- หน้าแรก
- สามก๊ก ยอดกุนซือแห่งยุคเข้าใจผิดว่าโจโฉคือพ่อตา
- ตอนที่ 29 มีคนผู้นี้เป็นองครักษ์ ก็สามารถเดินเหินไปทั่วหล้าได้อย่างสบายใจ
ตอนที่ 29 มีคนผู้นี้เป็นองครักษ์ ก็สามารถเดินเหินไปทั่วหล้าได้อย่างสบายใจ
ตอนที่ 29 มีคนผู้นี้เป็นองครักษ์ ก็สามารถเดินเหินไปทั่วหล้าได้อย่างสบายใจ
ตอนที่ 29 มีคนผู้นี้เป็นองครักษ์ ก็สามารถเดินเหินไปทั่วหล้าได้อย่างสบายใจ
“ระวัง!”
ซูอี้ร้องเตือนเสียงเข้ม ไม่ทันได้คิดมาก ดาบหลงเฉวียนที่เอวก็ออกจากฝัก ขว้างไปยังเสือที่กำลังลอยอยู่กลางอากาศ
“ฟิ้ว!”
ดาบหลงเฉวียนทะลุผ่านไปสิบกว่าก้าว กลางอากาศก็แทงเข้าท้องเสือพอดิบพอดี
พละกำลังของเขาแข็งแกร่งอย่างยิ่ง ดาบหลงเฉวียนก็เป็นดาบคมกริบ ในพริบตาก็ทะลุผ่านท้องเสือ
เสือนั่นร้องโหยหวนหนึ่งเสียง กลางอากาศก็ตกลงมาอย่างแรง
จิวท่ายมองกลับไปที่ซูอี้อย่างประหลาดใจ เห็นได้ชัดว่าไม่คาดคิดว่า เขาก็มีฝีมือเช่นนี้ด้วย
เมื่อได้ยินเสียง ชายฉกรรจ์ที่กำลังสู้กับเสือก็ระแวดระวังขึ้นมา หันกลับมาทันที ก็เห็นเสือถูกดาบแทงตกลงมา
ชายฉกรรจ์จึงได้สติ อดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเย็น
เขากระโดดขึ้นมา กวาดตามองไปรอบ ๆ ตะโกนเสียงดังว่า “เป็นผู้ใดช่วยเหลือเคาผู้นี้?”
แซ่เคา?
ซูอี้มองสำรวจชายฉกรรจ์ผู้นั้น ลูกตากลอกไปมาสองสามครั้ง พลันนึกอะไรขึ้นมาได้
“ได้ยินชื่อเสียงของเคาทูว่าเป็นยอดฝีมือแห่งยุค วันนี้ได้เห็นกับตา สมกับชื่อจริงๆ”
ซูอี้ยิ้มเดินออกจากพงหญ้า เข้าไปพบ
เคาทูสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ประสานมือคารวะ “คุณชายท่านนี้ รู้ชื่อข้าน้อยได้อย่างไร?”
ซูอี้เพียงยิ้มบาง ๆ “บนพื้นดินหวยหรู่แห่งนี้ ผู้ที่สามารถสู้กับเสือด้วยมือเปล่าได้ นอกจากท่านเคาทูจงคังแล้ว ยังจะมีใครอีก”
เคาทูเข้าใจในทันที เกาหัว กล่าวอย่างเขินอาย “ชื่อเสียงของข้าเคาทูดังขนาดนั้นจริงรึ”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง
เคาทูพลันสีหน้าเปลี่ยนไป รีบพุ่งไปยังรถม้า
“ท่านแม่ ท่านแม่——”
จากนั้น ในรถม้าก็มีเสียงร้องตกใจของเคาทูดังออกมา
ซูอี้ตามเข้าไป ก็เห็นหญิงชราคนหนึ่งนอนอยู่ในรถม้า ไม่ขยับเขยื้อน ดูเหมือนจะสิ้นลมหายใจแล้ว
“พี่เคาหลีกไป ข้าดูเอง!”
ซูอี้ไม่รอให้ปฏิเสธ ผลักเคาทูออกไปโดยตรง เข้าไปตรวจดูหญิงชราผู้นั้น
เคาทูนั่งยอง ๆ อยู่ข้าง ๆ มองดูซูอี้จับชีพจรแม่ของเขา ทั้งยังเปิดเปลือกตานางดู ท่าทางเหมือนจะรู้เรื่องการแพทย์ แต่กลับแตกต่างจากวิธีการของหมอทั่วไปอยู่บ้าง
“คุณชายท่านนี้ หรือว่าจะรู้เรื่องการแพทย์ด้วย?”
เคาทูแอบคาดเดา ทันใดนั้นในดวงตาก็ปรากฏความหวัง
หลังจากตรวจดูครู่หนึ่ง ซูอี้ก็กล่าวว่า “แม่ของท่านไม่มีบาดแผลภายนอก น่าจะเป็นเพราะถูกเสือนั่นทำให้ตกใจ หัวใจหยุดเต้นกะทันหัน”
“หัว…หัวใจหยุดเต้นกะทันหัน? นั่นหมายความว่าอย่างไร?”
เคาทูใบหน้างุนงง
ซูอี้กดไปที่หน้าอกกล่าวว่า “ก็คือตกใจจนหัวใจไม่เต้น”
“อะไรนะ?”
“หัวใจไม่เต้น ก็ไม่เท่ากับว่าสิ้นชีวิตแล้วหรือ?”
“ท่านแม่ ท่านแม่!”
เคาทูสีหน้าเศร้าโศก พุ่งเข้าไปหาแม่ คิดจะร้องไห้
ซูอี้กลับปลอบใจว่า “พี่เคาอย่าเพิ่งรีบร้องไห้ หัวใจของแม่ท่านหยุดเต้นไปไม่นาน บางทีอาจจะยังช่วยได้”
เคาทูมองเขา แล้วอุทาน“หัวใจไม่เต้นก็เท่ากับตายสนิทแล้ว จะฟื้นได้อย่างไร?”
ซูอี้กลับไม่มีเวลาจะสนใจเขา หันกลับไปสั่งจิวท่าย ให้คนนำกล่องปฐมพยาบาลของเขามา
จิวท่ายไม่กล้าชักช้า ในพริบตาก็ส่งกล่องใบหนึ่งมา
ซูอี้เปิดกล่องปฐมพยาบาล หยิบอะดรีนาลีนออกมาจากนั้น คิดจะฉีดให้แม่ของเคาทู
เคาทูเห็นเขาจะแทงเข็มให้แม่ของตน อดไม่ได้ที่จะตกใจ ตะโกนว่า “เจ้าจะทำอะไร?”
“ถ้าอยากช่วยแม่ก็อย่ามาขวาง!”
ซูอี้จ้องเขาเขม็ง ตวาดอย่างไม่ยอมให้ปฏิเสธ
เสียงตวาดนี้ของเขา มีอำนาจที่มองไม่เห็น กลับทำให้เคาทูตกตะลึง ถอยไปอยู่ข้าง ๆ โดยไม่รู้ตัว
ซูอี้จึงค่อย ๆ ฉีดอะดรีนาลีนให้หญิงชราผู้นั้น
จากนั้น เขาก็ใช้มือทั้งสองข้างกดไปที่หน้าอกของนาง ทำการกดหน้าอก
เคาทูสองตางุนงง นั่งยอง ๆ อยู่ข้าง ๆ ตะลึงงัน ไม่เข้าใจเลยว่าซูอี้กำลังทำอะไร
“คนคนนี้หัวใจไม่เต้น ไม่หายใจด้วยซ้ำ จะฟื้นคืนชีพได้อย่างไร?” แม้แต่จิวท่ายก็พึมพำในใจ
ทันใดนั้น
ร่างของหญิงชราสั่นไหว ร้องหนึ่งเสียง กลับหายใจขึ้นมาใหม่
ซูอี้ช่วยนางไว้ได้จริงๆ!
“ไม่ใช่กระมัง คนตายก็ช่วยให้ฟื้นได้?”
จิวท่ายตกใจอย่างมาก สายตาราวกับเห็นปาฏิหาริย์
“แม่ฟื้นแล้ว ฟื้นแล้ว!”
เคาทูดีใจมากและรีบพุ่งเข้าไป
ซูอี้ถอนหายใจเบา ๆ แล้วก็พับแขนเสื้อลง กระโดดลงมาจากรถม้า
“หลี่เหิงเอ๋ย เจ้าแม้แต่คนตายที่สิ้นลมหายใจแล้วก็ยังช่วยให้ฟื้นได้ ต่อให้เป็นหมอเทวดาเปี่ยนเชว่กลับชาติมาเกิดก็คงไม่เกินนี้ ช่างเป็นเทพโดยแท้!” จิวท่ายดวงตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง
ซูอี้เพียงยิ้มบาง ๆ
ครู่ต่อมา เคาทูจัดแจงให้มารดานั่งดีแล้ว ก็กระโดดลงมาจากรถม้า
เขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว คุกเข่าลงต่อหน้าซูอี้ทันที ประสานมือกล่าวว่า “คุณชายช่วยชีวิตแม่ข้า บุญคุณอันใหญ่หลวงนี้ โปรดรับการคารวะจากเคาผู้นี้ด้วย!”
พูดจบ เขาก็โค้งคำนับลงไป
“แค่เรื่องเล็กน้อย พี่เคาไม่ต้องเกรงใจ”
ซูอี้มีสีหน้าสงบนิ่ง ยื่นมือไปประคองเขาให้ลุกขึ้น
เคาทูลุกขึ้นมา กล่าวอย่างจริงจังอีกครั้ง “บุญคุณของคุณชายใหญ่หลวงนัก ไม่มีสิ่งใดจะตอบแทนได้ หากต้องการให้เคาผู้นี้ทำสิ่งใด โปรดสั่งมาได้เลย”
ซูอี้มองเคาทู ในใจก็มีแผนการอยู่แล้วโดยธรรมชาติ
เคาทู ฝีมือการต่อสู้เทียบเท่ากับเตียนอุย ที่สำคัญกว่าคือความจงรักภักดี
ข้างกายเขามีจิวท่ายอยู่แล้ว หากได้เคาทูมาเป็นองครักษ์อีกคน เดินเหินไปทั่วหล้า ใครจะมาคุกคามเขาได้
ในเมื่อเคาทูเสนอที่จะตอบแทนเขาแล้ว โอกาสเช่นนี้จะพลาดได้อย่างไร
ความคิดหนึ่งแวบเข้ามา ซูอี้จึงถามว่า “พี่เคาจะเดินทางไปที่ใด?”
“เจ้าโจรหมาอ้วนสุดนั่น ส่งทหารไปปล้นสะดมทุกหนแห่ง อำเภอหรู่หยินนี้ก็ถูกทัพอ้วนสุดปล้นชิง ข้าเดิมทีคิดจะพาพี่น้องตระกูลหนึ่งกลุ่ม หนีไปทางเหนือสักหน่อย”
“ใครจะคิดว่า ระหว่างทางจะเกิดอุบัติเหตุเช่นนี้ โชคดีที่ข้าดวงดี ได้พบกับคุณชาย”
เคาทูเล่าเรื่องราวให้ฟัง เมื่อเอ่ยถึงอ้วนสุดใบหน้าก็เต็มไปด้วยความเกลียดชัง
ซูอี้พยักหน้าเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า “ข้าน้อยซูอี้ เป็นคนเมืองสวี่ ที่บ้านก็พอจะมีทรัพย์สินอยู่บ้าง หากพี่เคายินดี ต่อไปก็พาพี่น้องตระกูลของท่านมาอยู่ที่บ้านซูของข้าเถิด เรามีเนื้อกินด้วยกัน มีทรัพย์สินก็แบ่งปันกัน”
เขาให้หน้าเคาทู ไม่ได้พูดตรง ๆ ว่าอยากจะเชิญเขามาเป็นองครักษ์ แต่ความนัยแฝงในคำพูดก็ชัดเจนแล้ว
เคาทูฟังออกถึงความหมายของซูอี้ ชั่วขณะหนึ่งก็ลังเลตัดสินใจไม่ได้
“ลูกผู้ชายพูดแล้วต้องเป็นคำพูด! ยิ่งไปกว่านั้นคุณชายซูยังมีบุญคุณต่อพวกเรา เจ้ายังจะลังเลอะไรอีก!”
ในรถม้า มีเสียงดุของแม่เคาทูดังออกมา
เคาทูพลันเข้าใจในทันที รีบโค้งคำนับอย่างยาวนาน กล่าวอย่างจริงจังว่า “ข้าเคาทูยินดีที่จะติดตามข้างกายคุณชาย คุ้มครองคุณชายให้ปลอดภัย”
“ดี พี่ชายคนนี้ ข้าซูอี้ขอรับไว้”
ซูอี้ประคองเขาให้ลุกขึ้น ยิ้มกล่าวว่า “ข้าจะส่งคนนำแม่ของท่านกลับไปที่บ้านซูในเมืองสวี่ก่อน จงคังท่านตามข้าไปที่แห้ไช่สักหน่อย แล้วค่อยกลับเมืองสวี่”
เคาทูยินดีกล่าวว่า “ทุกอย่างแล้วแต่คุณชายจะบัญชา!”
ซูอี้หัวเราะฮ่า ๆ โบกมือสั่งว่า “นำสุราชั้นดีบนเรือของเรามา คืนนี้ข้าจะดื่มกับพี่จงคังให้สนุก!”
เคาทูไม่คาดคิดว่าเขาจะมีความใจกว้างถึงเพียงนี้ ยิ่งรู้สึกถูกคอกันมากขึ้น อดไม่ได้ที่จะหัวเราะฮ่า ๆ ขึ้นมาเช่นกัน
[จบแล้ว]