บทที่ 39
บทที่ 39
บทที่ 39
【ติ๊ง! การจำลองครั้งที่หกเริ่มขึ้น...】
【ท่านยืนยันว่าเข้าสู่การจำลองอย่างรวดเร็ว】
【และตั้งแต่เริ่มการจำลอง ท่านก็ไม่เคยออกจากบ้านเลยแม้ก้าวเดียว โดยเอาแต่ครุ่นคิดหาแผนการต่างๆ สำหรับการจำลองครั้งนี้】
【แต่คิดไปคิดมา ท่านก็พบว่า—หากพึ่งพาวิถียุทธ์เพียงอย่างเดียว โอกาสที่ท่านจะเอาชนะผู้บำเพ็ญเซียน ก็แทบจะเป็นศูนย์】
【เว้นเสียแต่ว่าวิถียุทธ์ จะมีระดับที่สูงกว่าระดับมนุษย์สวรรค์】
【วันที่สาม】
【บ้านตระกูลฉิน ต่างก็ซุบซิบนินทากันอยู่สองเรื่อง—คือเรื่องที่พรรคงูน้ำถูกกวาดล้าง และเรื่องที่พวกเถียนหงถูกโจรฆ่าตาย】
【พวกคนรับใช้ ต่างก็พากันพูดไปเรื่อยเปื่อยว่า:】
【 "โจรพวกนี้เป็นใครกันแน่ เหตุใดถึงไม่รู้จักธรรมเนียมเช่นนี้?" 】
【 "คงไม่ใช่ว่าโจรพวกนี้กำลังเล็งเป้ามาที่ตระกูลฉินของเราหรอกนะ?" 】
【 "หรือว่าจะเป็นกลุ่มคนที่กวาดล้างพรรคงูน้ำนั้น!" 】
【 "ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ตระกูลฉินของเราจะไม่จบสิ้นหรอกรึ?" 】
【ยิ่งพวกเขาคุยกันมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งตื่นตระหนกกันมากเท่านั้น โดยแต่ละคนก็กลัวว่าตระกูลฉินจะกลายเป็นรายต่อไป】
【วันที่ห้า】
【จู่ๆ ท่านก็นึกขึ้นมาว่า น้องสาวมีมรดกสืบทอดของผู้บำเพ็ญเซียนอยู่ จึงไปเชิญน้องสาวมาดื่มชาและทานของว่างที่ลานบ้านของตนเอง】
【"โอ๊ะๆ จู่ๆ เหตุใดพี่ชายถึงเป็นคนดีขึ้นมาเล่า?" ฉินอวี้ก็คว้าขนมยัดใส่ปากจนเต็ม พลางกล่าวด้วยเสียงที่อู้อี้ว่า"หรือ…ท่านคิดจะ…วางยาพิษข้า…แล้ว…ฮุบสมบัติไปคนเดียว?"】
【ท่านถามเข้าประเด็นทันที "เจ้าคิดว่าโลกนี้มีผู้บำเพ็ญเซียนอยู่หรือไม่?"】
【"พรวด—" ฉินอวี้ก็พลันพ่นขนมใส่มือ ก่อนจะแสดงสีหน้าจริงจัง แล้วกล่าวว่า "แน่นอนว่ามีสิ!"】
【พูดจบ นางก็ยัดขนมกลับเข้าปากไปอีกครั้ง】
【ท่านขมวดคิ้วด้วยความรังเกียจ แล้วรอจนนางกลืนลงไปหมดแล้ว ท่านจึงถามต่อว่า "งั้นเจ้าเคยเห็นผู้บำเพ็ญเซียนบ้างหรือไม่?"】
【ฉินอวี้ก็พยักหน้าเล็กน้อย พลางกล่าวอย่างราบเรียบว่า "เคยเห็น!"】
【ดวงตาของท่านก็เป็นประกายทันที "เห็นที่ไหน?"】
【"เห็นในฝัน!" นางตอบท่านด้วยท่าทางสบายๆ ราวกับเป็นเรื่องธรรมดา】
【อารมณ์ของท่านก็ปั่นป่วนขึ้นมาทันที พลางครุ่นคิดว่า—น้องสาวมีความทรงจำที่เป็นมรดกสืบทอดของผู้บำเพ็ญเซียนอยู่ ไม่แน่ว่านี่อาจจะเป็นกุญแจสำคัญในการต่อกรกับผู้บำเพ็ญเซียน】
【แต่นางเคยบอกว่า ไม่สามารถพูดหรือเขียนออกมา...】
【แต่ท่านก็ไม่คิดจะยอมแพ้เช่นกัน จึงกล่าวต่อว่า "เซียนในฝันสอนอะไรเจ้าบ้างหรือ?"】
【ฉินอวี้เอียงคอ พลางกล่าวอย่างครุ่นคิดว่า "หลายอย่าง... แต่ไม่ให้บอกคนอื่น"】
【ท่านรีบพูดขึ้นทันทีว่า "พี่ชายไม่ใช่คน... ถุย... พี่ชายไม่ใช่คนอื่น!"】
【"อือ…สอนวิธีหายใจ... เรียกว่าอะไรนะ...อะไรนะ…อ่อ! ข้าลืมไปแล้ว" แล้วนางก็ยัดขนมใส่ปากเข้าไปอีก】
【ท่านโบกมืออย่างจนปัญญา พลางกล่าวว่า "ช่างเถิดๆ เจ้ายกกลับไปกินที่ห้องเสีย…เฮ้อ…เสียเวลาข้าจริงๆ"】
【"ฮึ พี่ชายบ้า!" ฉินอวี้ก็อุ้มจานขึ้นมา แล้วก็วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว】
【ท่านมองดูแผ่นหลังที่กระโดดโลดเต้นของนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะครุ่นคิดหาวิธีอื่น】
【วันที่เจ็ด】
【ท่านก็สวมหน้ากากมาที่หอเทียนเซียง และตลอดทางที่ผ่านมา ก็มีเสียงของชาวบ้านกำลังวิพากษ์วิจารณ์เรื่องของพรรคงูน้ำแววเข้ามาอยู่เสมอ】
【 "โชคดีที่มีวีรบุรุษนิรนาม ช่วยพวกเรากำจัดภัยร้ายอย่างพรรคงูน้ำนั้นไป!" 】
【 "ถ้ากวาดล้างตระกูลฉินไปด้วยก็ยิ่งดี!" 】
【 "ทางที่ดีจัดการตระกูลเมิ่งไปด้วยเลย คนพวกนี้ก็ประเภทเดียวกันทั้งนั้น!" 】
【 "โดยเฉพาะเจ้าสวะฉินเฉินนั่น เห็นที่ไรก็น่าสะอิดสะเอียนทุกที!" 】
【ท่านฟังคำวิจารณ์เหล่านี้ด้วยรอยยิ้ม เพราะท่านไม่เคยสนความคิดของคนอ่อนแออย่างพวกเขามาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว】
【และหลังจากท่านขึ้นมาถึงชั้นบนสุดของหอเทียนเซียง หัวหน้าสาขาเฉียวที่เห็นท่านเข้าพอดี ก็รีบลงมือกับท่านโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง แต่หมัดของนางที่ต่อยลงบนร่างกายของท่าน มันกลับอ่อนแอเกินไป จนเหมือนกับเป็นการเกาให้หายคันเสียมากกว่า】
【และท่านก็ตบนางด้วยฝ่ามือเดียว จนทำให้นางลงไปกองกับพื้นด้วยความหวาดกลัว】
【ท่านยื่นทางเลือกให้แก่นางสองทาง คือไม่ยอมจำนนก็ตาย】
【นางรีบสาบานว่าจะจงรักภักดีต่อท่านทันที】
【แล้วท่านก็สั่งให้นางจับตาดูจี้ปิน แม้นางจะรู้สึกตื่นตระหนกอยู่บ้าง แต่ก็ไม่กล้าปฎิเสธ】
【วันที่ยี่สิบ】
【หัวหน้าสาขาเฉียวตาย และท่านก็คาดเดาว่าเป็นฝีมือของจี้ปิน และหลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ท่านก็เลือกจะไปพบหลิวไฉ่ผิงและจี้ปินด้วยตนเอง】
【เดือนที่สอง】
【ท่านแสร้งทำเป็นไปซื้อยา แล้วทำความรู้จักกับหลิวไฉ่ผิงและจี้ปิน】
【หลังจากนั้น ท่านก็วิ่งไปร้านสมุนไพรอยู่บ่อยครั้ง แล้วสรรหาวิธีต่างๆ มาทำให้หลิวไฉ่ผิงมีความสุข】
【"แม่นางหลิวไม่เพียงแต่งดงาม แต่ยังมีความเมตตาอีกด้วย" ท่านกล่าวเยินยอนางด้วยรอยยิ้ม】
【"คุณชายฉิน ไม่เหมือนกับข่าวลือเอาเสียเลย" หลิวไฉ่ผิงก็กล่าวด้วยรอยยิ้มเช่นกัน】
【แต่จู่ๆ จี้ปินก็กล่าวอย่างมีความหมายว่า "คุณชายฉินอายุยังน้อย แต่บรรลุถึงระดับเซียนเทียนขั้นสมบูรณ์เสียแล้ว ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนกับขยะเลยสักนิด"】
【ท่านกล่าวอย่างถ่อมตัวด้วยรอยยิ้มว่า "พี่ใหญ่จี้กล่าวชมกันเกินไปแล้ว แม้ระดับยุทธ์ของข้าจะมาถึงระดับเซียนเทียน แต่ก็ไร้ซึ่งวิชาต่อสู้ และอีกอย่าง ข้าก็ไม่ชอบการต่อสู้เข่นฆ่าสักเท่าไหร่นัก"】
【"ส่วนข่าวลือนั้น ก็เป็นสิ่งที่พวกขี้อิจฉากุกันขึ้นมาเพื่อต้องการจะทำลายชื่อเสียงของข้าก็เท่านั้น แต่ก็ยังดีที่เซียนหญิงหลิวไม่หลงเชื่อ"】
【จี้ปินก็โบกมือไล่ท่านอย่างหมดความอดทน พลางกล่าวว่า "ซื้อของเสร็จแล้ว ก็รีบไปเสีย"】
【ท่านหัวเราะเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับว่า "พี่ใหญ่จี้ก็ส่งสมุนไพรเสร็จแล้วไม่ใช่หรือ? เหตุใดยังไม่กลับอีกเล่า?"】
【หลิวไฉ่ผิงส่ายหน้าอย่างจนปัญญา ก่อนจะกล่าวว่า "พวกท่านทั้งสองกลับไปทั้งคู่เถิด ข้ายังมีงานที่ต้องทำอีก"】
【พวกท่านทั้งคู่ ก็ยื้อยุดฉุดกระชากกันขณะเดินออกจากประตู】
【และเมื่อออกมาแล้ว ท่านก็หันไปมองจี้ปิน แล้วก็เห็นจิตสังหารภายในแววตาของเขาอย่างชัดเจน แต่ท่านกลับทำเพียงแค่ยิ้มตอบรับเขาเล็กน้อยเท่านั้น】
【จากนั้น ท่านก็หันไปมองหลิวไฉ่ผิงต่อ แต่ก็ต้องชะงักไป—】
【เพราะท่านพบว่าหลิวไฉ่ผิงมองไปที่จี้ปินเขม็ง ราวกับกำลังพูดคุยกันอยู่ แต่ปากกลับไม่ขยับ...】
【ท่านคาดเดาว่า—นี่คงจะเป็นวิชาถ่ายทอดเสียงผ่านจิตของผู้บำเพ็ญเซียนแน่ๆ】
【และจากนั้น ท่านก็เห็นจี้ปินเปลี่ยนมายิ้มให้แก่ท่านเสียอย่างงั้น ท่านจึงคาดเดาว่าคงเป็นเพราะหลิวไฉ่ผิงที่ตักเตือนเขาเมื่อครู่กระมัง? เขาจึงมีท่าทีเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้】
【และตอนนี้เอง ท่านจึงเพิ่งตระหนักว่า—หลิวไฉ่ผิงก็เป็นผู้บำเพ็ญเซียนเหมือนกัน!】
【และเพียงพริบตา ท่านก็มีแผนการบางอย่างขึ้น】
【เดือนที่สาม】
【ท่านกับหลิวไฉ่ผิงก็เริ่มสนิทสนมกันมากขึ้นเรื่อยๆ】
【ท่านมักจะร่ายกลอนเพื่ออวดความสามารถทางวรรณกรรมของตนเองเป็นครั้งคราว】
【และบ่อยครั้งที่ทำให้นางหัวเราะเวลาพูดคุยกัน】
【แต่ทุกครั้งที่ท่านมาหานาง จี้ปินก็มักจะโผล่หัวมาอย่าง "บังเอิญ" ทุกที】
【และทุกครั้งที่ท่านมา ก็จะพบว่าพวกเขากำลังส่งเสียงผ่านจิตกันอยู่ตลอด ท่านจึงมักจะขัดจังหวะพวกเขาอยู่เสมอ】
【เดือนที่สี่】
【ท่านนัดหลิวไฉ่ผิงไปที่ตลาดทาสตามลำพัง】
【ภายในตลาดทาส—ก็มีเสียงผู้คนพูดคุยจอแจกันไม่หยุด โซ่ตรวนก็กระทบกันไปมาอยู่ตลอด ส่วนเหล่าทาสที่สวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งที่ถูกขังอยู่ภายในกรง ต่างก็อยู่ทุกหนทุกแห่งภายในตลอดทาส โดยมีให้เลือกสรรมากมายราวกับเป็นผักกาดขาว】
【ท่านส่ายหน้าด้วยความสงสาร พลางกล่าวว่า "สวรรค์ช่างไร้เมตตา มองสรรพสิ่งราวกับกองฟาง... คนพวกนี้…ช่างน่าเวทนาเหลือเกิน"】
【แต่หลิวไฉ่ผิงกลับกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า "โลกก็เป็นเช่นนี้เสมอ หากไม่อยากถูกกิน ก็ต้องเรียนรู้ที่จะกินคน"】
【ท่านกล่าวอย่างมีความหมายว่า "สำหรับข้า คนแบ่งออกเป็นสามประเภท—ตัวหมาก ผู้เดินหมากและ... ผู้ล้มกระดาน"】
【ท่านมองไปที่นางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า "แม่นางหลิวอยากจะคนเป็นประเภทไหนหรือ?"】
【นางกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า "นั่นต้องดูว่าคุณชายเป็นผู้เดินหมากหรือผู้ล้มกระดาน?"】
【ท่านก็ย้อนถามนางว่า "แล้วท่านหวังให้ข้าเป็นอย่างไหนหรือ?"】
【นางกลับไม่ตอบคำถามของท่าน แต่กลับอธิบายลว่า:】
【 "ตัวหมากมีความสุขที่สุด เพราะไม่รู้อะไรเลย" 】
【 "ผู้เดินหมากมีโอกาสชนะ แต่ความเสี่ยงสูง" 】
【 "ส่วนผู้ล้มกระดาน? นั้นก็เป็นเพียงแค่ความฝันของคนโง่เขลา" นางก็หัวเราะอย่างแผ่วเบา 】
【และขณะที่กำลังคุยกันอยู่ พวกท่านก็เห็นสตรีผู้หนึ่งกำลังนั่งคุกเข่าอยู่ข้างทาง พลางร้องไห้ไปด้วย—ซึ่งนั่นก็คือฉู่ฉู่นั้นเอง】
【และข้างๆ นางก็มีศพของสตรีวางอยู่ด้วยเช่นกัน ซึ่งเห็นชัดว่านางกำลังขายตัวเพื่อนำเงินมาฝังศพแม่ของตนเองอยู่นั้นเอง】
【ท่านไม่พูดพร่ำทำเพลง ก็รีบโยนเงินสามสิบตำลึงออกไป พลางกล่าวว่า "ไปฝังศพแม่ของเจ้าเสีย แล้วหากมีเรื่องเดือดร้อน ก็ให้มาหาข้าที่บ้านตระกูลฉิน"】
【ฉู่ฉู่โขกศีรษะคำนับไม่หยุด พลางกล่าวว่า "ขอบคุณคุณชาย! หากข้าฝังศพท่านแม่เสร็จแล้ว ข้าจะไปที่บ้านตระกูลฉิน และชาตินี้จะไม่มีวันทรยศท่าน!"】
【แววตาของหลิวไฉ่ผิงก็ฉายแววชื่นชมออกมา】
【ท่านแอบชำเลืองมองดูรอยยิ้มของหลิวไฉ่ผิง ก็รู้ทันทีว่าตนเองเข้าใกล้ความสำเร็จของแผนการไปอีกก้าวหนึ่งแล้ว】
【เดือนที่ห้า】
【ท่าทีของหลิวไฉ่ผิงที่มีต่อท่าน ก็เริ่มดีขึ้นอย่างชัดเจน—ซึ่งทั้งหมดต้องขอบคุณความสามารถด้านวรรณกรรมของท่าน】
【ท่านก็ลอบแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย พลางครุ่นคิดว่า: กุลสตรีที่ว่าเย็นชาราวกับภูเขาน้ำแข็ง สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อคำหวานของวีรบุรุษอย่างช้า】
【และด้วยเหตุนี้เอง ท่านจึงเริ่มเขียนบทกลอนหวานๆ เลี่ยนๆ นับสิบบทส่งให้แก่นาง】
【ซึ่งนางก็ยอมรับกลอนของท่านทั้งหมด!】
【และนั้นก็ทำให้ท่านแสยะยิ้มมากขึ้นเรื่อยๆ】