นความประหลาดใจและยินดี หวังจื่อจวินถึงกับสูดดมแขนของเสี่ยวฉางชิงไม่หยุด อยากจะกัดลงไปสักคำจริงๆ
หยางหู่เอ่ยเสียงขรึม “เรื่องนี้ต้องเก็บเป็นความลับ ห้ามเปิดเผยให้ผู้ใดภายนอกล่วงรู้ พวกเจ้าออกไปก่อน ข้ามีเรื่องจะถามฉางชิง!”
“ขอรับ!” ทุกคนคารวะ แล้วทยอยกันออกจากห้องไป ในห้องจึงเหลือเพียงฉางชิงและหยางหู่
และในยามนี้ ใบหน้าของหยางหู่กลับเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม—