เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 49

บทที่ 49

บทที่ 49


บทที่ 49

การออกเดินทางไกลครั้งแรก ทำให้ฉินเฉินตื่นเต้นจนแทบเก็บอาการไม่อยู่

หลังจากอุดอู้อยู่แต่ในสถานที่สุดแสนคับแคบอย่างเมืองหลงหยางมานานกว่าสิบปี เขาจึงปรารถนาที่จะออกมาเปิดหูเปิดตาดูโลกภายนอกตั้งนานแล้ว

เมื่อก่อนเป็นเพราะฝีมือยังอ่อนด้อยและรู้ว่าโลกภายนอกเต็มไปด้วยโจรมากมาย จึงไม่กล้าเที่ยวไปไหนมาไหนสุ่มสี่สุ่มห้า

ทว่าตอนนี้เขาบรรลุระดับมนุษย์สวรรค์ขั้นสมบูรณ์แล้ว อย่าว่าแต่ในราชวงศ์ต้าเยียนเลย ต่อให้มองไปทั่วทั้งทวีปเทียนฮวง ผู้ที่สามารถประมือกับเขาก็มีอยู่น้อยเสียยิ่งกว่าน้อยเสียอีก

ยอดฝีมือย่อมมีความกล้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ตอนนี้เขาจึงมีความต้องการที่อยากจะหายอดฝีมือสักคนมาประลองฝีมือด้วย

เขาฮัมเพลงไปตลอดทาง เมื่อมาถึงเมืองหนานเจียงก็เห็นกำแพงเมืองสูงสิบเมตรตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ประตูเมืองหุ้มด้วยเหล็กที่สูงถึงห้าเมตร ทำให้ผู้คนที่จ้องมองต่างรู้สึกว่ายิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม ซึ่งแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังรู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน

หลังเข้าสู่เมือง เขาก็เดินอยู่บนถนนที่กว้างประมาณสิบเมตร ซึ่งสองข้างทางเต็มไปด้วยบ้านเรือนน้อยใหญ่เรียงรายกัน รถม้าและกองคาราวานสินค้าสัญจรไปมาไม่ขาดสาย เสียงตะโกนเรียกลูกค้าของพ่อค้าแม่ขาย เสียงต่อรองราคาของลูกค้า เสียงหัวเราะหยอกล้อของหนุ่มสาวก็อยู่ทั่วทุกหนแห่ง แม้แต่อากาศก็อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของเนื้อและกลิ่นเหล้าที่เพิ่งจะหมักมาใหม่ๆ

ฉินเฉินสูดอากาศเข้าลึกๆ จนเต็มปอด พร้อมกับใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยยิ้มอย่างมีความสุข “สดชื่นจริงๆ อากาศของที่นี้ช่างหวานหอมยิ่งนัก!”

และเมื่อเขาหวนนึกถึงถนนขรุขระในเมืองหลงหยาง ก็พลันรู้สึกว่าที่นั่นช่างเลวร้ายจนไม่อยากจะนึกถึงเสียจริง

“รอจัดการธุระเสร็จเมื่อไหร่ จะต้องซื้อบ้านหลังใหญ่ที่นี่สักหลัง แล้วเสพสุขให้เต็มคราบ!” เขาครุ่นคิดถึงอนาคตอย่างเบิกบาน พลางก้าวเดินไปข้างหน้า

เดินไปเพียงไม่นาน เขาก็เห็นร้านค้าแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า “ร้านชาจินเฟิ่ง” จึงเดินตรงเข้าไปทันที

ภายในร้านมีคนอยู่เพียงสองคน...

คนหนึ่งคือหญิงสาววัยแรกแย้มยืนอยู่หลังที่คิดเงิน บุคลิกเย็นชา ระหว่างคิ้วแฝงไปด้วยความสูงศักดิ์ ราวกับดอกไม้บนยอดเขาหิมะลัย

อีกคนหนึ่งเป็นชายชรา บริเวณระหว่างคิ้วมีไฝสีแดงเม็ดหนึ่ง กำลังประคองกล่องใบชาเพื่อต่อรองราคากับเถ่าแก่อยู่

ฉินเฉินเดินเข้าไปถามด้วยรอยยิ้มว่า “ขออภัย ทราบหรือไม่ว่าบ้านของจินว่านซานอยู่ที่ไหน?”

เถ่าแก่โบกมืออย่างรำคาญ พลางกล่าวว่า “ถ้าไม่ซื้อใบชาก็ออกไปเสีย!”

ฉินเฉินยิ้มเล็กน้อย แล้วหยิบเงินหนึ่งตำลึงออกมา “ซื้อใบชาหนึ่งตำลึง”

สีหน้าของเถ่าแก่ก็เคร่งขรึมขึ้นมาทันที ก่อนจะหันไปทางอื่นโดนไม่ต้องการจะพูดกับเขาอีกต่อไป

ชายชราที่อยู่ด้านข้างก็เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “พ่อหนุ่ม ใบชาของร้านชาจินเฟิ่งไม่ใช่ของถูกๆ กล่องหนึ่งราคาสิบตำลึง”

“แพงขนาดนั้นเชียวหรือ?” ฉินเฉินก็โพล่งออกมา

ชายชราหรี่ตา พลางกล่าวว่า “พ่อหนุ่มเป็นคนต่างถิ่นใช่หรือไม่?”

“สายตาท่านช่างเฉียบแหลมยิ่งนัก!” ฉินเฉินพยักหน้า

ชายชราหัวเราะเบาๆ พลางเปิดกล่องใบชาออก แล้วยื่นส่งมาให้ “ลองดมกลิ่นชาดูสิ... เก็บเกี่ยวจากยอดอ่อน ผลิบานบนยอดเขาหนานเจียงอวิ๋นอู้ ต้นชาแก่ร้อยต้นยังรวบรวมไม่ถึงหนึ่งกล่องเลย”

ฉินเฉินขยับเข้าไปดมใกล้ๆ ก็พลันรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที... กลิ่นอายของใบชาช่างลึกลับยิ่งนัก

เขาอยู่ระดับมนุษย์สวรรค์ ย่อมดูออกว่านี่คือของดีอย่างแน่นอน

ชายชราเห็นดังนั้น จึงแนะนำต่อว่า “แล้วไหนจะกล่องใบนี้อีก ซึ่งทำจากไม้กฤษณาชั้นยอด กันความชื้นและเก็บกลิ่นหอมลำพังแค่กล่องนี้ก็มีค่าสองตำลึงแล้ว...”

ฉินเฉินยกมือขัดจังหวะ “ผู้อาวุโส ข้าแค่มาถามทาง ไม่จำเป็นต้องพยายามขายของขนาดนี้หรอกกระมัง?”

ชายชราส่ายหน้า “พ่อหนุ่ม ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากจะบอกเจ้า”

“ทำไมหรือ?” ฉินเฉินถามด้วยสีหน้าสงสัย “แค่ถามทางต้องมีเหตุผลด้วยหรือ?”

สีหน้าของชายชราเคร่งขรึมขึ้นมาทันที “น้องชายอาจจะไม่รู้ จินว่านซานคือหนึ่งในสามกองกำลังใหญ่แห่งเมืองหนานเจียง เขาเย่อหยิ่งจองหอง ป่าเถื่อนไร้เหตุผลไม่รู้ว่าล้างบางไปกี่ครอบครัวแล้ว ในเมืองนี้ไม่มีใครกล้าเอ่ยชื่อของเขาหรอก!”

“และก็เป็นเพราะมีศัตรูคู่อาฆาตมากเกินไป เขาจึงมีบ้านในเมืองหนานเจียงอย่างน้อยหนึ่งร้อยแห่ง ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเขาพักอยู่ที่ไหนกันแน่”

สิ่งที่ชายชราพูดมานั้น ฉินเฉินย่อมรู้เช่นกัน...

ในฐานะกองกำลังใหญ่แห่งหนานเจียง จินว่านซานย่อมต้องล่วงเกินผู้คนไปไม่น้อยซึ่งคนที่อยากจะฆ่าเขาก็มีไม่ใช่น้อยเช่นกัน จึงมีน้อยคนนักที่จะล่วงรู้ว่าเขาพักอยู่ที่ไหน

หากเป็นตัวเขาเอง ก็คงไม่ยอมให้ใครรู้ที่อยู่เช่นกัน

ยิ่งมีฐานะ ตำแหน่ง และความแข็งแกร่ง ก็ยิ่งต้องระมัดระวังตัวให้มากขึ้น

ไม่เหมือนเมื่อก่อน... ที่รู้น้อยแต่ดันมีความกล้า

ทว่าฉินเฉินก็ไม่รีบร้อนเช่นกัน เพราะไม่ช้าก็เร็ว สุดท้ายต้องเจอจินว่านซานอยู่ดี

เมื่อเห็นชายชรายังคงพูดไม่หยุด ฉินเฉินก็ส่ายหน้าอย่างจนปัญญา แล้วหันหลังเตรียมจะเดินจากไป

“เดี๋ยวก่อน” ชายชรากลับรีบรั้งตัวเขา “หอจุ้ยเซียนที่หรูหราที่สุดบนถนนเหออั้น ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองเป็นทรัพย์สินของตระกูลจิน ถ้าเจ้าไปที่นั่นอาจจะมีโอกาสเจอกับจินว่านซาน”

ฉินเฉินก็ประสานมือคารวะด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณผู้อาวุโส”

หลังจากฉินเฉินจากไปแล้ว...

เถ่าแก่ก็ปรายตามองชายชรา “เสี่ยวเฉิง อายุอานามปูนนี้แล้วยังพูดมากไม่เปลี่ยน ไม่น่าเล่าถึงติดแหง็กอยู่ที่ระดับแกนทองคำขั้นสมบูรณ์ ไม่ก้าวหน้าเสียที!”

แท้จริงแล้วชายชราผู้นี้ก็คือลุงเฉิง ที่มีนามเดิมว่าหลิวเฉิงอวี่ซึ่งมาจากตระกูลเซียนหลิวนั้นเอง

ชั่วชีวิตของเขาชื่นชอบการท่องเที่ยวไปยังต่างแดน ชอบเอาเปรียบเล็กๆ น้อยๆ และตระเวนกินดื่มฟรีไปทั่ว... ซึ่งก็คือลุงเฉิงคนเดียวกับที่มักจะวิ่งมาขอข้าวกินที่บ้านของฉินเฉินในการจำลองครั้งที่สองนั่นเอง

หลิวเฉิงอวี่ประคองกล่องใบชานั้น พลางหัวเราะ พลางกล่าวว่า “ผู้อาวุโสสอง เมื่อครู่ข้าช่วยท่านขายขนาดนั้นแล้วเช่นนั้นชากล่องนี้ก็ถือเสียว่า...?”

“รับไป แล้วรีบไสหัวไปเสีย” เถ่าแก่ตวาดด้วยเสียงที่เย็นชา

“ขอบคุณ ผู้อาวุโสสอง!” หลิวเฉิงอวี่ยิ้มจนหน้าบาน พลางกอดกล่องชาแล้ววิ่งหายลับไปอย่างรวดเร็ว

เถ่าแก่ส่ายหน้า พลางกล่าวว่า “แก่ปูนนี้แล้ว ยังจะทำตัวไร้สาระอีก”

ความจริงแล้ว ที่ผู้อาวุโสสองแห่งตระกูลเซียนหลิวมาเปิดร้านชา ก็ไม่ใช่เพราะเพียงชอบดื่มชาเท่านั้น แต่ยังต้องการจะอาศัยร้านชาเพื่อขัดเกลาตนเองและฝึกฝนเต๋าอีกด้วย

ดังนั้นนางจึงมักจะเปลี่ยนสถานที่เปิดร้านชาจินเฟิ่งไปเรื่อยๆ เพื่อสัมผัสชีวิตที่แตกต่างและแสวงหาความรู้แจ้ง

...

อีกด้านหนึ่ง

ฉินเฉินที่กำลังมุ่งหน้าไปยังหอจุ้ยเซียน จู่ๆ ก็หยุดฝีเท้าลง

เขาเบิกตากว้าง พร้อมกับความรู้สึกที่เย็นวาบกลางแผ่นหลัง... พลางนึกถึงไฝสีแดงที่ระหว่างคิ้วของชายชราผู้นั้น

“คงไม่ใช่ตาแก่นั่นหรอกกระมัง?”

“ไม่น่าใช่หรอก ในใต้หล้าจะมีเรื่องบังเอิญขนาดนั้นเชียวหรือ?”

เขาสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป แล้วเดินมุ่งหน้าสู่หอจุ้ยเซียนต่อ

ครู่ต่อมา ฉินเฉินก็มาถึงหอจุ้ยเซียน

ทว่าภาพเหตุการณ์ที่หน้าประตูกลับดึงดูดสายตาของเขา...

เด็กหนุ่มที่มีรูปร่างผอมคนหนึ่งกำลังพาเด็กสาวหน้าตาหมดจดงดงามเดินเข้าไปด้านใน

เด็กสาวคนนั้นอายุยังน้อย ท่าทางไร้เดียงสา จากประสบการณ์ของฉินเฉิน ดูออกทันทีว่านางยังไม่เคยผ่านเรื่องทางโลกมาก่อน

ฉินเฉินนึกสงสัย จึงเดินตามเข้าไปด้วย อยากจะดูว่าแม่หนูน้อยคนนี้ถูกเจ้าหนุ่มร่างผอมนั่นหลอกมาหรือไม่

เมื่อตามเข้าไป ฉินเฉินก็เห็นเด็กหนุ่มพาเด็กสาวไปพบกับแม่เล้า

จากบทสนทนา เด็กสาวที่ชื่อเฟยเอ๋อร์เรียกฝ่ายชายว่า “พี่เย่า” ดูเหมือนจะเป็นคู่รักกัน

เด็กหนุ่มพูดไป พลางส่งสายตาให้แม่เล้าอย่างรู้กัน “ยานลี่นี่คือเฟยเอ๋อร์ นางไม่ค่อยรู้อะไรนัก แต่ก็เป็นคนขยัน!”

แม่เล้ายิ้มอย่างรู้ความหมาย พลางล้วงเงินสิบตำลึงยื่นให้ จากนั้นก็จูงมือเฟยเอ๋อร์เดินเข้าไปยังลานด้านใน พลางกล่าวว่า “ไปเถอะแม่หนูน้อย ข้าจะจัดงานสบายๆ ให้เจ้าทำ”

เฟยเอ๋อร์ที่ถูกจูงเดินไป ก็หันกลับมามองเด็กหนุ่มคนนั้นเป็นระยะๆ “พี่เย่า รอข้าหาเงินก่อน แล้วท่านต้องแต่งงานกับข้านะ”

“อือ รีบไปเสีย!” เด็กหนุ่มโบกมือให้นาง

รอจนแม่เล้าพาเฟยเอ๋อร์เข้าไปในลานด้านในแล้ว เด็กหนุ่มจึงมองดูเงินสิบตำลึงในมือด้วยดวงตาที่เป็นประกาย

“นังเด็กโง่นี่หลอกง่ายชะมัด!”

จบบทที่ บทที่ 49

คัดลอกลิงก์แล้ว