เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 28 ข้าไม่ได้โกง โอเค ข้าโกง

บทที่ 28 ข้าไม่ได้โกง โอเค ข้าโกง

บทที่ 28 ข้าไม่ได้โกง โอเค ข้าโกง


บทที่ 28 ข้าไม่ได้โกง โอเค ข้าโกง

"เจ้าพูดถึงใคร? ข้าไม่ได้ทำ!" ซูลั่วตอบโต้ทันควันด้วยท่าทีร้อนตัว

"ข้าพูดถึงเจ้านั่นแหละ! ตอนแรกข้ากะจะไม่พูดอะไร แต่คำพูดของเจ้าเมื่อกี้มันเกินไป ใครบ้างที่ไม่ได้พยายามอย่างหนัก? มีแต่เจ้านั่นแหละที่ไม่พยายามอะไรเลย!" หลินซวนก้าวออกมา จ้องตาซูลั่วเขม็ง

"อย่ามาพูดพล่าม โกงอะไร? ข้าไม่รู้เรื่อง"

"เรื่องอื่นข้าไม่รู้ แต่ตอนปีนหุบเขาแยก ข้าเห็นกับตาว่าเจ้าเดินออกมาจากปากถ้ำ เสื้อผ้าหน้าผมเจ้าเรียบร้อยไม่มีฝุ่นจับสักนิด ข้าเกรงว่าเจ้าคงใช้เส้นทางลับเดินขึ้นมาสบายๆ ล่ะสิ"

"ข้า... ข้าเปล่า เจ้ากล่าวหาข้า!"

"แล้วก็ท่าแทงกระบี่เมื่อกี้นี้ ข้ามั่นใจมากว่ามันก็แค่ท่าแทงธรรมดาๆ ถ้าไม่เชื่อ ก็ลองถามคนอื่นๆ ของสำนักกระบี่เจ็ดดาราดูสิ ว่าพวกเขาเห็นต่างไหม"

หลินซวนเจาะจงถามผู้อาวุโสเหยียนแล้ว และคำตอบก็คือมันเป็นแค่การแทงธรรมดา

ทว่าคนอื่นๆ ของสำนักกระบี่เจ็ดดารากลับพากันเงียบกริบ แม้ในใจจะคิดเหมือนกันว่าเป็นแค่ท่าธรรมดา แต่ในเมื่อผู้อาวุโสออกปากรับรองไปแล้ว ใครจะโง่พูดขัดขึ้นมาตอนนี้?

แต่ถึงกระนั้น ผู้เข้าสอบบางคนเริ่มเอะใจ

"จริงด้วย ตอนทดสอบความเข้าใจ ข้าเหมือนจะเห็นเขาตื่นขึ้นมากลางคัน แต่กลับไม่โดนดีดออกมา แสดงว่านั่นก็โกงเหมือนกันสินะ"

"ใช่ๆ เมื่อกี้พูดซะดิบดี ที่แท้ก็ไม่มีน้ำยา เก่งแต่เห่าไปวันๆ"

ซูลั่วทำท่าทางอับอายขายขี้หน้า รีบสวนกลับ "พูดบ้าอะไรของพวกเจ้า! ถึงข้าจะโกง แต่ข้าก็ผ่านการทดสอบของสำนักกระบี่เจ็ดดาราแล้วเว้ย ซึ่งนั่นแปลว่าข้าเก่งกว่าพวกเจ้าทุกคน!"

"ข้าไม่เห็นด้วย อยากลองประมือกันหน่อยไหมล่ะ?"

"นั่นสิ แน่จริงก็มาตัวต่อตัวแบบลูกผู้ชายไหม?"

ชั่วขณะหนึ่ง ทุกคนต่างรุมประณามซูลั่วเป็นเสียงเดียวกัน

"เฮอะ โกงแล้วไง? ยังไงตอนนี้ข้าก็ได้เป็นศิษย์สำนักกระบี่เจ็ดดาราแล้ว พวกเจ้าที่สอบตกก็กลับไปนอนร้องไห้ที่บ้านไป๊ ไม่มีสิทธิ์มาเห่าหอนที่นี่" ซูลั่วแสร้งทำเป็นไม่ยี่หระ แต่สีหน้าเริ่มเจื่อนลงเรื่อยๆ

แม้ว่าในใจจริงๆ แล้วเขาจะไม่รู้สึกอะไรเลยก็ตาม

"เจ้านี่ยอมรับหน้าด้านๆ เลยเรอะ? ไร้ยางอายสิ้นดี"

"อย่าห้ามข้า ข้าจะขึ้นไปอัดมัน!"

"ใครห้ามเจ้า? ข้าจะไปช่วยรุมด้วยซ้ำ"

ในขณะที่เหล่าผู้เข้าสอบกำลังจะก่อจลาจล เสียงของผู้อาวุโสเหยียนซีก็ดังขึ้น ทำให้ทุกคนสงบลงอย่างเชื่อฟัง

"เอาล่ะ การทดสอบจบลงแล้ว ใครที่สอบไม่ผ่านก็กลับไป ส่วนคนที่ผ่านก็อย่าหาเรื่องใส่ตัว"

"หลินซวนใช่ไหม? เรื่องที่หุบเขาแยก คำให้การของเจ้าคนเดียวไม่ถือเป็นหลักฐาน แม้ซูลั่วจะพูดว่าเขาโกง แต่นั่นอาจเป็นเพียงคำพูดประชดประชันยามโมโห สรุปก็คือ ซูลั่วผ่านการทดสอบ และตอนนี้เขาคือศิษย์ของสำนักกระบี่เจ็ดดารา"

ผู้อาวุโสเหยียนซีเริ่มพูดจาแถไถ แต่ไม่มีใครกล้าแย้งด้วยเกรงกลัวในพลังอำนาจ

ยกเว้นหลินซวน

แม้จะอยู่ภายใต้สายตากดดันของผู้อาวุโสเหยียนซี หลินซวนก็ไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว "แล้วเรื่องท่าแทงกระบี่เมื่อกี้ล่ะครับ?"

"เจ้ากำลังสงสัยในตัวข้าผู้เฒ่างั้นรึ?"

"ข้ากำลังยืนยันว่าท่านตาบอดต่างหาก!"

โห... ใจกล้าบ้าบิ่นอะไรขนาดนั้น?

ผู้เข้าสอบคนอื่นมองหลินซวนด้วยความตะลึงงัน หลินซวนคนนี้เป็นใครมาจากไหน? กล้าหักหน้ายอดฝีมือระดับ หยวนอิง (ก่อกำเนิด) เชียวรึ? ช่างเป็นแบบอย่างของคนรุ่นเราจริงๆ เดี๋ยวปีหน้าพวกเราจะเผากระดาษเงินกระดาษทองไปให้นะ

ผู้อาวุโสเหยียนซีจ้องมองหลินซวน แรงกดดันมหาศาลจากผู้ฝึกตนระดับหยวนอิงกดทับลงมาทันที จนหลินซวนเข่าทรุดกระแทกพื้น

แต่หลินซวนยังคงกัดฟันแน่น รวบรวมแรงทั้งหมดเงยหน้าขึ้นสบตาผู้อาวุโสเหยียนซี ไร้ซึ่งแววยอมจำนน

แม้ผู้อาวุโสเหยียนซีจะไม่ชอบรังแกผู้น้อย แต่คราวนี้เขาโกรธจริงๆ เขายกมือขึ้นแล้วกดลง เตรียมจะกดหัวหลินซวนให้จมดิน

เกิดหลุมเล็กๆ ขึ้นบนพื้น

แต่หลินซวนไม่ได้มีอันตรายถึงชีวิต เพราะถึงอย่างไรสำนักกระบี่เจ็ดดาราก็เป็นสำนักฝ่ายธรรมะที่มีชื่อเสียง ไม่ฆ่าคนพร่ำเพรื่อ

"เอาล่ะ เรื่องนี้จบแค่นี้เถอะ"

ผู้อาวุโสอีกคนนามว่า เสวียนอิง ปรากฏตัวขึ้นทันใด วางมือลงบนไหล่ของผู้อาวุโสเหยียนซี พร้อมกับสลายแรงกดดันรอบตัวหลินซวนไปในตัว

"ข้าเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว แต่ในเมื่อซูลั่วผ่าน เขาก็คือผ่าน ไม่ควรมีข้อโต้แย้งใดๆ อีก นี่คือการตัดสินของสำนักกระบี่เจ็ดดารา"

"แยกย้ายกันได้แล้ว ใครที่พูดถึงเรื่องนี้อีกจะถูกขับออกจากสำนัก"

เมื่อผู้อาวุโสอีกท่านออกปาก เรื่องนี้จึงไม่อาจโต้เถียงได้อีกต่อไป

ไม่ว่าหลินซวนจะพูดอะไรก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ได้ เขาทำได้เพียงสาบานในใจว่าจะต้องแข็งแกร่งขึ้นโดยเร็ว เพราะมีแต่ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์มีเสียง

...

เรื่องราวการโกงข้อสอบจบลงเพียงเท่านี้ แต่คนฉลาดย่อมรู้ดีว่าซูลั่วเข้ามาได้ด้วยวิธีสกปรก

นับจากวินาทีนี้ ไม่มีใครเข้าใกล้ซูลั่วอีกเลย แถมสายตาที่มองมายังแฝงด้วยความดูถูกเหยียดหยาม

ซูลั่วไม่ใส่ใจเลยสักนิด การอยู่คนเดียวยิ่งดีเข้าไปใหญ่ เขาหาที่สงบๆ นั่งพัก แล้วเริ่มเขียนไดอารี่ส่วนที่ยังค้างคาต่อ

"โอเค ทุกอย่างเป็นไปตามแผน ตำแหน่งในสำนักมั่นคงแล้ว... ในฐานะศิษย์คนหนึ่งน่ะนะ"

"แต่นั่นไม่สำคัญหรอก สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ต่างหากคือจุดพีค"

"หลังจากพักผ่อน จะมี 'อาจารย์' ท่านหนึ่งเดินทางมาที่นี่ อาจารย์ของจริง หรือจะเรียกว่าเพดานบินของความแข็งแกร่งเลยก็ได้... นางกงซีอวิ๋น"

"อย่างที่รู้กัน ในเมื่อจตุรเทพยังมีห้าคน ดังนั้นเจ้าของยอดเขาทั้งเจ็ดของสำนักกระบี่เจ็ดดารา ก็ต้องมีแปดคน"

"และคนที่แปดคือนางกงซีอวิ๋น ทางสำนักแยกยอดเขาให้นางต่างหากเพราะนางเก่งเกินไป เก่งกว่าทุกคนในสำนัก"

"ไม่ได้โม้นะ แต่มันถูกเซ็ตมาแบบนั้นแหละ นางเลยเป็นขาทองคำให้เกาะ และเป็นว่าที่อาจารย์ในอนาคตของหลินซวนด้วย"

"ส่วนสาเหตุที่นางมา ก็เพราะพล็อตคลาสสิกอย่าง 'ยอดเขาร้าง' นั่นแหละ สรุปง่ายๆ คือยอดเขารูอวิ๋นของนางกงซีอวิ๋นไม่มีลูกศิษย์เลยสักคน"

"ท่านเจ้าสำนักยื่นคำขาดว่า ถ้านางยังขี้เกียจอยู่อีก ยอดเขารูอวิ๋นจะถูกยุบออกจากสำนักกระบี่เจ็ดดารา"

"นางกงซีอวิ๋นย่อมไม่ยอม นี่เป็นที่ที่นางโตมา แถมการได้อู้งานที่นี่มันช่างสุขขีสโมสร"

"นางเลยจำใจต้องลงเขามาหาลูกศิษย์"

"ในการสอบเข้าสำนักครั้งนี้ นางกงซีอวิ๋นมีสิทธิ์เลือกศิษย์เป็นคนแรก และไม่มีใครกล้าแย่งกับนาง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสถานะและอำนาจของนางในสำนักได้เป็นอย่างดี"

"อะไรนะ? บอกว่านางมาทีหลังสุด? สอบเสร็จแล้วจะมาดูอะไร?"

"ก็แน่สิ นางไม่ได้อยากรับศิษย์จริงๆ สักหน่อย เลยมาตอนจบ กะว่าจะจิ้มๆ เลือกใครสักคนให้มันจบๆ ไป"

"ยังมีบทส่งท้ายของการสอบอีกนิดหน่อย คือช่วงนี้สำนักกระบี่เจ็ดดาราพบว่า กองทัพสัตว์อสูร เคลื่อนไหวผิดปกติ เลยถือโอกาสพาผู้เข้าสอบไปดูหน้าตาศัตรูที่แท้จริงซะเลย"

"สิ่งที่เรียกว่ากองทัพสัตว์อสูรนั้นต่างจากสัตว์อสูรป่าทั่วไป พวกมันไม่ได้ทำตามสัญชาตญาณเพียงอย่างเดียว แต่มีความเกลียดชังเผ่ามนุษย์อย่างรุนแรง และมองว่ามนุษย์คือศัตรูคู่อาฆาต"

"ในขณะเดียวกัน กองทัพสัตว์อสูรก็ฉลาดกว่านิดหน่อย... ย้ำว่าแค่นิดหน่อยนะ"

"นางกงซีอวิ๋นกะว่าจะเลือกศิษย์ระหว่างการกวาดล้างกองทัพสัตว์อสูรนี่แหละ"

"นางไม่ได้เปิดเผยตัวตนที่แท้จริง แต่ปลอมตัวเป็นศิษย์ธรรมดาๆ หน้าตาบ้านๆ ของสำนักกระบี่เจ็ดดารา เดินปะปนไปกับกลุ่มคน ไม่มีอะไรโดดเด่นเลย"

"แน่นอนว่าการจะจำนางได้นั้นง่ายนิดเดียว... นางเป็นคนเดียวในงานที่มีป้ายห้อยเอว"

"ระหว่างการปะทะกับกองทัพสัตว์อสูร นางกงซีอวิ๋นเห็นว่าหลินซวนหน่วยก้านใช้ได้ เลยเลือกเขาเป็นศิษย์"

"ถามว่าหลินซวนทำอะไรน่ะเหรอ? แน่นอนว่าต้องมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น มีพระเอกอยู่ด้วยทั้งที จะไม่มีเรื่องได้ไง"

"ฉากหน้าดูเหมือนสำนักกระบี่เจ็ดดารากำลังไล่ต้อนกองทัพสัตว์อสูร แต่กองทัพที่เจอคราวนี้ดันไม่ธรรมดา พวกมันคือ ปีศาจหมีดุ ที่ปลอมตัวเป็น ปีศาจหมู"

"พลังการต่อสู้ของสองเผ่าพันธุ์นี้คนละชั้นกันเลย ปีศาจหมีดุตัวหนึ่งแข็งแกร่งกว่าปีศาจหมูทั่วไปถึง 3-5 เท่า"

"ส่วนทำไมต้องปลอมตัว ก็เพราะกองทัพสัตว์อสูรกำลังวางแผนตกปลา แกล้งทำเป็นหมูเพื่อกินเสือ"

"และพวกมันก็ตกได้ปลาตัวใหญ่เบ้อเริ่มอย่างสำนักกระบี่เจ็ดดารา พวกสัตว์อสูรไม่กลัวหรอกว่าเป็นสำนักใหญ่ ตรงกันข้าม พวกมันยิ่งตื่นเต้นที่จะได้ฆ่ายอดฝีมือของเผ่ามนุษย์"

"ถ้านางกงซีอวิ๋นไม่อยู่ด้วย พวกเราคงตายเรียบ แม้จะมีผู้อาวุโสสองคนอยู่ก็ไม่รอด เพราะฝั่งสัตว์อสูรก็มียอดฝีมือเหมือนกัน"

"ในตอนนั้น หลินซวนรู้สึกถึงความผิดปกติทันที และเตือนผู้เข้าสอบคนอื่นว่าพวกปีศาจเหล่านี้ไม่ธรรมดา"

"คำเตือนของเขาทำให้คนอื่นเริ่มระวังตัว ไม่อย่างนั้นคงวิ่งทะเล่อทะล่าเข้าไปหวังจะเชือดหมู แต่กลับกลายเป็นโดนเชือดซะเอง"

"และในระหว่างการต่อสู้ที่ชุลมุน หลินซวนก็แสดงพรสวรรค์ด้านการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยม ในขณะที่ทุกคนกำลังแตกตื่น เขาเป็นคนตะโกนสั่งการ"

"ภายใต้การบัญชาการของเขา ผู้เข้าสอบรอบๆ สามารถตั้งแนวป้องกันที่มีประสิทธิภาพได้ แม้จะเจอศัตรูที่แข็งแกร่งกว่า ก็ไม่ถูกฆ่าตายในทันที ยื้อเวลาให้คนของสำนักมาช่วยทัน"

"แถมเขายังไม่ได้แค่สั่งการเฉยๆ หลายครั้งเขายังลงมือโจมตีจุดตายของสัตว์อสูรในจังหวะสำคัญได้ด้วย"

"ช่วยลดภาระให้เพื่อนร่วมทีมได้มหาศาล"

"เทียบกับผู้เข้าสอบคนอื่นแล้ว หลินซวนดูเท่ระเบิด ทั้งช่วยเหลือคนอื่น ทั้งสู้เอง ครบเครื่องสุดๆ"

"ส่วนข้าน่ะเหรอ? อ๋อ ข้าไปมุดหัวสั่นงกๆ อยู่ในวงล้อมป้องกันของหลินซวนน่ะสิ ตลกชะมัด ผลงานคงเส้นคงวาดีจริงๆ"

"ตราบใดที่พระเอกยังอยู่ บทบาทข้าก็จะทุเรศลงเรื่อยๆ พอพระเอกไป ข้าก็จะกลับมาเก่ง แล้วก็รอโดนพระเอกที่เก่งกว่ามาตบเกรียนวนไป"

"ช่างเป็นตัวร้ายที่ยอดเยี่ยมอะไรเยี่ยงนี้ ฮ่าๆๆ... บัดซบเอ๊ย!"

"กลับมาเข้าเรื่อง แล้วนางกงซีอวิ๋นล่ะ? นางเก่งขนาดนั้น ทำไมถึงปล่อยให้สถานการณ์เลวร้ายลง?"

"แน่นอนว่านางก็แกล้งเป็นหมูเพื่อกินเสือเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นจะลงทุนปลอมตัวมาทำไม นางกะจะลงมือเฉพาะช่วงวิกฤตเท่านั้น... นิสัยเสียใช้ได้เลยนะเนี่ย"

"เดี๋ยวนะ เหมือนข้าเองก็กำลังแกล้งเป็นหมูอยู่เหมือนกัน งั้นช่างมันเถอะ"

"พอหลินซวนโชว์ฟอร์มจนหนำใจ และผู้อาวุโสเสวียนอิงกับผู้อาวุโสเหยียนซีเริ่มต้านไม่ไหว นางกงซีอวิ๋นก็ปิดจ็อบด้วยดาบเดียว"

"ใช่ ง่ายๆ แบบนั้นแหละ คนอื่นสู้แทบตาย นางมาถึงฟันฉับเดียวจบ นี่แหละพลังของความแข็งแกร่ง"

"สรุปคือฉากหลังๆ ทั้งหมดปูมาเพื่อเปิดตัวนางกงซีอวิ๋น และมอบอาจารย์ระดับเทพให้หลินซวน"

"ทำเอาผู้อาวุโสเหยียนซีที่เคยวางก้ามใหญ่โต ถึงกับต้องเกรงใจหลินซวนขึ้นมาทันตาเห็น"

"ฉากนี้ทำเอาคนอื่นอิจฉาตาร้อนกันเป็นแถว"

"ส่วนข้า ก็โดนเช็คบิลย้อนหลัง โดนด่าว่าเอาแต่หลบหลังชาวบ้าน ไร้ประโยชน์สิ้นดี บทบาทข้ากับหลินซวนนี่มันฟ้ากับเหวจริงๆ"

"ข้าเลยกลับมาเกลียดขี้หน้าหลินซวนอีกครั้ง ในฐานะตัวร้าย เหตุผลที่จะเล่นงานหลินซวนมีเพิ่มขึ้นอีกข้อแล้ว"

เขียนไดอารี่จบ ซูลั่วก็เอนหลังนอนอย่างสบายใจ

"ต้องเป็นมันแน่ๆ ไอ้คนที่โกงเข้ามา"

"ไม่รักษาหน้าตาผู้ฝึกตนเลย น่ารังเกียจจริงๆ"

"ถ้ามีโอกาส ข้าจะสั่งสอนมันให้เข็ด ข้าล่ะหมั่นไส้มันจริงๆ"

ซูลั่วไม่สนเลยว่าใครจะนินทาว่าร้ายเขา เพราะรางวัลอยู่ในมือเรียบร้อยแล้ว

"บันทึกเสร็จสิ้น รางวัล: ร่างกาย +3, พละกำลัง +4"

"ความสามารถพิเศษอัปเกรด: [ความเจ็บปวดของข้าอยู่เหนือเจ้า]"

"เมื่อถูกโจมตี สามารถโอนถ่ายความเสียหาย 30% ไปยังบุคคลเป้าหมายที่กำหนดได้"

เห็นรางวัลแล้ว ซูลั่วก็อดหัวเราะออกมาดังๆ ไม่ได้

"ดูสิ มันยังหัวเราะอยู่ได้ หมายความว่าไง? หัวเราะเยาะคนที่ตกรอบ แล้วนี่ยังจะหัวเราะเยาะพวกเราที่ผ่านอีกเหรอ? ดูถูกกันชัดๆ"

"นั่นสิ คิดว่าตัวเองเป็นใคร? ข้าชักจะทนไม่ไหวแล้วนะ"

"ใจเย็นๆ อย่าลืมคำพูดของผู้อาวุโสเหยียนซี ไว้เข้าสำนักไปแล้วค่อยหาโอกาสเล่นงานมันก็ยังไม่สาย"

ทว่าสักพัก หลี่ซืออี๋ก็เดินเข้ามาหาซูลั่วพร้อมรอยยิ้มสดใส

ซูลั่วทำหน้างง "เจ้าเป็นบ้าอะไร? ป่วยเหรอ?"

"ท่านนั่นแหละป่วย เป็นไงบ้าง? โดนคนรุมด่ารู้สึกแย่ไหม?"

"ไม่เลย ข้าไม่สนพวกมันสักนิด"

"ชิ เป็นไปตามคาด จิตใจท่านแกร่งขึ้นเยอะเลยนี่" หลี่ซืออี๋รู้จากไดอารี่ว่าซูลั่วแค่ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น นอกจากทำพล็อตเรื่องให้จบๆ ไป

"พูดอะไรของเจ้า? จิตใจข้าแกร่งแบบนี้มาตั้งนานแล้ว"

"เหรอ? เมื่อก่อนท่านขี้โมโหจะตาย"

"แล้วเมื่อก่อนเจ้าก็ไม่เคยเดินมาคุยกับข้าก่อนเหมือนกัน"

"ก็ท่านช่วยชีวิตข้าไว้นี่นา"

หลี่ซืออี๋หมายถึงตอนเหตุการณ์หงกวงพรรคมาร เพราะครั้งอื่นซูลั่วปลอมตัวใส่ชุดคลุมดำ แต่ครั้งหงกวงเขาเปิดเผยใบหน้าจริง

"พอเจ้าพูดแบบนี้ มันดูปลอมมากเลยนะ เรื่องนั้นเจ้าเป็นคนจัดฉากใช่ไหม?"

ซูลั่วแค่พูดไปงั้น ไม่ได้เชื่อจริงๆ ว่าหลี่ซืออี๋จัดฉาก เพราะมันเป็นไปตามพล็อต แค่ไม่รู้ทำไมหลินซวนไม่มา แล้วหงกวงดันรนหาที่ตายเอง

"ใช่ ข้าจัดฉากเอง"

เจอรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของหลี่ซืออี๋เข้าไป ซูลั่วไม่เชื่อทันที "เมื่อก่อนเจ้าไม่เคยโกหก"

"โกหกแล้วมันผิดตรงไหน? ช่วงนี้ข้าคิดว่าการโกหกก็ไม่ได้แย่อะไรนะ"

"โกหก..."

ไม่ถูกสิ ซูลั่วอยากจะแย้ง แต่ดูเหมือนเขาก็โกหกบ่อยๆ เพื่อพล็อตเรื่อง งั้นช่างมันเถอะ

"การโกหกมันไม่ถูกต้องใช่ไหมล่ะ?" หลี่ซืออี๋เหมือนจะอ่านใจซูลั่วออก

แต่ซูลั่วจะพูดความจริงในใจได้ยังไง "เปล่า การโกหกก็ดีเหมือนกัน"

ในขณะที่ซูลั่วและหลี่ซืออี๋คุยกัน ผู้เข้าสอบคนอื่นๆ ที่คอยจับตาดูซูลั่วอยู่ถึงกับหน้าเหมือนกินยาขม

ทำไมหลี่ซืออี๋ ตัวท็อปที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในการสอบ ถึงไปยืนคุยกับซูลั่ว?!

แถมยังหัวเราะต่อกระซิกกันอีก?

"ล้อกันเล่นใช่ไหม? สองคนนั้นเป็นอะไรกัน?"

"ข้ากัดฟันจนจะหักหมดปากแล้ว หลี่ซืออี๋ไม่รู้หรือไงว่าซูลั่วมันโกง?"

"เป็นไปไม่ได้ นางฉลาดขนาดนั้นต้องรู้อยู่แล้ว แต่ทำไมล่ะ? พวกเราทุกคนตรงนี้มีใครบ้างที่ไม่ได้ดีกว่าเจ้าซูลั่วนั่น?"

หลินซวนที่อยู่ไม่ไกลก็เห็นภาพนั้นและได้ยินเสียงนินทา

ในใจของหลินซวนยิ่งมั่นใจในข้อสันนิษฐานหนึ่ง: ความสัมพันธ์ระหว่างหลี่ซืออี๋กับซูลั่วต้องไม่ธรรมดาแน่นอน ทั้งที่ซูลั่วเป็นที่รังเกียจของคนอื่น แต่หลี่ซืออี๋กลับไม่แคร์เลย

เขาแค่ไม่เข้าใจว่าซูลั่วมีดีตรงไหน?

ผู้เฒ่าเหยียนก็ยกย่องมันนักหนา แต่ในความทรงจำของหลินซวน ซูลั่วไม่มีดีอะไรเลย ชื่อเสียงในเมืองชิวเฟิงก็เน่าเฟะ พลังฝีมือก็งั้นๆ อาจจะพอมีของดีซ่อนอยู่บ้าง แต่นิดเดียว เขาก็เอาชนะได้สบายๆ ตลอด

แล้วเมื่อกี้ ซูลั่วยังโกงเข้าสำนักกระบี่เจ็ดดารา แล้วยังมาเยาะเย้ยคนอื่นอีก คิดว่าตัวเองวิเศษมาจากไหน?

หลินซวนดูถูกคนประเภทซูลั่วที่สุด

แต่ทำไมหลี่ซืออี๋ที่มีพรสวรรค์สูงส่งถึงได้สนิทสนมกับซูลั่วนัก?

ความรักความผูกพันลึกซึ้ง?

แต่เท่าที่หลินซวนรู้ ก่อนจะถอนหมั้น หลี่ซืออี๋เกลียดขี้หน้าซูลั่วจะตาย ไปเอาความรู้สึกดีๆ มาจากไหน?

ผู้หญิงนี่เข้าใจยากจริงๆ

หลินซวนเลิกคิด เขาแค่รู้ว่าชาตินี้เขาไม่มีทางญาติดีกับคนอย่างซูลั่วเด็ดขาด

หลังจากพักผ่อนพอสมควร ก็ได้เวลาออกเดินทาง

และท่ามกลางฝูงชน มีคนหน้าตาบ้านๆ คนหนึ่ง ห้อยป้ายไว้ที่เอว ปะปนเข้ามาอย่างเงียบเชียบโดยไม่มีใครสังเกตเห็น

จบบทที่ บทที่ 28 ข้าไม่ได้โกง โอเค ข้าโกง

คัดลอกลิงก์แล้ว