- หน้าแรก
- สามก๊ก ยอดกุนซือแห่งยุคเข้าใจผิดว่าโจโฉคือพ่อตา
- ตอนที่ 49 เมตตาธรรมของเล่าปี่คือเรื่องที่สร้างขึ้นมา ท่านทั้งสองสวามิภักดิ์ต่อโจโฉดีกว่า!
ตอนที่ 49 เมตตาธรรมของเล่าปี่คือเรื่องที่สร้างขึ้นมา ท่านทั้งสองสวามิภักดิ์ต่อโจโฉดีกว่า!
ตอนที่ 49 เมตตาธรรมของเล่าปี่คือเรื่องที่สร้างขึ้นมา ท่านทั้งสองสวามิภักดิ์ต่อโจโฉดีกว่า!
ตอนที่ 49 เมตตาธรรมของเล่าปี่คือเรื่องที่สร้างขึ้นมา ท่านทั้งสองสวามิภักดิ์ต่อโจโฉดีกว่า!
“อ๊ะ ชาของคุณชายซูนี่หอมละมุนลิ้น รสชาติไม่รู้ลืม ช่างเป็นชาที่ดีจริง ๆ”
บิฮวนพลันยิ้มอย่างนวยนาด ชมความหอมของชา พร้อมกับส่งสายตาให้จูล่ง
นางกำลังส่งสัญญาณให้จูล่ง อย่าเพิ่งใจร้อน
จูล่งจึงระงับความโกรธลง มือที่จับดาบก็คลายออก ยกถ้วยชาขึ้นมาจิบ
เคาทูคลายด้ามดาบลง ยังคงยืนสงบนิ่งอยู่ข้างหลังซูอี้
ส่วนซูอี้นั้นยังคงมีสีหน้าสงบนิ่ง ไม่สนใจสิ่งใด เพียงแค่จิบชาหอมอย่างสบายใจ
“แฮ่ม ๆ”
บิฮวนมีคำพูดอยู่บ้าง “คุณชายซู เล่าซือจวินของเราเป็นผู้มีเมตตาธรรม ท่านพูดจาดูถูกเขาเช่นนี้ ดูเหมือนจะไม่ค่อยดีกระมัง”
“เมตตาธรรม?”
ซูอี้ไม่เห็นอยู่ในสายตา หัวเราะเย็นชา “เช่นนั้นคุณหนูลองพูดดูสิว่า เล่าซือจวินของพวกท่าน ตกลงแล้วได้ทำอะไรที่เป็นการแสดงเมตตาธรรมบ้าง ให้ข้าได้เปิดหูเปิดตาสักหน่อย”
“เรื่องนี้…”
บิฮวนค้นหาในหัวอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็กล่าวว่า “เมื่อครั้งกระนั้นที่เกิดความวุ่นวายจากกบฏโพกผ้าเหลือง เล่าซือจวินได้เกณฑ์ทหารอาสา เคยปราบกบฏโพกผ้าเหลืองเพื่อราชสำนัก”
“สมัยนี้ ใครบ้างที่ยังไม่เคยฆ่ากบฏโพกผ้าเหลือง หากจะนับเช่นนี้ โจโฉฆ่าได้มากกว่าเล่าปี่เสียอีก”
ซูอี้กล่าวอย่างไม่เห็นอยู่ในสายตา
บิฮวนคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็กล่าวว่า “เล่าซือจวินเคยไปช่วยขงหยงที่เป่ยไห่ เมตตาธรรมเพียงใด!”
“แค่ช่วยขงหยงคนเดียว ก็เอามาอวดได้รึ?”
แววตาของซูอี้ประหลาดใจ “เช่นนั้นโจโฉยังเคยลอบสังหารตั๋งโต๊ะ ยกธงกบฏเป็นคนแรก ชักชวน18เจ้าเมืองปราบตั๋งโต๊ะ นั่นจะไม่ต้องอวดไปถึงฟ้าหรือ?”
บิฮวนพูดไม่ออก ใบหน้าแดงเล็กน้อย
ซูอี้จิบชาหนึ่งคำ หัวเราะเย็นชา “แล้วเจ้าเล่าปี่หูใหญ่นั่นยังมีเมตตาธรรมอะไรอีก คุณหนูค่อย ๆ คิด ข้าตั้งใจฟัง”
“เล่าซือจวินเขา…”
บิฮวนอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ
นางคิดจนหัวแทบแตก กลับพบว่า หาตัวอย่างที่น่าเชื่อถือมาพิสูจน์เมตตาธรรมของเล่าปี่ไม่ได้เลย
“คิดไม่ออกใช่ไหม”
ซูอี้วางถ้วยชาลง สายตามองไปที่บิฮวน
“โจโฉปราบกบฏโพกผ้าเหลือง สังหารขันที ลอบสังหารตั๋งโต๊ะ ยกธงกบฏ ยอมจำนนกบฏโพกผ้าเหลืองกว่าล้านนายในเฉียงจิ๋ว รบราจนได้จงหยวนมา เชิญเสร็จโอรสสวรรค์ ให้ราษฎรกลับมามีชีวิตที่สงบสุข พักฟื้นกำลัง”
“คนอย่างโจโฉมีผลงานที่โดดเด่นในมือ ทำแต่เรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองและราษฎร ผลงานที่คนทั่วโลกต่างก็เห็นด้วยตา ดังนั้นคนอย่างเขายังไม่กล้าจะอวดตัวเองว่ามีเมตตาธรรม”
“ส่วนเจ้าเล่าปี่นั่น ก็เพราะเขาไม่มีจุดเด่นอะไร ไม่มีผลงานทางการเมืองและผลงานทางการทหารที่จับต้องได้มาอวด ถึงได้ทำได้เพียงทาแป้งให้ตัวเอง อวดตัวเองว่ามีเมตตาธรรม”
คำพูดของซูอี้นี้ ทำให้บิฮวนรู้สึกราวกับถูกปลุกให้ตื่น ตกอยู่ในภวังค์ครุ่นคิด
แม้แต่จูล่ง แม้สายตาจะโกรธเกรี้ยว กลับก็ไม่มีความมั่นใจที่จะโกรธ
“ท่านทั้งสองลองคิดดู โจโฉทำเรื่องจริงจังมากมาย ข้าก็ขี้เกียจจะไปสวามิภักดิ์ เล่าปี่ผู้มีเมตตาธรรมที่สร้างขึ้นมาเช่นนี้ ข้าจะออกจากหุบเขาไปสวามิภักดิ์เขาหรือ?”
ซูอี้หัวเราะเย็นชาถามกลับ
บิฮวน จูล่งเงียบ กลับไม่สามารถโต้แย้งได้
“แล้วก็ภาวะขาดแคลนเกลือในเมืองสวี่เมื่อไม่นานมานี้ ข้าเดาว่า ตระกูลบิทำให้เกลือทะเลในซูโจวพุ่งสูงขึ้น จะต้องเป็นเพราะแรงกดดันจากเล่าปี่”
“จุดประสงค์ของเล่าปี่ ก็ไม่นอกเหนือไปจากการต้องการจะฉวยโอกาสทำกำไรก้อนโต เพื่อเลี้ยงดูกองทัพหนึ่งหมื่นนายของเขา”
“แต่การกระทำเช่นนี้ของเขา กลับทำให้ราษฎรในจงหยวนต้องเดือดร้อนอย่างหนัก”
“เจ้าเล่าปี่นั่นในเมื่ออ้างตนว่ามีเมตตาธรรม ก่อนที่เขาจะทำเช่นนี้ ไม่ได้คำนึงถึงราษฎรนับล้านในจงหยวนเลยหรือ?”
น้ำเสียงของซูอี้เย็นชามาก
“เขากลับคาดการณ์ได้ว่า ตระกูลบิของข้าเป็นเพราะเล่าซือจวินสั่งการ ถึงได้จำใจต้องทำ!”
บิฮวนตกใจอีกครั้ง ดวงตาตกตะลึงมองไปที่ซูอี้
“ใช่แล้ว เขาพูดถูก นายท่านมีเมตตาธรรมมาโดยตลอด เหตุใดครั้งนี้กลับไม่ได้คำนึงถึงราษฎร นายท่านในใจคิดอย่างไรกันแน่?”
แววตาของจูล่งเต็มไปด้วยความงุนงง ในใจครุ่นคิดอย่างหนัก
“ดังนั้น ท่านทั้งสองบอกว่าข้ามีความสามารถเหนือคนธรรมดา แต่กลับชักชวนข้าไปสวามิภักดิ์ต่อเล่าปี่อย่างโง่เขลา นี่ไม่เท่ากับขัดแย้งกันเองหรือ”ซูอี้เหน็บแนม
ใบหน้าของจูล่งและบิฮวนกระอักกระอ่วน แต่กลับไม่รู้จะโต้แย้งอย่างไร
ซูอี้เทชาให้พวกเขาสองถ้วย ยิ้มกล่าวว่า “ตามความเห็นของข้า พวกท่านแทนที่จะชักชวนข้าไปสวามิภักดิ์ต่อเล่าปี่ ก็ไม่สู้ข้ามาชักชวนท่านทั้งสอง ให้รีบออกจากเล่าปี่เสียแต่เนิ่นๆ ถึงจะเป็นทางที่ถูกต้อง”
คำพูดนี้ออกมา สีหน้าของจูล่งและบิฮวนน่าเกลียด
เพียงไม่กี่คำพูดนี้ ทำไมถึงกลับกลายเป็นว่า ซูอี้มาชักชวนพวกเขาทรยศเล่าปี่?
“พี่ชายท่านนี้ ข้าดูแล้วท่านองอาจไม่ธรรมดา จะต้องเป็นแม่ทัพที่เก่งกาจคนหนึ่ง หากท่านอยากจะสวามิภักดิ์ต่อโจโฉ ข้าก็พอจะมีเส้นสายช่วยแนะนำได้”
“ส่วนคุณหนูท่านนี้ เราแม้จะมีความสัมพันธ์กันเล็กน้อย แต่หากท่านอยากจะปักหลักอยู่ที่เมืองสวี่ ข้าซูอี้ก็จะต้องดูแลอย่างแน่นอน”
ซูอี้กระตือรือร้นขึ้นมา เริ่มจัดหาทางออกให้พวกเขา
จูล่งและบิฮวนทั้งสองคน ทั้งกระอักกระอ่วนและจนปัญญา ไม่รู้จะทำอย่างไร
บิฮวนกระแอมไอเล็กน้อย ฝืนยิ้ม “ความหวังดีของคุณชายซู เรารับไว้แล้ว ที่จริงคำพูดเมื่อครู่ เราก็แค่พูดเล่นไปอย่างนั้นเอง คุณชายซูอย่าถือสา”
จูล่งรีบประสานมือคารวะ “เรายังต้องเดินทางต่อ ไม่รบกวนความสงบสุขของคุณชายซูแล้ว ลาก่อน”
พูดจบ ทั้งสองคนก็รีบร้อนลาจากไป
ซูอี้ลุกขึ้นไปส่ง รั้งไว้ “ข้าได้สั่งให้คนรับใช้เตรียมสุราอาหารแล้ว ไม่กินก่อนแล้วค่อยเดินทางต่อหรือ?”
“ไม่แล้ว ไม่แล้ว ขอบคุณคุณชายซู เรามีวาสนาต่อกันค่อยพบกันใหม่”
ทั้งสองคนจะกล้าอยู่ต่อได้อย่างไร รีบร้อนลาจากไป
“มีวาสนาค่อยพบกันใหม่รึ”
ซูอี้มองดูเงาหลังของทั้งสองคน ถอนหายใจว่า “เสี่ยวเพ่ยกำลังจะเกิดสงคราม พวกเจ้ามีชีวิตรอดพ้นไปได้ ค่อยมาพูดเรื่องวาสนากับข้าเถอะ”
นอกจวนซู ทันทีที่ก้าวออกจากประตูใหญ่ จูล่งและบิฮวนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ราวกับปลดปล่อยภาระหนัก
“ไม่ถูกนะ เรามาเพื่อชักชวนเขาออกจากหุบเขามาช่วยเหลือเจ้านาย เหตุใดกลับกลายเป็นว่าเขามาชักชวนให้สวามิภักดิ์ต่อโจโฉ?”
จูล่งถึงได้กลับคืนสติ อดไม่ได้ที่จะมีสีหน้าประหลาดใจ
แววตาของบิฮวนสั่นไหว ทันใดนั้นก็เข้าใจในทันที
“คุณชายซูผู้นี้ ไม่เพียงแต่มีความสามารถเหนือคนธรรมดา วาทศิลป์ก็เป็นหนึ่งในใต้หล้า เราถูกเขาหลอกจนหัวหมุนแล้ว!”
บิฮวนส่ายหน้ายิ้มขื่น
จูล่งหันกลับไปจ้องประตูจวนซู “ข้าถูกเขาพูดจนตกตะลึงได้อย่างไร จะยอมให้เขาดูถูกเจ้านายเช่นนั้นได้อย่างไร!”
“ท่านแม่ทัพจูล่ง ท่านคิดว่า การประเมินเล่าซือจวินของคุณชายซูผู้นั้น เป็นการดูถูกจริง ๆ หรือ?”
บิฮวนถามกลับเช่นนี้ แววตาและน้ำเสียงมีความหมายลึกซึ้ง
“เขา——”
จูล่งพูดไม่ออก ชั่วขณะหนึ่งไม่รู้จะตอบคำถามของบิฮวนอย่างไร
เป็นเวลานาน จูล่งถอนหายใจหนึ่งครั้ง
“อย่างไรก็ตาม กลับไปเสี่ยวเพ่ยก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
บิฮวนกระโดดขึ้นรถม้า
จูล่งก็ทำได้เพียงขึ้นม้า เร่งให้กองคาราวานออกเดินทาง เดินทางต่อไปทางตะวันออก
“ซูอี้ ซูอี้....”
บิฮวนเปิดม่านรถม้าขึ้นเล็กน้อย มองดูหมู่บ้านตระกูลซูที่ห่างไกลออกไป พึมพำชื่อนั้นซ้ำ ๆ
ภายในหมู่บ้านตระกูลซู
ซูอี้ส่งแขกกลับไปแล้ว เพิ่งจะนั่งลง
ในหัว เสียงแจ้งเตือนของระบบก็ดังขึ้น
“ติ๊ง เปิดใช้งานภารกิจเก็บตัว ระยะเวลาสามเดือน โปรดเลือกสถานที่เก็บตัว”
เซียงหยาง, หูหลู่, อู่กง เมืองสามแห่งปรากฏขึ้นในหัว
“เพิ่งจะพักไปไม่ถึงสองเดือน ก็มีภารกิจอีกแล้วรึ?”
ซูอี้พึมพำบ่น
บ่นก็บ่น ภารกิจนี้ก็ยังต้องรับ ไม่แน่ว่าอาจจะมีรางวัลอะไรเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ
เซียงหยางแม้จะสงบสุข แต่ก็ยังอยู่ในอาณาเขตของเล่าเปียว หากไม่จำเป็นก็ไม่อยากจะไป
อู่กงตั้งอยู่ในกวนจง เหล่าแม่ทัพซีเหลียงในกวนจง กำลังรบราแย่งชิงดินแดนกันอย่างดุเดือด ไปอู่กงก็เท่ากับโง่
ส่วนเมืองหูหลู่นี้ ไม่มีชื่อเสียงอะไร ซูอี้ต้องหยิบแผนที่ออกมา
หาอยู่นาน เขาถึงได้พบเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ทางใต้ของเมืองซานหยาง
“เมืองนี้อยู่ใกล้กับเสี่ยวเพ่ยไปหน่อยนะ....”
ลังเลก็เพียงชั่วครู่ ซูอี้ก็ไม่เห็นอยู่ในสายตา
เมืองแห้ไช่เขาก็เคยเก็บตัวมาแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเมืองหูหลู่นี้ก็ยังอยู่ในเขตปกครองของโจโฉ โจโฉต่อให้จะปราบเล่าปี่ ไฟสงครามนี้ก็ยังเผาอยู่ในอาณาเขตของเล่าปี่ เผาไม่ถึงเมืองหูหลู่
“อืม ไปหูหลู่แล้วกัน!”
[จบแล้ว]